พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
12 สิงหาคม วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนารถ วันแม่แห่งชาติ ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน        ** การเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น "พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย" กำหนดให้วันที่ 5 ตุลาคม ของทุกปี เป็น " วันนวัตกรรมแห่งชาติ " ดูรายละเอียดได้ที่นี่ << คลิ๊กที่นี่ >> **       ** วันพระราชสมภพ สมเด็จพระบรมโอสาธิราช ฯ สยามราชกุมาร **     *** the king พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มหาราช ***





โรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับโรงเรียนไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยทรงให้การช่วยเหลือ อุปถัมภ์ พระราชทานพระราชทรัพย์หรือทรงให้คำแนะนำ พระราชทานพระบรมราโชวาทเพื่อสนับสนุนและเป็นกำลังใจแก่ครูและนักเรียน โรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ทั้งโรงเรียนรัฐบาล และเอกชน

โรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ หมายถึงโรงเรียนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ด้วยการพระราชทานพระราชทรัพย์ช่วยเหลือ และให้ความอุปถัมภ์ หรือทรงให้คำแนะนำ ทั้งยังได้เสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียนและพระราชทานพระบรมราโชวาทเพื่อสนับสนุนและเป็นกำลังใจแก่ครูและนักเรียนเป็นประจำ จึงเรียกโรงเรียนประเภทนี้ว่า โรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ โรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์มีทั้งโรงเรียนของรัฐบาลและโรงเรียนเอกชน ได้แก่ โรงเรียนราชวินิต โรงเรียนวังไกลกังวล โรงเรียนราชประชาสมาสัย และโรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย

  โรงเรียนจิตรลดา
  โรงเรียนราชวินิต
  โรงเรียนวังไกลกังวล
  โรงเรียนราชประชาสมาสัย
  โรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์
  โรงเรียนเพื่อลูกหลานชนบท
  โรงเรียนร่มเกล้า
  โรงเรียนสงเคราะห์เด็กยากจน
  โรงเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือตามความจำเป็นเร่งด่วน



โรงเรียนจิตรลดา

โรงเรียนจิตรลดาตั้งอยู่ในบริเวณสวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เป็นโรงเรียนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้นสำหรับพระราชโอรสและพระราชธิดา บุตรข้าราชบริพารในพระราชวัง ตลอดจนเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปได้ร่วมเรียน ดังพระบรมราโชบายที่พระราชทานแก่ท่านผู้หญิงทัศนีย์ บุญยคุปต์ อาจารย์ใหญ่โรงเรียนจิตรลดา ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๙๘ ความว่า

"…ครูทุกคนต้องนึกว่าตนเป็นครู ต้องมีความยุติธรรม ต้องหนักแน่น ขอให้ครูฝึกฝนอบรมเด็กให้เป็นนักเรียนที่ดี มีระเบียบ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ รู้จักทำตนให้ตรงต่อเวลา ฝึกให้มีสมาธิในการงาน รู้จักรักษาสมบัติส่วนตัวและส่วนรวม รู้จักมีเมตตานึกถึงผู้อื่น รู้จักทำตัวให้เข้ากับส่วนรวม ครูจะต้องไม่ถวายสิทธิพิเศษแด่พระโอรสและพระธิดา…"

ในตอนต้นได้พิจารณาโปรดเกล้าฯ ให้เปิดสอนชั้นอนุบาลขึ้น ณ ห้องชั้นล่างของพระที่นั่งอุดร บริเวณพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๘ เนื่องด้วยมีพระราชประสงค์ให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญาได้ทรงเรียนร่วมกับเด็กอื่นๆ อีก ๗ คน นับเป็นนักเรียนรุ่นแรกของโรงเรียนจิตรลดา ต่อมาเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างอาคารเรียนชั้นเดียวในบริเวณสวนจิตรลดา และพระราชทานนามโรงเรียนว่า "โรงเรียนจิตรลดา" และได้จดทะเบียนเป็นโรงเรียนราษฎร์ เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๑ เปิดสอนนักเรียน ตั้งแต่ชั้นอนุบาลศึกษาถึงประถมศึกษาปีที่ ๔ ปีการศึกษา ๒๕๐๗ ได้ขออนุญาตกระทรวงศึกษาธิการขยายชั้นเรียนจนถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และในปีการศึกษา ๒๕๑๑ ได้ขยายชั้นเรียนจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลายมาจนถึงปัจจุบัน โดยรับนักเรียนทั่วไป ตามกฎเกณฑ์ของโรงเรียนแต่ละปีการศึกษา เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนทั่วไปได้เข้ามาเรียนโดยมิได้เลือกชั้นวรรณะ ตามพระบรมราโชวาท "ให้โรงเรียนรับนักเรียนทั่วไปโดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นเชื้อพระวงศ์"

นักเรียนที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้ามาเรียนในโรงเรียนจิตรลดา ไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน เพราะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นค่าใช้จ่ายของโรงเรียนจนถึงปัจจุบันนี้ นอกจากนี้ยังได้พระราชทานอาหารว่างและอาหารกลางวันแก่คณะครูและนักเรียนด้วย ประการสำคัญที่สุด เป็นการสนับสนุนและส่งเสริมด้านกำลังใจแก่นักเรียนที่ตั้งใจเรียนและมีความพยายาม คือ พระราชทานพระบรมราโชบายแก่โรงเรียนให้จัดรางวัลแก่นักเรียนทุกคนที่สอบได้คะแนนภาคเรียนที่สองสูงกว่าภาคเรียนที่หนึ่ง ๕ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป นอกเหนือจากการพระราชทานรางวัลสำหรับนักเรียนที่เรียนดีเด่นทั่วไป ดังที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงกล่าวไว้ในบทพระอักษรเรื่อง "โรงเรียนจิตรลดา"

"…พระมหากรุณาธิคุณต่อโรงเรียนจิตรลดานั้นมีมาก นอกจากจะทรงควบคุมนโยบายในการศึกษาด้วยพระองค์เอง นักเรียนไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน เมื่อก่อนนี้พระราชทานอาหารให้ทุกๆ คนด้วย เมื่อถึงโอกาสสิ้นปีการศึกษาจะเสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรการแสดงของนักเรียน พระราชทานรางวัลแก่นักเรียนที่มีผลการเรียนยอดเยี่ยม ทั้งคะแนนรวมและหมวดวิชาต่างๆ ยังมีรางวัลสำหรับผู้มีคะแนนดีขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ต้นปีเป็นการให้กำลังใจแก่ผู้มีความพยายาม พระราชทานพระบรมราโชวาทที่เหมาะสมแก่สถานภาพ…"

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้สนองพระมหากรุณาธิคุณดูแลโรงเรียนจิตรลดาตามพระราชประสงค์นับตั้งแต่ทรงสำเร็จอุดมศึกษามาจนถึงปัจจุบัน โดยทรงดำเนินรอยตามเบื้องพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วยการวางนโยบายและกฎระเบียบต่างๆ เพื่อพัฒนาให้โรงเรียนจิตรลดา ก้าวหน้าทัดเทียมโรงเรียนอื่นๆ ทั้งในด้านวิชาการ ความประพฤติที่ดี ความคิดที่กว้างไกล การมีวินัย ความเสียสละ การรู้จักให้อภัย และภาคภูมิใจในขนบธรรมเนียม ประเพณีวัฒนธรรมที่ดีงามของคนไทย ตลอดจนมีความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์

ประการสุดท้ายที่จะกล่าวถึงความรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของนักเรียนจิตรลดา โดยยกตัวอย่างบางตอนของคำกราบบังคมทูลถวายบังคมลาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ เนื่องในวาระสำเร็จการศึกษาชั้นสูงสุดของโรงเรียน เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๒๑ ความว่า

"…เมื่อข้าพระพุทธเจ้ายังเป็นเด็กเล็กได้รับพระบรมราชานุญาตให้เข้ามาศึกษาในโรงเรียนนี้ สิ่งแรกที่กระทบความรู้สึกของข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายอย่างมากก็คือ พระกรุณาธิคุณในการที่ได้ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานทุกๆ อย่าง ซึ่งรวมกันขึ้นเป็นโรงเรียนที่เพียบพร้อมไปด้วยปัจจัย ในการสร้างความเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ ความเป็นศิษย์ที่ดีของครู-อาจารย์และความเป็นพลเมืองที่ดีของชาติในอนาคต ในเวลาต่อมาคำว่า "น้ำพระราชทาน ไฟพระราชทาน อาหารพระราชทาน" จึงมีความหมายสำหรับข้าพระพุทธเจ้าตลอดมาจนกระทั่งทุกวันนี้…"

"…ตามความเป็นจริงแล้ว สิ่งต่างๆ ที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทพระราชทานแก่ข้าพระพุทธเจ้าตลอดเวลาของความเป็นนักเรียนจิตรลดา ถึงแม้ว่าจะมีค่ามากเพียงใด ในความรู้สึกของข้าพระพุทธเจ้าทุกคนก็ยังรู้สึกว่ามิได้มีค่ามากพอที่จะเปรียบเทียบกับค่าของน้ำพระราชหฤทัยของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทที่พระราชทานแก่นักเรียนจิตรลดาทุกคน…"



โรงเรียนราชวินิต

โรงเรียนราชวินิตจัดตั้งตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยทรงให้สำนักพระราชวังจัดตั้งโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ ประเภทโรงเรียนสหราษฎร์ระดับประถมศึกษา รับบุตรหลานของข้าราชการในราชสำนักโดยไม่เก็บค่าเล่าเรียน เปิดสอนชั้นเด็กเล็กถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๗ ขอครูจากกระทรวงศึกษาธิการมาช่วย ใช้งบประมาณจากเงินสวัสดิการ ของกองมหาดเล็ก สำนักพระราชวัง จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท สร้างอาคารเรียน ในที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ณ บริเวณสวนเพาะชำ วังสวนกุหลาบ โดยมีคุณหญิงพวงรัตน วิเวกานนท์ เป็นผู้บริหารคนแรก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินในพิธีเปิดป้ายโรงเรียน เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๑ และพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อใช้ดอกผลเป็นทุนพระราชทานแก่นักเรียนที่เรียนดี มีความประพฤติเรียบร้อย ในวโรกาสนี้ได้มีพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า

"…การศึกษาของเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประถมศึกษาถือว่าอยู่ในชั้นสำคัญ และจำเป็นสำหรับเด็กทุกคน ด้วยเหตุนี้จึงมีพระราชบัญญัติประถมศึกษาขึ้น เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสเล่าเรียนตามหลักสูตรที่วางไว้ แต่ทั้งนี้ย่อมต้องอาศัยความรู้ความสามารถของครูที่เอาใจใส่ พยายามอบรมบ่มนิสัยให้เด็กมีความรู้ มีศีลธรรม เพื่อให้เป็นพลเมืองดีของชาติต่อไปภายหน้าด้วย…"

พระราชดำรัสดังกล่าวจึงเป็นการเน้นพระราชประสงค์ในการจัดตั้งโรงเรียน ตลอดจนความหมายของชื่อโรงเรียนที่เป็นนามพระราชทาน "ราชวินิต" อันหมายถึง สถานที่อบรมสั่งสอนกุลบุตร กุลธิดา ให้เป็นคนดีแห่งพระบารมีปกเกล้าฯ

วันที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีเปิดอาคารเรียนหลังที่ ๓ และพระราชทานทุนแก่นักเรียนที่เรียนดี ในปีต่อๆ มา ก็โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หรือพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จแทนพระองค์เพื่อทรงประกอบพิธีต่างๆ อาทิ เปิดอาคารเรียน สระว่ายน้ำ ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติ ตลอดจนงาน "ราชวินิตร่วมใจ"

ในปีการศึกษา ๒๕๒๐ โรงเรียนราชวินิตได้รับอนุมัติให้เปิดสอนระดับมัธยมศึกษา แต่เนื่องจากสถานที่คับแคบต้องหาสถานที่ตั้งใหม่ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้พระราชทานที่ดินซึ่งเป็นที่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์บริเวณราชตฤณมัยสมาคมจำนวน ๖ ไร่เศษ เพื่อสร้างโรงเรียนราชวินิตมัธยมศึกษาขึ้นใหม่ ดังนั้นในปีการศึกษา ๒๕๒๓ จึงได้โอนโรงเรียนราชวินิตระดับมัธยมศึกษามาอยู่ในสังกัดกองการมัธยมศึกษา กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียนจึงได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารเรียน และอาคารประกอบการเรียนการสอนทางราชการ

นอกจากนี้ ได้มีโรงเรียนราชวินิตอีกแห่งหนึ่งซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาแบบสหศึกษา โดยได้มีผู้บริจาคที่ดินจำนวน ๓๐ ไร่ น้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่กระทรวงศึกษาธิการเพื่อดำเนินการสร้างอาคารเรียนและสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ด้วยเงินงบประมาณของกระทรวง ในปี ๒๕๑๓ และได้รับพระราชทานนามว่า "โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว" และโปรดเกล้าฯ ให้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ด้วย



โรงเรียนวังไกลกังวล

โรงเรียนวังไกลกังวล ตั้งอยู่ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นโรงเรียนที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลมีพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งขึ้น เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๑ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การศึกษาแก่บุตรหลานของเจ้าหน้าที่ผู้รักษาวังไกลกังวล ซึ่งมีอยู่จำนวนมากแต่ไม่มีสถานที่เล่าเรียน มีฐานะเป็นโรงเรียนราษฎร์ที่ได้พระราชอุปการะค่าใช้จ่ายจากเงินพระราชกุศลเป็นรายปี

โรงเรียนวังไกลวังกล เปิดสอนนักเรียนตั้งแต่ชั้นเด็กเล็กขึ้นไปจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ และเปิดสอนหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นเพิ่มเติมด้วย โรงเรียนวังไกลกังวลได้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและได้มีการพัฒนาปรัปปรุงมาเป็นลำดับ อาทิ พ.ศ. ๒๔๙๗ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานอาคารที่พักกองรักษาการณ์วังไกลกังวลให้เป็นอาคารเรียนแทนอาคารไม้เก่าที่ชำรุดทรุดโทรมมาก อาณาบริเวณนี้มีเนื้อที่ ๑๔ ไร่ ๒ งาน ๗ ตารางวา ต่อมาได้สร้างอาคารเรียนเพิ่มขึ้นอีก ใน พ.ศ. ๒๕๒๒ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนแปลงการบริหารโรงเรียนวังไกลกังวล จากการบริหารโดยมีครูใหญ่เป็นผู้บริหารด้านวิชาการหัวหน้าแผนกวังไกลกังวล ปัจจุบันเรียกหัวหน้าส่วนวังไกลกังวลเป็นทั้งเจ้าของและผู้จัดการควบคุมดูแลทั่วไป เปลี่ยนมาเป็นการบริหารโดยคณะกรรมการเรียกว่า "กรรมการบริหารโรงเรียนวังไกลกังวล" ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการบริหารโรงเรียน และทางด้านวิชาการข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายกระทรวงศึกษาธิการและฝ่ายบ้านเมืองตลอดจนเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ของสำนักพระราชวังและของโรงเรียน นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้แทนสมาคมผู้ปกครองเป็นกรรมการด้วย ทั้งนี้เพื่อให้โรงเรียนวังไกลกังวลเป็นโรงเรียนที่มีสมรรถภาพ สามารถประสิทธิ์ประสาทวิทยาการแก่นักเรียนได้ดีขึ้น ใน พ.ศ. ๒๕๒๖ คณะกรรมการบริหารโรงเรียนได้จัดให้มีศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนเพื่อให้การศึกษาอบรมเลี้ยงดูแก่เด็กก่อนวัยเรียน ใน พ.ศ. ๒๕๒๗ คณะกรรมการบริหารโรงเรียนได้ประสานงานกับกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการจัดสรรงบประมาณสร้างอาคารเรียนสารพัดช่างวังไกลกังวล เพื่อเปิดสอนหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น (๒๒๕ ชั่วโมง) หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพช่างฝีมือ (ปชม.) และหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (วช.๑ หรือ วช.๒) วิชาที่เปิดสอนจะคำนึงถึงอาชีพของท้องถิ่นเป็นสำคัญ มีจำนวนถึง ๑๗ แผนกวิชา อันเป็นการสนองโครงการตามพระราชดำริเกี่ยวกับศิลปาชีพพิเศษด้วย และในขณะเดียวกันนักเรียนของโรงเรียนวังไกลกังวลสามารถใช้ห้องฝึกงานของโรงเรียนสารพัดช่างเป็นที่ฝึกงานในชั่วโมงเรียนวิชาการงานพื้นฐานอาชีพได้อีกด้วย

นอกจากนี้ในปีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี กระทรวงศึกษาธิการโดยการประสานงานจากนายขวัญแก้ว วัชโรทัย รองเลขาธิการพระราชวังเสนอให้กรมสามัญศึกษาจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ด้วยระบบทางไกลผ่านดาวเทียม เพื่อเฉลิมพระเกียรติในปีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี และถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ซึ่งมีพระมหากรุณาธิคุณใหญ่หลวงต่อการเสริมสร้าง ยกระดับการศึกษาและคุณภาพชีวิตของปวงประชาราษฎร์อย่างทั่วถึงตลอดมา การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม นอกจากจะเป็นประโยชน์ในการทำให้นักเรียนในส่วนภูมิภาคหรือชนบทห่างไกล ได้มีโอกาสรับประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีคุณภาพไม่ด้อยกว่าโรงเรียนที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานแล้ว ยังจะใช้เป็นสื่อในการเผยแพร่แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย โดยได้ติดตั้งสถานีส่งสัญญาณผ่านดาวเทียม เพื่อออกอากาศการเรียนการสอนและรายการทางการศึกษา ณ โรงเรียนวังไกลกังวล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งได้ทดลองออกอากาศตั้งแต่วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๓๘ เป็นต้นมา ดำเนินการออกอากาศรายการสอน ระดับมัธยมศึกษาสายสามัญ ตลอดจนรายการทางการศึกษาที่เกี่ยวข้อง และติดตั้งสถานีรับสัญญาณในโรงเรียนมัธยมศึกษา ในปีการศึกษา ๒๕๓๘ จำนวนไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ โรงเรียน และขยายสถานีรับในส่วนของโรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา ปีละ ๘๐๐ แห่ง จนครบ ๒,๕๐๐ โรงเรียน ในสิ้นปี ๒๕๔๔

โรงเรียนวังไกลกังวลแม้จะมีนักเรียนจำนวนมาก แต่โรงเรียนเก็บค่าเล่าเรียนในอัตราต่ำ รายได้ของโรงเรียนจึงไม่พอกับรายจ่าย ต้องขอพระราชทานพระราชทรัพย์จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นประจำ เมื่อแรกตั้งได้รับพระราชทานเงินงบพระราชกุศลปีละ ๓๐๐ บาท ต่อมาได้รับพระราชทานเพิ่มขึ้นตามจำนวนครูและนักเรียนที่ทวีขึ้น ในปัจจุบันโรงเรียนวังไกลกังวล ได้รับพระราชทานเงินเพื่อใช้ในการดำเนินงานของโรงเรียน จากงบเงินใช้สอยตามพระราชอัธยาศัยปีละ ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งมากกว่าโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์อื่นใดทั้งสิ้น



โรงเรียนราชประชาสมาสัย

โรงเรียนราชประชาสมาสัย ฝ่ายมัธยม รัชดาภิเษก ในพระบรมราชูปถัมภ์ สังกัดกองการมัธยมศึกษา กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งอยู่เลขที่ ๕๑ หมู่ที่ ๑ ถนนสุขสวัสดิ์ ตำบลบางจาก อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

โรงเรียนนี้ถือกำเนิดมาจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ณ อยุธยา ผู้เป็นรองประธานกรรมการบริหารมูลนิธิราชประชาสมาสัยในขณะนั้น เป็นผู้อำนวยการจัดสร้างโรงเรียนสำหรับบุตรผู้ป่วยโรคเรื้อนที่เลี้ยงแยกจากบิดามารดาแต่แรกเกิด เพราะเด็กเหล่านี้ไม่ได้รับเชื้อโรคเรื้อน แต่มีพระราชบัญญัติควบคุมโรคติดต่อ บังคับมิให้โรงเรียนใดรับเข้าเป็นนักเรียน ซึ่งพระองค์ทรงเห็นว่าเพื่อความเป็นธรรม เด็กเหล่านี้ควรมีสิทธิเสรีภาพเช่นเดียวกับเด็กอื่นๆ และได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้สร้างอาคารในวงเงิน ๕ แสนบาท บนที่ดินราชพัสดุจำนวน ๓๒ ไร่ อีก ๕ แสนบาทให้ใช้สำหรับเลี้ยงโรงเรียนต่อไป พ.ศ. ๒๕๐๖ จดทะเบียนเป็นโรงเรียนราษฎร์ พระราชทานชื่อ "โรงเรียนราชประชาสมาสัย" โดยมูลนิธิราชประชาสมาสัยในพระบรมราชูปถัมภ์เป็นเจ้าของและท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ณ อยุธยา เป็นผู้จัดการเปิดรับนักเรียนรุ่นแรก ๔๐ คน มีครู ๓ คน ทรงรับนักเรียนเหล่านี้ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์อยู่ประจำที่โรงเรียน เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๐๗ และพระราชทานเงินส่วนพระองค์อีก ๑ ล้านบาท เพื่อสร้างอาคารหลังที่ ๒ และมีพระราชดำรัสสั่งให้รับเด็กทั่วไปเข้าเรียนได้ตามความสมัครใจ ดังนั้น ในปีการศึกษา ๒๕๐๘ โรงเรียนจึงได้รับนักเรียนไป-กลับในท้องถิ่นเข้ามาเรียนด้วยตามพระราชกระแสดำรัสสั่ง

ใน พ.ศ. ๒๕๑๓ โรงเรียนราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ได้เปิดสอนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๗ ต่อมาท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ณ อยุธยา ประธานกรรมการจัดโรงเรียนราชประชาสมาสัยและคณะกรรมการได้ติดต่อกรมวิสามัญ กระทรวงศึกษาธิการให้ก่อสร้างโรงเรียนรัฐบาลระดับชั้นมัธยมศึกษาในนามมูลนิธิราชประชาสมาสัย เพื่อโดยเสด็จพระราชกุศลขยายงานของโรงเรียนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น และกรมสามัญศึกษา ได้ส่งครูมาช่วยสอนในระดับประถมศึกษา

พ.ศ. ๒๕๑๔ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินมาประกอบพิธีเปิดอาคารเรียนนามว่า "อาคาร ๑๐ ปี" ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้สร้างถวายโดยเสด็จพระราชกุศล และได้พระราชทานพระราชดำรัส ความว่า

"…การทำงานสำคัญๆ จำเป็นจะต้องอาศัยความตั้งใจจริง และความเพียรพยายามอย่างสม่ำเสมอ ไม่ย่อท้อ ยิ่งเป็นงานอบรมสั่งสอนเด็กที่ต้องกระทำต่อเนื่องกันอย่างไม่ขาดสาย ยิ่งจำเป็นที่ท่านจะต้องรักษาความตั้งใจ ความอุตสาหะ พากเพียรไว้ให้มั่นคงที่สุด จึงจะสามารถก้าวไปถึงจุดมุ่งหมายโดยสมบูรณ์บริบูรณ์ได้…"

ต่อมากระทรวงศึกษาธิการได้ขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีใช้งบประมาณสำหรับฉลองรัชดาภิเษก ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๒๕ ปี จัดสร้างโรงเรียนมัธยมศึกษาในส่วนกลาง โดยขอแลกที่ดินกับกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงสาธารณสุขได้สละที่ดินโดยเสด็จพระราชกุศลเพิ่มด้วย ทำให้เนื้อที่ของโรงเรียนมีทั้งหมด ๔๓ ไร่ จัดสร้างอาคารเรียนหลังแรก (อาคารรัชดาภิเษก) พร้อมบ้านพักครู และห้องน้ำห้องส้วม ปีการศึกษา ๒๕๑๗ ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ณ อยุธยา ขอยืมตัวนายกิตติ พวงเกษมมาช่วยราชการที่ โรงเรียนราชประชาสมาสัยฯ ทำหน้าที่ผู้ช่วยครูใหญ่ พร้อมกันนี้ได้ขออนุญาตอธิบดีกรมสามัญศึกษาให้ คุณหญิงสุชาดา ถิระวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย มาดำรงตำแหน่งครูใหญ่โรงเรียนราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชานุเคราะห์ อีกตำแหน่งหนึ่ง ซึ่งท่านได้บริหารโรงเรียนและติดต่อประสานงานแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ ทำให้กิจการของโรงเรียน การก่อสร้างอาคารเรียน และอื่นๆ เป็นผลสำเร็จเรียบร้อยด้วยดี พร้อมที่จะเปิดสอนได้ในปีการศึกษา ๒๕๑๘ วันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๒๑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดอาคารเรียนหลังที่ ๒ หอประชุม โรงฝึกงานและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารเสด็จแทนพระองค์มาประกอบพิธีเปิดสนามกีฬารวมของโรงเรียน เมื่อวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๗

ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๒๘ ได้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนราชประชาสมาสัย ฝ่ายมัธยม รัชดาภิเษก ในพระบรมราชานุเคราะห์เป็นโรงเรียนราชประชาสมาสัย ฝ่ายมัธยม รัชดาภิเษก ในพระบรมราชูปถัมภ์ เช่นเดียวกันโรงเรียนราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ตามพระราชดำริ ในด้านการบริหารโรงเรียน ในทางพฤตินัย โรงเรียนราชประชาสมาสัยฝ่ายมัธยม รัชดาภิเษก เป็นโรงเรียนรัฐบาล สังกัดกองมัธยมศึกษา กรมสามัญศึกษา ดำเนินการบริหารเช่นเดียวกับโรงเรียนรัฐบาลทั่วไป แต่มีคณะกรรมการจัดโรงเรียนเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นชุดเดียวกับคณะกรรมการจัดโรงเรียนราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ส่วนโรงเรียนราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ดำเนินกิจการในฐานะโรงเรียนราษฎร์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน

โดยสรุป โรงเรียนราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และโรงเรียนราชประชาสมาสัย ฝ่ายมัธยม รัชดาภิเษก ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ดำเนินและดำรงอยู่ได้ด้วยพระบารมีและพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปกเกล้าปกกระหม่อม กระทรวงศึกษาธิการจัดครูมาสอนในชั้นประถมศึกษา เป็นการโดยเสด็จพระราชกุศล และขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตอำนวยการฝ่ายมัธยมศึกษา ด้วยการเก็บค่าเล่าเรียนของนักเรียนมัธยมศึกษา จัดอาคารสถานที่ จัดครูสอนชั้นมัธยมศึกษา ส่วนนักเรียนที่เป็นบุตรผู้ป่วยนั้นมูลนิธิโรงเรียนราชประชาสมาสัยได้จ่ายค่าอาหาร ค่าอุปกรณ์การเรียน ความเป็นอยู่และอื่นๆ เป็นเงินคนละหนึ่งหมื่นบาทต่อปี รวมเป็นเงินปีละ ๕ หมื่นบาท กรมประชาสงเคราะห์จ่ายงบประมาณอุดหนุนช่วยเหลืออีกปีละ ๒ หมื่นบาท นับได้ว่า โรงเรียนดำรงอยู่ได้ด้วยดีเพราะบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมตลอดมา



โรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์

โรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดิมคือ โรงเรียนราชวิทยาลัยตั้งขึ้นตามพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๔๐ ณ ตำบลบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ธนบุรี เป็นโรงเรียนรับนักเรียนประจำกินนอน ด้วยมีวัตถุประสงค์จะฝึกอบรมนักเรียนให้มีความรู้เต็มบริบูรณ์ที่จะใช้เป็นประโยชน์ในการเตรียมตัวไปศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยในยุโรป ต่อมาในปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โอนมาสังกัดกระทรวงยุติธรรม โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะจัดการศึกษาให้นักเรียนที่สำเร็จชั้นมัธยมศึกษาได้ศึกษาวิชากฎหมายในชั้นอุดมศึกษา พร้อมทั้งได้มีพระบรมราชโองการให้โรงเรียนนี้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ซึ่งกระทรวงยุติธรรมได้ย้ายมาเปิดสอนที่อาคารใหม่ ตำบลบางขวาง จังหวัดนนทบุรี

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีประกาศให้โรงเรียนราชวิทยาลัยขึ้นต่อสภากรรมการโรงเรียนมหาดเล็กหลวง และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้โรงเรียนราชวิทยาลัยรวมกับโรงเรียนมหาดเล็กหลวงเป็นโรงเรียนเดียวกันอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ พระราชทานนามว่า "โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย"

ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช คณะครูและศิษย์เก่าได้รวมกันจัดตั้งและดำเนินกิจการโรงเรียนราชวิทยาลัยขึ้นใหม่ โดยได้รับความช่วยเหลือจากกระทรวงศึกษาธิการ ใช้สถานที่ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาสามพรานเดิม พร้อมทั้งได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตก่อตั้งโรงเรียน และขอพระราชทานนามอักษรย่อพระปรมาภิไธย "ภ.ป.ร." นำหน้าชื่อโรงเรียน จึงได้รับพระราชทานนามโรงเรียนว่า "โรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย" และทรงพระกรุณารับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๗ เป็นต้นมา ตลอดจนเสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีเปิดป้ายโรงเรียน เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๐๗

โรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นโรงเรียนประจำกินนอน รับนักเรียนชายเปิดสอนสายสามัญศึกษา ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ จนถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๖ โดยมีความมุ่งหมายให้นักเรียนมีความรู้ทางวิชาการตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ ฝึกอบรมให้นักเรียนมีศีลธรรมและวัฒนธรรมอันดีงาม รู้จักการเคารพตนเองและผู้อื่น ให้นักเรียนได้ฝึกฝนการกีฬาเพื่อช่วยให้มีพลานามัยสมบูรณ์ จิตใจเป็นสุข ได้รับการส่งเสริมศิลปศึกษาและหัตถศึกษาตลอดจนการฝึกฝนวิชาการปกครองกันเองในระหว่างนักเรียน ทั้งนี้เพื่อให้มีการเคารพต่อระเบียบวินัย เคารพผู้ใหญ่ มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และให้รู้จักการพึ่งตนเองและช่วยตนเองได้

โดยสรุปแล้ว โรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์มีประวัติความเป็นมาที่สำคัญยิ่ง ดังคำกราบบังคมทูลของพลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ประธานกรรมการราชวิทยาลัย มูลนิธิเพื่อการศึกษา และนายกสมาคมราชวิทยาลัย เนื่องในพิธีเปิดโรงเรียน เมื่อวันจันทร์ที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๐๗ ความตอนหนึ่งว่า

"…โรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ได้ฟื้นคืนสภาพขึ้นนี้ นับเป็นศุภมิตรมิ่งมงคล อันมหัศจรรย์โดยมิได้เลือกกำเนิดด้วยพระบุญญาบารมีแห่งสามพระมหาราชของชาติไทย คือ สมเด็จพระปิยมหาราช ทรงเป็นองค์ก่อตั้ง สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ทรงเป็นองค์เสริมสร้าง และใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระภัทรมหาราช ทรงเป็นองค์พระราชทานกำเนิดใหม่…"



โรงเรียนเพื่อลูกหลานชนบท

นอกจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะพระราชทานโรงเรียนสำหรับพระราชโอรสและพระราชธิดา บุตรข้าราชบริพารและเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปได้ร่วมเรียนด้วยแล้ว พระองค์ยังมีพระเมตตาต่อเยาวชน พสกนิกรของพระองค์อย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยภูเขาหรือประชาชนที่อยู่ในท้องถิ่นชายแดนห่างไกลการคมนาคม โดยการพระราชทานพระราชทรัพย์ร่วมสร้างโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน เพื่อสอนหนังสือให้แก่ชาวเขาและประชาชนไกลคมนาคมพระราชทานนามว่า "โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์" เป็นอาคารเรียนถาวรสำหรับเด็กนักเรียนชาวเขา เป็นโรงเรียนในระดับก่อนประถมและประถมศึกษา ตั้งอยู่บริเวณชายแดนภาคเหนือ ซึ่งราษฎรส่วนใหญ่เป็นชาวเขา ทำให้เยาวชนชาวไทยภูเขาเหล่านี้ได้มีโอกาสเรียนรู้หนังสือไทย ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมไทย เป็นการสร้างสำนึกของความเป็นคนไทยมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของชาติ โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนมีจำนวนรวมทั้งสิ้น ๑๐ โรง ต่อมาเมื่อท้องถิ่นนั้นมีความเจริญขึ้น หน่วยราชการที่รับผิดชอบโดยตรงสามารถเข้าไปดำเนินการได้ ก็จะโอนให้กับส่วนราชการนั้นๆ รับไปดำเนินการต่อไป ปัจจุบันโรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ที่อยู่ในความดูแลของตำรวจตระเวนชายแดน มีจำนวน ๓ โรง เช่น โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ ๒ จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากจะดำเนินการจัดการเรียนการสอนในระดับก่อนประถมและประถมศึกษาแล้ว ยังมีโครงการตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโรงเรียนเหล่านี้ ได้แก่ โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน โครงการส่งเสริมคุณภาพทางการศึกษา โครงการฝึกอาชีพนักเรียน โครงการควบคุมโรคขาดสารไอโอดีน โครงการนักเรียนทุนในพระราชานุเคราะห์ โครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและโครงการสหกรณ์ในโรงเรียน ตชด.



โรงเรียนร่มเกล้า

โรงเรียนร่มเกล้าแห่งแรก คือ โรงเรียนร่มเกล้า บ้านหนองแคน ตำบลหนองแคน อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร เดิมชื่อโรงเรียนบ้านหนองแคน เปิดทำการสอนครั้งแรกในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ เพียงชั้นเดียวเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๔๘๖ โดยใช้ศาลาวัดบ้านหนองแคนเป็นสถานที่เรียน ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๑๔ คณะครูและผู้ปกครองได้ร่วมมือกันก่อสร้างอาคารเรียนชั่วคราว ๑ หลัง ในที่ดินซึ่งประชาชนได้บริจาคให้จำนวน ๑๐ ไร่ เป็นกระต๊อบยาว มุงด้วยหญ้าแฝก พื้นห้องเป็นดินเหนียวอัด และด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน ๙๒,๐๖๓ บาท ให้ก่อสร้างอาคารเรียนถาวรหลังแรก ขนาด ๕ ห้องเรียน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินเปิดอาคารเรียน เมื่อ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๑๖ และได้พระราชทานนามโรงเรียนว่า "โรงเรียนร่มเกล้า" เปิดทำการสอนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑–๔

การก่อสร้างโรงเรียนร่มเกล้าแห่งแรก พลเอกพิศิษฐ์ เหมะบุตร อดีตรองผู้บัญชาการทหารบก และแม่ทัพภาคที่ ๒ ซึ่งมีส่วนร่วมในการก่อสร้างโรงเรียนและได้ปฏิบัติงานเสนอพระราชดำริพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นเวลากว่า ๒๓ ปี ได้เล่าว่า ตำบลบ้านหนองแคน อำเภอดงหลวง เป็นพื้นที่สีแดงเข้มที่มีผู้มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกับรัฐบาลมารวมกลุ่มกัน ในขณะนั้น ในตำบลหนองแคนนี้มีโรงเรียนตั้งอยู่หลายโรง เช่น โรงเรียนบ้านก้านเหลืองดง โรงเรียนบ้านมะนาว ฯลฯ โรงเรียนบางโรงต้องปิดไป เยาวชนส่วนใหญ่จะถูกชักจูงให้เข้าป่าไป พันเอกอาทิตย์ กำลังเอก (ยศขณะนั้น) เป็นผู้บังคับการกรมผสมที่ ๒๓ ปฏิบัติการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ได้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขอสร้างโรงเรียนที่บ้านหนองแคน เพื่อให้การศึกษาและป้องกันมิให้เด็กและเยาวชนถูกชักจูงเข้าป่าไปด้วยบ้านหนองแคนเป็นทางผ่านที่ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) ใช้ขึ้นลงจากภูเขา (ภูพาน) อันเป็นแหล่งของ ผกค. มายังหมู่บ้านซึ่งชาวไทยภูเขาเผ่ากระโซ่และเผ่าภูไทส่วนใหญ่อาศัยอยู่

การก่อสร้างโรงเรียนร่มเกล้าเป็นไปอย่างยากลำบาก ระหว่างการก่อสร้างได้รับการขัดขวางจาก ผกค. ทำลายทางลำเลียงสิ่งของและเครื่องมือที่ใช้ในการก่อสร้าง และมีการลอบยิงผู้เข้าไปสร้างโรงเรียนเป็นเวลา ๓-๔ เดือน ตลอดการก่อสร้างโรงเรียน ด้วยพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โรงเรียนได้ก่อสร้างจนเสร็จ ชาวบ้านได้หันกลับมาให้ความร่วมมือ เมื่อทราบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการก่อสร้างโรงเรียน ตลอดระยะเวลาในการดำเนินงานก่อสร้างโรงเรียน ได้พระราชดำเนินมาเปิดอาคารเรียนในทันทีที่สร้างแล้วเสร็จเพียง ๒ วัน ซึ่งในพื้นที่นั้นนอกจากทหารแล้ว ยังไม่เคยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปนับเป็นสิบปี

วันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๑๖ เป็นวันกำหนดพิธีเปิดอาคารเรียนร่มเกล้า ก่อนเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จฯ ถึงโรงเรียนร่มเกล้า ยังมีเหตุการณ์ยิงกันเป็นที่หวั่นวิตกแก่ทุกคนที่มาเฝ้ารอรับเสด็จ โดยมีทหาร ลูกเสือชาวบ้านและประชาชนที่มาร่วมกันรักษาความปลอดภัยหลายพันคน นอกจากพระองค์ได้เสด็จมาเปิดอาคารเรียนแล้วยังได้ทรงเยี่ยมราษฎรและพระราชทานเสื้อผ้า ผ้าห่ม ของใช้แก่ราษฎร และธงแก่ลูกเสือชาวบ้าน โดยไม่มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น กล่าวได้ว่า พระองค์เสด็จไปที่ไหน ความร่มเย็นบังเกิดขึ้นที่นั้น เป็นที่ประจักษ์มานับครั้งไม่ถ้วน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราโชบายที่ล้ำลึก ที่ทรงให้สร้างโรงเรียนในดินแดนผู้มีอุดมการณ์ที่แตกต่างทางการเมือง เพื่อให้ลูกหลานในพื้นที่นั้นได้รับการศึกษา ขณะเดียวกันทรงนำการพัฒนาแบบครบวงจรมาใช้ขจัดความยากไร้ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กันไป โดยมีสายพระเนตรที่ยาวไกลอย่างคาดไม่ถึงที่ทรงนำการศึกษาและการพัฒนามาใช้แทนการต่อสู้ด้วยวิธีการรุนแรง เป็นผลให้สถานการณ์การก่อการร้ายลดน้อยลงตามลำดับ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยการศึกษาของเยาวชนของชาติที่ขาดโอกาสทางการศึกษา พลตรี เรวัต บุญทับ รองแม่ทัพภาค ๒ เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้ปฏิบัติงานสนองพระราชดำริ และพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นเวลากว่า ๒๐ ปี ได้เล่าว่าเมื่อก่อตั้งโรงเรียนร่มเกล้าแห่งแรกไปแล้ว มีพระราชดำริโปรดให้สร้างโรงเรียนร่มเกล้าในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารและในพื้นที่เป็นของปฏิบัติการของผู้มีอุดมการณ์ที่แตกต่างทางการเมืองในอีกหลายจังหวัด เพื่อให้ลูกหลานราษฎรในหมู่บ้านและหมู่บ้านใกล้เคียงได้รับการศึกษาเท่าเทียมกันในเมืองทั้งในระดับประถมและมัธยมศึกษา โดยไม่ต้องลำบากในการเดินทางไปโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลหมู่บ้านมาก และได้มีโอกาสศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษา ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่มีฐานะยากจนไม่สามารถส่งลูกหลานไปเรียนในเมืองได้ ทรงห่วงใยประชาชนเปรียบได้ด้วยความห่วงใยที่มีต่อลูกหลาน ดังมีพระราชกระแสรับสั่งกับพลตรี เรวัต บุญทับ ความตอนหนึ่งว่า ขอให้นึกถึงประชาชนเหมือนลูก ขอให้ทหารช่วยดูแลประชาชน นอกเหนือจากหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติในการป้องกันประเทศ

นับถึงปัจจุบัน ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทางกองทัพภาคที่ ๒ และภาคที่ ๓ สร้างโรงเรียนร่มเกล้าขึ้นหลายแห่ง แห่งแรกที่อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร ต่อมามีการดำเนินการตามพระราชดำริก่อสร้างโรงเรียนร่มเกล้าที่อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ อำเภอปากชม จังหวัดเลย ในระยะแรกโรงเรียนเปิดสอนในระดับประถมศึกษา และต่อมาได้ขยายถึงระดับมัธยมต้นและมัธยมปลาย

นอกจากนี้ กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ โดยความสนับสนุนของกองทัพบก ได้จัดตั้งโรงเรียนร่มเกล้าขึ้นเพื่อสนองพระราชดำริที่จะส่งเสริมการศึกษาและความมั่นคงของประเทศชาติ และการก่อสร้างโรงเรียนร่มเกล้าเพื่อเทิดพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสมีพระชนมายุ ๖๐ พรรษา ในอีกหลายจังหวัด ได้แก่ โรงเรียนร่มเกล้า จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว และจังหวัดนราธิวาส

การดำเนินการโรงเรียนร่มเกล้า นอกจากจะเน้นทางด้านวิชาการแล้ว ยังเน้นทางด้านคุณธรรม จริยธรรม การใฝ่เรียน ทักษะการทำงาน โดยเฉพาะด้านวิชาชีพ โรงเรียนร่มเกล้าส่วนใหญ่จะมีโครงการอาหารกลางวันสำหรับเด็กนักเรียน และในโรงเรียนร่มเกล้าบางแห่งจะมีการมอบทุนการศึกษาให้แก่เด็กนักเรียนอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เรียนอยู่ในโรงเรียน จนกระทั่งสำเร็จการศึกษา และถ้าหากมีความประพฤติดี มีผลการศึกษาอยู่ในเกณฑ์ดี อาจจะได้รับทุนการศึกษาจนกระทั่งจบระดับอุดมศึกษา เช่น โรงเรียนร่มเกล้าอำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร ปัจจุบันมีมูลนิธิติณสูลานนท์ ซึ่งก่อตั้งโดย ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรีและรัฐบุรุษเพื่อเป็นการช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่ยากจนโดยพิจารณาผลการเรียนความประพฤติ และการมีส่วนร่วมกิจกรรมเพื่อส่วนรวมประกอบกัน นักเรียนที่จบการศึกษาจากโรงเรียนร่มเกล้าออกไปสามารถนำความรู้ความสามารถและทักษะไปใช้ในการประกอบอาชีพในการพัฒนาความเป็นอยู่ในชุมชนของตนเอง นักเรียนส่วนหนึ่งได้รับการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงาน ดังตัวอย่างเช่น

เรืออากาศเอกวงษ์ ชาลีพร ผู้บังคับหมวดช่างประจำเครื่องบิน ฝูงบินที่ ๑๐๓ กองบิน ๑ จังหวัดนครราชสีมา เป็นผู้หนึ่งที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนร่มเกล้าบ้านตองโขบ อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร ขณะที่เรียนได้รับทุนการศึกษาทุกปี ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑-๖ และเมื่อจบการศึกษาจากโรงเรียนได้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนนายเรืออากาศ ก็ยังได้รับทุนการศึกษา จนกระทั่งสำเร็จการศึกษา ได้กล่าวถึงความรู้สึกที่ตนได้รับโอกาสทางการศึกษาว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริให้ก่อสร้างโรงเรียนเพื่อให้การศึกษา ถ้าพระองค์ท่านไม่พระราชทานตรงนี้ให้ ชีวิตของตนก็คงเป็นอีกแบบหนึ่ง ไม่มีโอกาสในชีวิตอย่างนี้ แรงจูงใจเกิดจากการได้รับการศึกษาจะทำให้พิจารณาตนเองต่อไป แม้ว่าจะไม่มีโอกาสได้รับใช้เบื้องพระยุคลบาทโดยตรง แต่ก็ยังได้รับราชการทหารรับใช้ประเทศชาติสนองพระราชดำริราชประสงค์ของพระองค์ท่าน

โรงเรียนร่มเกล้าได้พัฒนาทั้งในด้านการจัดการศึกษา และในการจัดกิจกรรมสนองตามพระราชดำริ และกระแสพระราชดำรัสที่พระราชทานไว้เป็นสำคัญตลอดมาจนปัจจุบัน



โรงเรียนสงเคราะห์เด็กยากจน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาสงเคราะห์เด็กยากจนขาดที่พึ่งและเด็กในถิ่นกันดาร ให้ได้รับการศึกษาตามควรแก่อัตภาพ เพื่อจักได้เป็นพลเมืองดีมีศีลธรรมและวัฒนธรรม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งคณะกรรมการดำเนินการ มีสมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณณสิริ) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม แต่ยังดำรงสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระวันรัตเป็นประธาน เพื่อดำเนินการจัดตั้งโรงเรียนขึ้นในวัด เป็นประเภทโรงเรียนราษฎร์ สมเด็จพระวันรัตเป็นเจ้าของในนามคณะกรรมการและมีพระราชประสงค์ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด จังหวัดนั้นเป็นผู้จัดการโรงเรียน ขอความร่วมมือจากคณะสงฆ์ช่วยอุปถัมภ์ และอาราธนาพระภิกษุ ผู้ทรงคุณวุฒิมาช่วยสอนในโรงเรียนสำหรับทุนทรัพย์ในการจัดตั้งและดำเนินกิจการโรงเรียนเป็นทุนทรัพย์พระราชทานส่วนหนึ่ง และทุนที่ได้รับบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลโดยทางราชการ องค์การรัฐวิสาหกิจ และพ่อค้าประชาชน ปัจจุบันมี ๓ โรงเรียน

โรงเรียนมัธยมวัดศรีจันทร์ประดิษฐ์ เป็นโรงเรียนสงเคราะห์เด็กยากจนในพระบรมราชานุเคราะห์แห่งแรก จัดตั้งขึ้นโดยสืบเนื่องจากวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๐๙ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอสองพระองค์เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคโดยเรือพระที่นั่งชื่อ "เศษกระดาน" เลียบชายฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามาถึงหมู่บ้านคลองคอต่อ ตำบลบางปูใหม่ จังหวัดสมุทรปราการ ทอดพระเนตรเห็นเรือประมงแล่นเข้าคลอง จึงเสด็จฯ ตามมาจนสุดคลองพบถนนสุขุมวิท สองฟากคลองมีหมู่บ้านชาวประมงตั้งอยู่ ชาวบ้านส่วนใหญ่มีฐานะยากจนพากันไปเฝ้า ทูลเกล้าฯ ถวายสิ่งของที่พอจะหาได้ เช่น กุ้ง ปู ปลา หอย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชเสาวนีย์ถามถึงสภาพความเป็นอยู่และการศึกษาของเด็กในหมู่บ้านนี้ ชาวบ้านกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของพระราชทานโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงเรียนมัธยมขึ้นเพื่อสงเคราะห์เด็กขัดสนในหมู่บ้านให้มีที่เรียนต่อจากชั้นประถมศึกษา

หลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะกรรมการจัดสร้างโรงเรียนสงเคราะห์เด็กยากจน มีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณณสิริมหาเถร) แต่ยังดำรงสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระวันรัต เป็นประธานกรรมการพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุนสร้างโรงเรียนเริ่มแรก ๔๐๐,๐๐๐ บาท และมีผู้บริจาคโดยเสด็จพระราชกุศล อีกส่วนหนึ่ง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินวางศิลาฤกษ์อาคารเรียน เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๑๒ อาคารเป็นทรงไทย ๒ ชั้น มี ๘ ห้องเรียน ชื่อตึก ภ.ป.ร. ราคา ๑,๓๐๐,๐๐๐ บาท เปิดสอนเมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๑๓ ปัจจุบันสอนตั้งแต่ ชั้น ม.๑–ม.๓ เก็บค่าบำรุงการศึกษาปีละ ๑,๐๒๐ บาท ผู้ใดขัดสนก็ยื่นเรื่องราวขอทุนโดยเสนอตามความเป็นจริง และมีคณะกรรมการรับรอง

พ.ศ. ๒๕๑๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดให้คณะกรรมการรับโรงเรียนนันทบุรีวิทยา อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน และโรงเรียนวัดบึงเหล็ก อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เข้าอยู่ในโครงการโรงเรียนสงเคราะห์เด็กยากจน สำหรับโรงเรียนนันทบุรีวิทยานั้น ยกเว้นไม่เก็บค่าเล่าเรียน คิดเป็นร้อยละ ๘๐ ของนักเรียนทั้งหมด แจกชุดนักเรียนให้นักเรียนที่ยากจนและจัดหนังสือให้นักเรียนยืมเรียน รวมทั้งมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนยากจนที่เรียบจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ แล้ว และสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ จำนวน ๑๖ คน ส่วนโรงเรียนวัดบึงเหล็ก จัดการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายให้เปล่าทั้งหมด



โรงเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือตามความจำเป็นเร่งด่วน

โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ มีกำหนดเนื่องมาจากมหาวาตภัยภาคใต้ ที่แหลมตะลุมพุก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๐๕ พายุโซนร้อน ชื่อ "แฮเรียต" พัดผ่านทางตอนใต้ของประเทศไทย ยังความเสียหายแก่จังหวัดภาคใต้ ถึง ๑๒ จังหวัดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นห่วงผู้ประสบภัย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถานีวิทยุ อ.ส.พระราชวังดุสิต ประกาศโฆษณาเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาบริจาคทรัพย์ และสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยเสด็จพระราชกุศล โดยทรงรับสิ่งของบริจาคเหล่านั้นด้วยพระองค์เอง ความช่วยเหลือได้หลั่งไหลเข้าสู่สถานีวิทยุ อ.ส.ชั่วระยะเวลา ๑ เดือน มีผู้บริจาคทรัพย์ถึง ๑๑ ล้านบาท และสิ่งของประมาณห้าล้านบาท เป็นกองทุนสำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งด้านอาหาร เสื้อผ้า ยารักษาโรค ที่พักอาศัย นอกจากนี้ได้มีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานเงินให้กระทรวงศึกษาธิการสร้างโรงเรียนประชาบาลที่ถูกพายุพัดพัง รวม ๑๒ โรงเรียนใน ๖ จังหวัดภาคใต้ และพระราชทานชื่อว่า "โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ถึง ๑๒" ตามลำดับ (มูลนิธิราชประชานุเคราะห์. "ตราสาารมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์." ฉบับที่ ๑๐ พ.ศ. ๒๕๓๕. กรุงเทพ : อุษาการพิมพ์, หน้า ๓-๕)

เมื่อได้ช่วยเหลือประชาชนในระยะแรกแล้ว ยังเหลือเงินอีกสามล้านบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริว่า เงินสามล้านบาทนี้ ควรตั้งเป็นทุนเพื่อหาดอกผลสำหรับสงเคราะห์เด็กซึ่งครอบครัวต้องประสบวาตภัยภาคใต้ และขาดผู้อุปการะเลี้ยงดูประการหนึ่ง และสำหรับสงเคราะห์ช่วยเหลือราษฎรผู้ประสบสาธารณภัยทั่วประเทศอีกประการหนึ่ง ด้วยเหตุนี้จึงพระราชทานเงินสามล้านบาท ให้เป็นทุนประเดิมก่อตั้งมูลนิธิ และพระราชทานนามว่า "มูลนิธิราชประชานุเคราะห์" การดำเนินงานของมูลนิธิ ยึดมั่นในพระบรมราโชบาย

"…ให้ไปให้ความอบอุ่นไปช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยฉับพลัน ทำให้ผู้ประสบภัยได้รับการช่วยเหลือ มีกำลังใจที่จะปฏิบัติงานต่อไป…"

"…การช่วยผู้ที่ประสบภัยนั้น จะต้องช่วยในระยะสั้นหมายความว่า เป็นเวลาที่ฉุกเฉินต้องช่วยโดยเร็ว และต่อไปก็จะต้องช่วยต่อเนื่อง…ส่วนเรื่องการช่วยเหลือในระยะยาวก็มีความจำเป็นเหมือนกัน…เป็นผลว่าเขาได้รับการดูแลเหลียวแลมาจนกระทั่งได้รับการศึกษาที่สามารถทำมาหากินได้โดยสุจริตและโดยมีประสิทธิภาพเป็นพลเมืองดีของประเทศชาติ…"

จากพระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะกรรมการและคณะกรรมการมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ประจำจังหวัดต่างๆ พร้อมด้วยคณะบุคคลต่างๆ เฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายเงินกับน้อมเกล้าฯ ถวายรถยนต์โดยเสด็จพระราชกุศลสมทบทุนมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ณ ศาลาดุสิดาลัย วันอังคารที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๓๓ ตอนหนึ่งความว่า

"…ผู้ที่ประสบภัยโดยเฉพาะพวกเด็กๆ ได้สูญเสียทั้งโรงเรียนทั้งผู้อุปการะ ฉะนั้นได้ตั้งนโยบายที่จะช่วยเหลือเด็กที่เป็นกำพร้าจากภัยธรรมชาติเหล่านั้น เลยตั้งโรงเรียนและได้อุปการะเด็กให้มีที่เรียน และมีผู้ปกครองก็คือมูลนิธิ ให้สามารถที่จะเรียนตั้งแต่ชั้นเล็กๆ จนกระทั่งจบโรงเรียนชั้นมัธยม มีบางรายก็ได้สนับสนุนจนกระทั่งถึงขั้นอุดมศึกษาและเลยไปก็ได้…"

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์พระบรมราชูปถัมภก มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างอาคารเรียนของโรงเรียนซึ่งได้รับความเสียหาย เนื่องจากอุทกภัยและวาตภัย และพระราชทานนามโรงเรียนเหล่านี้ว่า โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ เรียงตามลำดับตามการก่อสร้างก่อนหลัง คุณหญิงอัมพร มีศุข เป็นผู้หนึ่งที่มีโอกาสได้ปฏิบัติงานสนองพระราชดำริในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมูลนิธิ เมื่อปี ๒๕๐๖ เป็นเวลา ๓๐ กว่าปีมาแล้วได้เล่าว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์ให้ตั้งเป็นมูลนิธิ เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว และมีความคล่องตัวในการดำเนินงาน ทรงมีสายพระเนตรยาวไกล ทรงรอบรู้ทุกอย่าง พระราชดำรัส พระบรมราโชวาทที่พระราชทาน จะเห็นได้ว่า "ทรงมีความเป็นครูและนักปราชญ์" ทำให้คนที่ได้ฟังต้องนำไปคิด และปฏิบัติตาม โดยทรงเป็นผู้ปฏิบัตินำก่อนเสมอ (เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ คุณหญิงอัมพร มีศุข)

โรงเรียนราชประชานุเคราะห์สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ เป็นโรงเรียนรุ่นแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเงินจากมูลนิธิราชประชานุเคราะห์สร้างและบูรณะซ่อมแซมโรงเรียนที่ได้รับความกระทบกระเทือนจากวาตภัยครั้งใหญ่ที่ภาคใต้ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ จำนวน ๑๒ โรงเรียน กระจายอยู่ใน ๖ จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๑,๒ ตั้งอยู่ที่จังหวัดกระบี่ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๓ ตั้งอยู่ในจังหวัดชุมพร โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๔, ๕, ๖, ๗, ๘ ตั้งอยู่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๙, ๑๐ ตั้งอยู่ในจังหวัดนราธิวาส โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๑๑ ตั้งอยู่ในจังหวัดสงขลา และโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๑๒ ตั้งอยู่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี การสนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างนั้น มีทั้งการซ่อมแซมอาคารเรียนเดิม สร้างใหม่ สร้างถังเก็บน้ำฝน ห้องสุขา ทำรั้ว เป็นต้น

ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๑๓ เกิดน้ำป่าไหลท่วมบ้านเรือนราษฎรตำบลท่าแฝก อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรและทอดพระเนตรโรงเรียนบ้านงอมศักดิ์ เมื่อวันที่ ๒๒ ก.ย. ๒๕๑๓ ทรงเห็นว่ามีสภาพทรุดโทรมมาก จึงได้พระราชทานเงิน ๑๕,๐๐๐ บาท (หนึ่งหมื่นห้าพันบาท) ให้ครูใหญ่ซ่อมอาคารเรียน แต่ราษฎรได้พร้อมใจกันโดยเสด็จพระราชกุศลช่วยสร้างโรงเรียนหลังใหม่ โดยย้ายไปอยู่บนเนินในหมู่บ้าน นอกจากนี้ยังได้พระราชทานเงินปีละ ๒๐,๐๐๐ บาท ให้แก่ทางโรงเรียนเพื่อโครงการอาหารกลางวันเด็กนักเรียนตามแผนพัฒนาโรงเรียนราชประชานุเคราะห์อีกส่วนหนึ่งด้วย โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๑๓

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินจากมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ร่วมกับจังหวัดที่ประสบภัย จัดสร้างโรงเรียนประชาบาลที่ถูกพายุพัดพัง และอุทกภัยเพิ่มขึ้นอีก ๓ จังหวัด รวม ๕ โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๑๔ จังหวัดหนองคาย และราชประชานุเคราะห์ ๑๕ จังหวัดเชียงราย ซึ่งได้รับความเสียหาย เนื่องจากประสบอุทกภัย ในปี พ.ศ. ๒๕๐๙ ราชประชานุเคราะห์ ๑๖, ๑๗, ๑๘ จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งได้รับความเสียหายจากวาตภัย ในปี พ.ศ. ๒๕๑๔

สำหรับโรงเรียนบ้านปลายแหลม ตำบลตะลุมพุก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช นั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินจากมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ จัดสร้างอาคารเรียนเพิ่มเติมใน พ.ศ. ๒๕๒๙ และพระราชทานชื่อโรงเรียนนี้ใหม่ว่า "โรงเรียนราชประชานุเคราะห์" ไม่มีหมายเลขกำกับ เนื่องจากถือว่าเป็นสถานที่ต้นเหตุพระราชทานกำเนิดมูลนิธิราชประชานุเคราะห์

ในการสร้างโรงเรียนราชประชานุเคราะห์เพื่อให้การศึกษาแก่เด็ก คุณหญิงอัมพร มีศุข ได้เล่าว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชกระแสรับสั่งความว่า กระบวนการศึกษาต้องหาวิธีให้คนพึ่งตนเองได้ ไม่ใช่ให้เพียงวิชาชีพ ต้องรวมไปถึงคุณธรรม จริยธรรม และหลายครั้งที่มีพระราชกระแสรับสั่งกับผู้ที่เกี่ยวข้องความว่า ต้องสอนเด็กให้เป็นคนดี มีเมตตา (เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ คุณหญิงอัมพร มีศุข)

ปัจจุบันโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ มีจำนวน ๑๙ โรง เปิดสอนชั้นเด็กเล็กถึง ป.๖ จำนวน ๑๔ โรง และชั้นเด็กเล็ก ถึง ม.๓ จำนวน ๕ โรง

ต่อมาในช่วง พ.ศ. ๒๕๓๒–๒๕๓๗ กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศจัดตั้งโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ประเภทศึกษาสงเคราะห์ ให้เป็นโรงเรียนแบบสหศึกษาอยู่ประจำ ตั้งแต่ชั้นประถมปีที่ ๑ ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ โดยรัฐเป็นผู้รับผิดชอบ ค่าใช้จ่ายเรื่องอาหาร ที่อยู่ เสื้อผ้า และอุปกรณ์การเรียน ความมุ่งหวังของรัฐ เพื่อให้เด็กได้พัฒนาตนเองสามารถประกอบอาชีพที่สามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุขตามสมควรแก่อัตภาพ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ที่ ๑๙, ๒๐, ๒๑, ๒๒ ถึง ๒๙ รวม ๑๑ แห่ง เป็นโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์แบบประจำ การรับเด็กที่เรียนในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์แต่ละแห่ง มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน กล่าวคือ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๑๙ จังหวัดนครศรีธรรมราช จัดตั้งใน พ.ศ. ๒๕๓๒ และโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๒๐ จังหวัดชุมพร จัดตั้งใน พ.ศ. ๒๕๓๓ เป็นโรงเรียนที่กรมสามัญศึกษา ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์จัดตั้งขึ้นเพื่อให้โอกาสทางการศึกษาแก่บุตรของผู้ประสบอุทกภัย วาตภัยและขาดโอกาสทางการศึกษาในจังหวัดภาคใต้ (เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ คุณหญิงอัมพร มีศุข)

โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๒๑, ๒๒ ตั้งอยู่ที่ อำเภอแม่ลาน้อยและอำเภอแม่ปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นโรงเรียนที่กรมสามัญศึกษามูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ และกองทัพภาคที่ ๓ ร่วมกันจัดตั้งขึ้นเพื่อรับเด็กชาวไทยภูเขาที่อยู่ตามแนวชายแดน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๕

โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๒๓ จังหวัดพิษณุโลก และโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๒๔ จังหวัดพะเยา จัดตั้งขึ้นใน พ.ศ. ๒๕๓๖ เป็นโรงเรียนที่กรมสามัญศึกษาจัดตั้งขึ้นโดยมติคณะรัฐมนตรีเพื่อเด็กยากจน* เด็กที่มาจากครอบครัวประสบปัญหาทางสังคม ครอบครัวแตกแยก ครอบครัวที่พ่อแม่ติดยาเสพติด เด็กที่มาจากครอบครัวประกอบอาชีพที่ไม่พึงประสงค์ การคัดเลือกเด็กเข้าเรียนกระทำด้วยความรอบคอบกลั่นกรองด้วยครู ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นผู้ทราบสภาพแท้จริงของครอบครัวเด็กเป็นอย่างดี นอกจากนี้ ในปี ๒๕๓๙ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๒๓ ได้รับนักเรียนในโครงการ "เสมาพัฒนาชีวิต" ตามนโยบายกรมสามัญศึกษา จากจังหวัดพะเยา จำนวน ๑๑๒ คน ซึ่งโรงเรียนให้การดูแลอย่างใกล้ชิด และจัดทำกิจกรรมต่างๆ ให้นักเรียนได้เพิ่มพูน ความรู้ และมีคุณภาพต่อไป

โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๒๕, ๒๖, ๒๗, ๒๘, ๒๙, ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดแพร่ ลำพูน หนองคาย ยโสธร และศรีสะเกษ ตามลำดับ เป็นโรงเรียนที่กรมสามัญศึกษาจัดตั้งขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในมหามิ่งมงคลวโรกาสที่เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ ๕๐ ปี บางส่วนเพื่อช่วยเหลือเด็กกำพร้าชาวอีสานที่พ่อแม่ไปรับจ้างทำงานในจังหวัดภาคใต้ และเสียชีวิตลงเนื่องจากพายุเกย์ ที่จังหวัดชุมพร และบางส่วนเด็กยากจนในพื้นที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ สนับสนุน กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการตั้งงบประมาณก่อสร้าง โดยขอให้กองทัพภาคที่ ๓ เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๒๕ และ ๒๖ และกองทัพภาคที่ ๒ ดำเนินการก่อสร้างโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๒๗, ๒๘ และ ๒๙ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ทั้ง ๕ แห่งนี้ ได้จัดตั้งขึ้นใน พ.ศ. ๒๕๓๗ โดยจะเริ่มรับนักเรียนตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๓๘

โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ประเภทศึกษาสงเคราะห์ สังกัดกรมสามัญศึกษา จำนวน ๑๑ โรงเปิดสอนตั้งแต่ชั้น ป.๑ ถึงมัธยมศึกษาตอนต้น ปัจจุบันมีจำนวนนักเรียนรวมทั้งสิ้น ๖,๕๔๙ คน ครู ๒๕๙ คน

เป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นที่มีพระราชดำริโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโรงเรียนในพื้นที่ต่างๆ ที่ห่างไกลและทุรกันดารโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโรงเรียนในพื้นที่ต่างๆ ที่ห่างไกลและทุรกันดารพื้นที่เสี่ยงอันตราย พื้นที่ประสบภัยธรรมชาติ และในพื้นที่หลายๆ แหล่ง เพื่อส่งเสริมการศึกษา และเพื่อให้โอกาสแก่เด็กและเยาวชนที่ขาดโอกาสทางการศึกษาได้รับการศึกษา และพัฒนาต่อไปให้มีชีวิตที่ดีขึ้น พระมหากรุณาธิคุณนี้เป็นที่ประจักษ์ และเป็นแรงกระตุ้นก่อให้เกิดความร่วมมือจากฝ่ายต่างๆ ทั้งรัฐ เอกชน และประชาชนในการพัฒนาการศึกษา การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนต่อไปในอนาคต อย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยมีพระราชดำริเป็นหลักชัยสำคัญ

"พระทรงเป็นยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์"

<< กลับไปเมนู >>                    << กลับไปด้านบน >>
T h e P u b l i c    R e l a t i o n s    D e p a r t m e n t    R e g i o n 3    C h i a n g M a i
จัดทำและบริหารระบบ โดย ศูนย์สารสนเทศ สำนักประชาสัมพันธ์เขต 3 จังหวัดเชียงใหม่
49 ถนนประชาสัมพันธ์ ตำบลช้างคลาน อำเภอเมือง เชียงใหม่ 50-100
โทร. 0-5328-3734 - 6 / แฟ็กซ์. 0-5328-3738