<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โครงการประชาสัมพันธ์เสริมส้รางความเข้าใจเกี่ยวกับอาเซียน</title>
	<atom:link href="http://region3.prd.go.th/asean/?feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://region3.prd.go.th/asean</link>
	<description>แค่เว็บเวิร์ดเพรสเว็บหนึ่ง</description>
	<lastBuildDate>Mon, 26 Sep 2011 04:58:45 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.1.2</generator>
		<item>
		<title>อาเซียน (ASEAN)</title>
		<link>http://region3.prd.go.th/asean/?p=38</link>
		<comments>http://region3.prd.go.th/asean/?p=38#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 May 2011 05:49:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Headline]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://region3.prd.go.th/asean/?p=38</guid>
		<description><![CDATA[ประเทศสมาชิกของอาเซียน
&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;อาเซียนมีประเทศสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศ ได้แก่ บรูไรดารุสซาลาม กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว พม่า ฟิลิปปินส์  สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม
อาเซียนก่อตั้งเมื่อไหร่ ประเทศไหนบ้างที่ร่วมก่อตั้ง
&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;อาเซียนตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2510 หลังการลงนามในปฏิญญาสมาคม ประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Declaration of ASEAN Concord) หรือที่รู้จักอีกชื่อหนึ่งว่า ปฏิญญากรุงเทพฯ (Bangkok Declaration) โดยสมาชิกผู้ก่อตั้งมี 5 ประเทศ ได้แก่  อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย อาเซียนเปิดรับสมาชิกใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นระยะบรูไนดารุสซาลาม เข้าเป็นสมาชิก เมื่อ 7 มกราคม 2527  เวียดนาม เข้าเป็นสมาชิก เมื่อ 28 กรกฎาคม 2538  ลาว และ พม่า เข้าเป็นสมาชิก เมื่อ 23 กรกฎาคม 2540 ขณะที่กัมพูชา เข้าเป็นสมาชิก เมื่อ 30 เมษายน 2542
ทำไมถึงจำเป็นต้องตั้งอาเซียน
&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;ประเทศผู้ร่วมก่อตั้งเห็นว่าการตั้งองค์กรความร่วมมือระดับภูมิภาคน่าจะมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดความขัดแย้ง และส่งเสริมการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งนี้ ปฏิญญากรุงเทพฯ กำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์สำหรับอาเซียน 7 ประการ ได้แก่
1. ส่งเสริมความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางสังคมและวัฒนธรรม
2. ส่งเสริมการมีเสถียรภาพ สันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาค
3. ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม วิชาการ วิทยาศาสตร์ และด้านการ
บริหาร
4. ส่งเสริมความร่วมมือซึ่งกันและกันในการฝึกอบรมและการวิจัย
5. ส่งเสริมความร่วมมือในด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม การค้า การคมนาคม การ
สื่อสาร และการปรับปรุงมาตรฐานการดำรงชีวิต
6. ส่งเสริมการมีหลักสูตรการศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
7. ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ประเทศสมาชิกของอาเซียน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;อาเซียนมีประเทศสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศ ได้แก่ บรูไรดารุสซาลาม กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว พม่า ฟิลิปปินส์  สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม</p>
<p><strong>อาเซียนก่อตั้งเมื่อไหร่ ประเทศไหนบ้างที่ร่วมก่อตั้ง</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;อาเซียนตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2510 หลังการลงนามในปฏิญญาสมาคม ประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Declaration of ASEAN Concord) หรือที่รู้จักอีกชื่อหนึ่งว่า ปฏิญญากรุงเทพฯ (Bangkok Declaration) โดยสมาชิกผู้ก่อตั้งมี 5 ประเทศ ได้แก่  อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย อาเซียนเปิดรับสมาชิกใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นระยะบรูไนดารุสซาลาม เข้าเป็นสมาชิก เมื่อ 7 มกราคม 2527  เวียดนาม เข้าเป็นสมาชิก เมื่อ 28 กรกฎาคม 2538  ลาว และ พม่า เข้าเป็นสมาชิก เมื่อ 23 กรกฎาคม 2540 ขณะที่กัมพูชา เข้าเป็นสมาชิก เมื่อ 30 เมษายน 2542<span id="more-38"></span></p>
<p><strong>ทำไมถึงจำเป็นต้องตั้งอาเซียน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ประเทศผู้ร่วมก่อตั้งเห็นว่าการตั้งองค์กรความร่วมมือระดับภูมิภาคน่าจะมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดความขัดแย้ง และส่งเสริมการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งนี้ ปฏิญญากรุงเทพฯ กำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์สำหรับอาเซียน 7 ประการ ได้แก่<br />
1. ส่งเสริมความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางสังคมและวัฒนธรรม<br />
2. ส่งเสริมการมีเสถียรภาพ สันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาค<br />
3. ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม วิชาการ วิทยาศาสตร์ และด้านการ<br />
บริหาร<br />
4. ส่งเสริมความร่วมมือซึ่งกันและกันในการฝึกอบรมและการวิจัย<br />
5. ส่งเสริมความร่วมมือในด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม การค้า การคมนาคม การ<br />
สื่อสาร และการปรับปรุงมาตรฐานการดำรงชีวิต<br />
6. ส่งเสริมการมีหลักสูตรการศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้<br />
7. ร่วมมือกับองค์กรระดับภูมิภาคและองค์กรระหว่างประเทศ</p>
<p><strong>ประเทศสมาชิกใหม่เข้าร่วมกับอาเซียนเมื่อใด</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;หลังการจัดตั้งอาเซียนเมื่อ 8 สิงหาคม 2510 อาเซียนเปิดรับสมาชิกใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นระยะ  โดยบรูไนดารุสซาลาม เข้าเป็นสมาชิก เมื่อ 7 มกราคม 2527  เวียดนาม เข้าเป็นสมาชิก เมื่อ 28 กรกฎาคม 2538  ลาว และ พม่า เข้าเป็นสมาชิก เมื่อ 23 กรกฎาคม 2540  ขณะที่กัมพูชา เข้าเป็นสมาชิก เมื่อ 30 เมษายน 2542<br />
การเข้าร่วมของประเทศสมาชิกใหม่เหล่านี้สอดคล้องกับปฏิญญาอาเซียน ซึ่งระบุไว้ว่า อาเซียนพร้อมรับทุกประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่พร้อมที่จะรับเป้าหมาย หลักการและวัตถุประสงค์ขององค์กรเป็นสมาชิก<br />
<strong>กฎบัตรอาเซียนคืออะไร</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;กฎบัตรอาเซียนคือธรรมนูญของอาเซียนที่จะทำให้อาเซียนมีสถานะเป็นนิติบุคคล  เป็นการวางกรอบกฎหมายตลอดจนโครงสร้างองค์กรให้กับอาเซียน  โดยนอกจากการประมวลสิ่งที่ถือเป็นค่านิยม หลักการ และแนวปฏิบัติในอดีตของอาเซียนมาประกอบกันเป็นข้อปฏิบัติอย่างเป็นทางการสำหรับประเทศสมาชิกแล้ว  ยังมีการปรับปรุงแก้ไขและสร้างกลไกใหม่ขึ้นพร้อมกับกำหนดขอบเขตหน้าที่และความรับผิดชอบขององค์กรสำคัญในอาเซียน  ตลอดจนความสัมพันธ์ในการดำเนินงานขององค์กรเหล่านี้  เพื่อให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบัน  โดยมีเป้าหมายให้อาเซียนเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น<br />
กฎบัตรอาเซียนประกอบด้วย บทบัญญัติ 13 บท 55 ข้อ ครอบคลุมเป้าหมายและหลักการ สมาชิกภาพ โครงสร้างองค์กรของอาเซียน องค์กรที่มีความสัมพันธ์กับอาเซียน เอกสิทธิ์และความคุ้มกัน กระบวนการตัดสินใจ การระงับข้อพิพาท งบประมาณและการเงิน การบริหารจัดการ เอกลักษณ์และสัญลักษณ์ของอาเซียน และความสัมพันธ์กับภายนอก</p>
<p><strong>ประชาคมการเมืองความมั่นคงอาเซียนคืออะไร  และมีเป้าหมายอย่างไร</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;อาเซียนตระหนักว่าสันติภาพ  ความมั่นคง  และเสถียรภาพทางการเมืองเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาในด้านอื่น ๆ  ประชาคมการเมืองความมั่นคงอาเซียนจึงเป็นเสาหลักความร่วมมือหนึ่งในสามเสาหลักของประชาคมอาเซียนที่เน้นการรวมตัวของอาเซียนเพื่อสร้างความมั่นใจ  เสถียรภาพ  และสันติภาพ  ในภูมิภาค  ทั้งนี้  เพื่อให้ประชาชนในอาเซียนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและปราศจากภัยคุกคามจากด้านการทหารและภัยคุกคามในรูปแบบใหม่  เช่น  ปัญหายาเสพติด  ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติประชาคมการเมืองความมั่นคงอาเซียน  มีเป้าหมาย 3 ประการ  ได้แก่<br />
1) สร้างประชาคมให้มีค่านิยมร่วมกันในเรื่องของการเคารพความหลากหลายของ<br />
แนวความคิดและส่งเสริมให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางของนโยบายและกิจกรรมภายใต้เสา<br />
การเมืองและความมั่นคง<br />
2) ให้อาเซียนสามารถเผชิญกับภัยคุมคามความมั่นคงในรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่และ<br />
ส่งเสริมความมั่นคงของมนุษย์<br />
3) ให้มีปฏิสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและสร้างสรรค์กับประชาคมโลก  โดยอาเซียนมีบทบาทนำใน<br />
ภูมิภาคและจะช่วยส่งเสริมเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาค  ทั้งนี้  อาเซียนกำลัง<br />
จัดทำแผนงานสำหรับการจัดตั้งประชาคมการเมืองความมั่นคงอาเซียน<br />
(ASEAN  Political Security  Community  Blueprint &#8211; APSC  Blueprint)  ซึ่งมี<br />
ความคาดหวังให้เสร็จภายในปลายปี 2551</p>
<p><strong>ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนคืออะไร มีเป้าหมายอย่างไรและไทยได้ประโยชน์อย่างไร</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นเป้าหมายด้านเศรษฐกิจหลักที่สำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศอาเซียน  ภายหลังการลงนามจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนก็มีความคืบหน้าที่ดีในความร่วมมือต่าง ๆ เป็นลำดับและในที่สุดอาเซียนได้มุ่งหวังที่จะจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจในปี 2558  ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญคือการเป็นตลาดและเป็นฐานการผลิตร่วมกัน  โดยมีการเคลื่อนย้ายสินค้า  บริการ  การลงทุน  แรงงานฝีมืออย่างเสรีและเงินลงทุนที่เสรีมากขั้น  มีความสามารถในการแข่งขันสูง  มุ่งสร้างความเท่าเทียมในการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศอาเซียน  และการส่งเสริมการรวมกลุ่มอาเซียนเข้ากับประชาคมโลก ขนาดของตลาดอาเซียนที่ใหญ่ขึ้นทำให้อาเซียนมีอำนาจซื้อสูงขึ้นตามมา  เช่นเดียวกับความสามารถในการแข่งขันกับภูมิภาคอื่นที่เพิ่มขึ้น  ซึ่งช่วยให้สมาชิกสามารถปรับตัวเพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์ได้เป็นอย่างดี<br />
การคมนาคมขนส่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง  อาเซียนจึงมีโครงการเชื่อมโยงเส้นทางหลวงอาเซียน  มีความร่วมมือระหว่างประเทศในการเชื่อมโยงเส้นทางรถไฟจากสิงคโปร์ ผ่านไปยัง มาเลเซีย ไทย กัมพูชา เวียดนามและสิ้นสุดที่เมืองคุนหมิง ประเทศจีน นอกจากนี้ การปรับมาตรฐานของเส้นทางคมนาคมทางบกและทางรถไฟให้มีมาตรฐานเดียวกันก็จะส่งเสริมความร่วมมือของอาเซียนด้านการท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้นด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ขณะที่การเจรจาเพื่อเปิดตลาดในระดับพหุภาคีภายใต้องค์การการค้าโลกยังมีท่าทีว่าจะไม่สามารถสรุปผลได้ในอนาคตอันใกล้  ประเทศต่าง ๆ จึงได้พยายามที่จะทำข้อตกลงการค้าเสรีไม่ว่าจะในระดับทวีภาคี หรือระดับภูมิภาค ในส่วนของอาเซียนมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคโดยการจัดทำเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area &#8211; AFTA หรือ อาฟต้า) มาแล้ว 15 ปี และเริ่มรวมตัวกับประเทศหรือกลุ่มคู่ค้าสำคัญ เช่น ญี่ปุ่น จีน เกาหลี สหภาพยุโรป ฯลฯ ความเหนียวแน่นใกล้ชิดระหว่างกันจะเสริมสร้างความเข้มแข็งให้อาเซียนสามารถสร้างประโยชน์สูงสุดจากการรวมตัวกับประเทศคู่ค้าอื่น ๆ ต่อไป<br />
หากอาเซียนสามารถสร้างประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนได้สำเร็จ  ไทยจะได้ประโยชน์จากการขยายการส่งออกและโอกาสทางการค้า  และเปิดโอกาสการค้าบริการในสาขาที่ไทยมีความเข้มแข็ง เช่น ท่องเที่ยว โรงแรมและภัตตาคาร  สุขภาพ ฯลฯ  ซึ่งอาเซียนยังมีความต้องการด้านการบริการเหล่านี้อีกมาก  นอกจากนี้  ยังจะช่วยเสริมสร้างโอกาสในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศมายังอาเซียน  ซึ่งจะเพิ่มอำนาจการต่อรองของอาเซียนในเวทีการค้าโลก  และยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในอาเซียนโดยรวม</p>
<p><strong>ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน คือ อะไรและมีเป้าหมายอย่างไร</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;อาเซียนมุ่งหวังประโยชน์จากการรวมตัวกันเป็นประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนเพื่อให้ประชาชนมีความอยู่ดีกินดี  ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ  มีสิ่งแวดล้อมที่ดีและมีความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันโดยเน้นการส่งเสริมความรู้  ความเข้าใจระหว่างประเทศสมาชิกในด้านความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์  มรดกทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ระดับภูมิภาคร่วมกัน ทั้งนี้  การเสริมสร้างรากฐานและความเชื่อมโยงระหว่างกันที่แข็งแกร่งนำไปสู่ความเข้าใจของการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี  การรู้เขารู้เรา  และมีความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิกภายใต้สังคมที่เอื้ออาทร  โดยแผนปฏิบัติการเพื่อนำไปสู่การจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community &#8211; ASCC) ได้กำหนดกิจกรรมความร่วมมือที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลางโดยเน้นความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ได้แก่<br />
1.การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Development)<br />
2.การคุ้มครองและสวัสดิการสังคม (Social Welfare and Protection)<br />
3.สิทธิและความยุติธรรมทางสังคม (Social Justice and Rights)<br />
4.ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Ensuring Environmental Sustainability)<br />
5.การสร้างอัตลักษณ์อาเซียน (Building ASEAN Identity)<br />
6.การลดช่องว่างทางการพัฒนา (Narrowing the Development Gap)<br />
และเน้นให้มีการส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเขียน นักคิดและศิลปินในภูมิภาค ตลอดจนการเสริมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับอาเซียนในภูมิภาคโดยเฉพาะในระดับประชาชน ทั้งนี้ ไทยจะได้ประโยชน์อย่างมากจากการที่รากฐานสำคัญของประชาคมอาเซียนที่ประชาชนมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน  และเข้าใจถึงผลประโยชน์ที่มีร่วมกัน  ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้การสร้างประชาคมอาเซียนสามารถประสบความสำเร็จด้วย</p>
<p><strong>ความสัมพันธ์อาเซียนกับประเทศคู่เจรจา</strong></p>
<p><strong>ความสัมพันธ์อาเซียน-ออสเตรเลีย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ออสเตรเลียเป็นประเทศแรกที่ได้สถาปนาความสัมพันธ์กับอาเซียนในปี 2517(1974) และดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างราบรื่น ต่อเนื่อง และมีการปรับเปลี่ยนลำดับความสำคัญของความร่วมมือในสาขาต่างๆ ไปตามพัฒนาการทางเศรษฐกิจและความจำเป็นอื่นๆ โดยเฉพาะการจัดทำกรอบความร่วมมือที่ตอบสนองต่อวิสัยทัศน์อาเซียน และความคิดริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียน</p>
<p>ความสัมพันธ์อาเซียน-จีน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ความสัมพันธ์อาเซียน-จีน เริ่มเมื่อปี 2534 (1991) โดยในปี 2549 ได้มีการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน สมัยพิเศษ ที่นครหนานหนิง เพื่อฉลองการครบรอบ 15 ปีของความสัมพันธ์อาเซียน-จีน ผู้นำอาเซียนและจีนได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน สมัยพิเศษ ซึ่งเป็น การกำหนดยุทธศาสตร์ในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับจีนใน 15 ปีข้างหน้า และยังเป็นประเทศคู่เจรจาประเทศแรกที่ภาคยานุวัติสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia – TAC) ในปี 2546 (2003)</p>
<p><strong>ความสัมพันธ์อาเซียน-แคนาดา</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ความสัมพันธ์อาเซียนและแคนาดาเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี 2520 แต่ได้ประสบภาวะชะงักงันนับตั้งแต่ปี 2540 เมื่ออาเซียนรับพม่าเข้าเป็นสมาชิก ซึ่งแคนาดาไม่ประสงค์ให้พม่าเข้าเป็นภาคีความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านเศรษฐกิจฯ หลังจากนั้น ได้มีความพยายามหาทางรื้อฟื้นความสัมพันธ์ฯ จนกระทั่งในวันที่ 19 ม.ค. 2547 ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้จัดการประชุม ASEAN-Canada Dialogue ครั้งแรก ซึ่งนับเป็นการกลับมาดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างกันอีกครั้ง</p>
<p><strong>ความสัมพันธ์อาเซียน-อินเดีย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;อินเดียสถาปนาความสัมพันธ์กับอาเซียนในฐานะคู่เจรจาเฉพาะด้าน (Sectoral Dialogue Partner) เมื่อปี 2535  และได้รับการยกสถานะขึ้นเป็นประเทศคู่เจรจาอย่างสมบูรณ์ (Dialogue Partner) เมื่อปี 2538 ต่อมาได้พัฒนาความสัมพันธ์สู่ระดับการประชุมสุดยอดครั้งแรก เมื่อ 5 พฤศจิกายน 2545 ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา</p>
<p><strong>ความสัมพันธ์อาเซียน-ญี่ปุ่น</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ญี่ปุ่นเริ่มความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการกับอาเซียนในปี 2516 และพัฒนาความสัมพันธ์เป็นประเทศคู่เจรจาของอาเซียนในปี 2520 ในปี 2546 มีการประชุมสุดยอดอาเซียน-ญี่ปุ่น สมัยพิเศษ  (ASEAN-Japan Commemorative Summit) ที่กรุงโตเกียว ในโอกาสครบรอบ 30 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-ญี่ปุ่น และได้มีการลงนามปฏิญญาโตเกียวว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนอาเซียน-ญี่ปุ่น (Tokyo Declaration for the Dynamic and Enduring ASEAN-Japan Partnership) เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างสองฝ่าย ญี่ปุ่นให้การสนับสนุนการรวมตัวของอาเซียนโดยจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนการรวมตัวกันของอาเซียน (Japan-ASEAN Integration Fund – JAIF) และยังเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุดของกรอบข้อริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียน (Initiative for ASEAN Integration – IAI) อีกด้วย</p>
<p><strong>ความสัมพันธ์อาเซียน-นิวซีแลนด์</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นิวซีแลนด์เป็นประเทศคู่เจรจาอันดับ 2 ของอาเซียน สถาปนาความสัมพันธ์กันเมื่อปี 2518  (1975) ในปี 2520 (1977) อาเซียนและนิวซีแลนด์ได้มีการประชุมสุดยอดเป็นครั้งแรกและครั้งเดียว เช่นเดียวกับออสเตรเลีย   โดยเดิมเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะประเทศผู้ให้กับประเทศผู้รับ และมีจุดมุ่งหมายหลักคือความร่วมมือในการพัฒนาในภูมิภาค  ต่อมาในช่วงปี 2534 (1991) อาเซียนและนิวซีแลนด์เห็นชอบที่จะให้ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นความร่วมมือหลักในอนาคต โดยยังคงให้ความสำคัญด้านการค้าและเศรษฐกิจต่อไป  นิวซีแลนด์และอาเซียนมีการหารือและปรับแนวทางความร่วมมือในอนาคตเป็นระยะ เพื่อให้สนองตอบต่อความต้องการ การจัดลำดับความสำคัญ ความชำนาญ และผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย</p>
<p><strong>ความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เริ่มต้นจากการที่รัสเซียได้สถาปนาความสัมพันธ์ในฐานะคู่หารือ (consultative relations) กับอาเซียนในปี 2534 (1991) และพัฒนาความสัมพันธ์จนได้รับสถานะประเทศคู่เจรจา (dialogue partner)กับอาเซียนในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน สมัยที่ 29 เมื่อเดือน ก.ค. 2539 (1996) ที่จาการ์ตา ปัจจุบันสิงค์โปร์รับหน้าที่ผู้ประสานงานกับรัสเซีย (ก.ค. 2546 &#8211; 2549) โดยเป็นการรับหน้าที่ต่อจากไทย และฟิลิปปินส์จะรับหน้าที่เป็นประเทศผู้ประสานงานต่อไป</p>
<p><strong>ความสัมพันธ์อาเซียนกับเกาหลีใต้</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เริ่มเมื่อปี 2532 (ค.ศ. 1989) ในระดับความสัมพันธ์เฉพาะด้าน และความสัมพันธ์อาเซียนกับเกาหลีใต้ได้ได้ยกระดับขึ้นเป็นคู่เจรจาในเดือนกรกฎาคม 2534 (ค.ศ. 1991) ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน (AMM) ครั้งที่ 24 โดยรวมเรื่องการเมืองและความมั่นคง การค้า การลงทุน ท่องเที่ยว และความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการพัฒนา ปัจจุบันพม่าเป็นประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียนกับเกาหลีใต้ได้ครบรอบ 15 ปี เมื่อปี 2547 (ค.ศ. 2004) โดยในการประชุมสุดยอดอาเซียน-เกาหลีใต้ วันที่ 30 พ.ย. 47 ที่เวียงจันทน์ผู้นำอาเซียน-เกาหลีใต้ลงนามในปฏิญญาร่วมฯ (Joint Declaration on ASEAN-ROK Comprehensive Partnership)ซึ่งได้เน้นการปรับยุทธศาสตร์อาเซียนเกาหลีใต้ให้พัฒนาไปสู่ความเป็นหุ้นส่วนและส่งเสริมการรวมตัวของอาเซียนและเอเชียตะวันออกให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และที่สำคัญได้มีการกำหนดให้มีการจัดทำ FTA ระหว่างอาเซียน-เกาหลีใต้</p>
<p><strong>ข้อมูลสมาคมสหประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</strong></p>
<p><strong>ราชอาณาจักรไทย (Kingdom of Thailand)</strong><br />
พื้นที่ : 514,000 ตารางกิโลเมตร<br />
เมืองหลวง : กรุงเทพมหานคร<br />
พระประมุข : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช<br />
นายกรัฐมนตรี : นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ<br />
ประชากร : 63 ล้านคน<br />
ภาษาราชการ : ไทย<br />
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) : 272.13 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ<br />
สกุลเงิน : บาท</p>
<p><strong>สหภาพพม่า (Union of Myanmar)</strong><br />
พื้นที่ : 657,740 ตารางกิโลเมตร<br />
เมืองหลวง : กรุงย่างกุ้ง โดยมีเมืองเนปิดอว์เป็นศูนย์ราชการ<br />
พระประมุข : พลเอกอาวุโส ตาน ฉ่วย<br />
ประธานาธิบดี : พลเอก เต็ง เส่ง<br />
ประชากร : 48.8 ล้านคน<br />
ภาษาราชการ : พม่า<br />
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) : 9.3 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ<br />
สกุลเงิน : จั๊ต (1 ดอลล่าร์สหรัฐ ประมาณ 1,200 จั๊ต)<br />
วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย : 24 สิงหาคม 2491</p>
<p><strong>สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (The Lao People’s Democratic Replublic)</strong><br />
พื้นที่ : 236,880 ตารางกิโลเมตร<br />
เมืองหลวง : นครเวียงจันทร์<br />
พระประมุข : พลโทจูมมะลี ไซยะสอน<br />
นายกรัฐมนตรี : นายทองสิง ทำมะวง<br />
ประชากร : 6 ล้านคน<br />
ภาษาราชการ : ภาษาลาว<br />
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) : 3.94 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ<br />
สกุลเงิน : กีบ</p>
<p><strong>ราชอาณาจักรกัมพูชา (Kingdom of Cambodia)</strong><br />
พื้นที่ : 181,035 ตารางกิโลเมตร<br />
เมืองหลวง : กรุงพนมเปญ<br />
พระประมุข : พระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี<br />
นายกรัฐมนตรี : สมเด็จอัคคมหาเสนาบดีเดโชฮุน เซน<br />
ประชากร : 14.45 ล้านคน<br />
ภาษาราชการ : เขมร<br />
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) : 8.63 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ<br />
สกุลเงิน : เรียล<br />
วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย : 19 ธันวาคม 2493</p>
<p><strong>สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (The Socialist Replublic of Vietnam)</strong><br />
พื้นที่ : 5,193,250 ตารางกิโลเมตร<br />
เมืองหลวง : กรุงฮานอย<br />
ประธานาธิบดี : นายเหวียน มินห์ เจี๊ยต<br />
นายกรัฐมนตรี : นายฟาน วัน ไค<br />
ประชากร : 87 ล้านคน<br />
ภาษาราชการ : เวียดนาม<br />
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) : 73.5 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ<br />
สกุลเงิน : ด่ง<br />
วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย : 6 สิงหาคม 2519</p>
<p><strong>มาเลเซีย (Malaysia)</strong><br />
พื้นที่ : 329,758 ตารางกิโลเมตร<br />
เมืองหลวง : กรุงกัวลาลัมเปอร์<br />
พระประมุข : สมเด็จพระราชาธิบดีอัลวาทิก ตวนกู มิซาน ไซนัล อาบีดีน อิบนี อัลมาร์ฮูม สุลต่าน<br />
มะห์มูด อัลมุกตาฟี บิลล่าห์ ชาห์ สมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 13<br />
นายกรัฐมนตรี : ดาโต๊ะ ซรี โมฮาเหม็ด นาจิบ บิน ตุน ฮัจญี อับดุล ราซัค<br />
ประชากร :  27.73 ล้านคน<br />
ภาษาราชการ : มาเลย์<br />
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) : 211.8 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ<br />
สกุลเงิน : ริงกิต<br />
วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย : 31 สิงหาคม พ.ศ.2500</p>
<p><strong>บรูไน ดารุสซาลาม (Brunei Darussalam)</strong><br />
พื้นที่ : 5,765 ตารางกิโลเมตร<br />
เมืองหลวง : บันดาร์ เสรี เบกาวัน<br />
พระประมุขและนายกรัฐมนตรี : สมเด็จพระราชาธิบดี ฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน<br />
วัดเดาละห์ สมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 29<br />
ประชากร : 381,371 คน<br />
ภาษาราชการ : มาเลย์<br />
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) : 13.54  พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ<br />
สกุลเงิน : ดอลลาร์บรูไน<br />
วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย : 1 มกราคม 2527</p>
<p><strong>สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ (Republic of the Philippines)</strong><br />
พื้นที่ : 298,170 ตารางกิโลเมตร<br />
เมืองหลวง : กรุงมะนิลา<br />
ประธานาธิบดี  : นายเบนิโญ อาคิโน<br />
ประชากร : 91 ล้านคน<br />
ภาษาราชการ : ฟิลิปิโนและอังกฤษ<br />
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) : 142.3 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ<br />
สกุลเงิน : เปโซ<br />
วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย : 14 มิถุนายน 2492</p>
<p><strong>สาธารณรัฐสิงคโปร์ (Republic of Singapore)</strong><br />
พื้นที่ : 699.4 ตารางกิโลเมตร<br />
เมืองหลวง : สิงคโปร์<br />
ประธานาธิบดี : นายเอส อาร์ นาธาน<br />
นายกรัฐมนตรี : นายลี เซียน ลุง<br />
ประชากร : 4.6 ล้านคน<br />
ภาษาราชการ : อังกฤษ จีนกลาง มลายูและทมิฬ<br />
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) : 147.5 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ<br />
สกุลเงิน : ดอลล่าร์สิงคโปร์<br />
วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย : 14 มิถุนายน 2492</p>
<p><strong>สาธารณอินโดนีเซีย (Republic of Indonesia)</strong><br />
พื้นที่ : 5,765 ตารางกิโลเมตร<br />
เมืองหลวง : กรุงจาร์กาตาร์<br />
ประธานาธิบดี : ดร.ซูชิโล บัมบัง ยูโดโยโน<br />
ประชากร : 245.5 ล้านคน<br />
ภาษาราชการ : อินโดนีเซีย<br />
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) : 432.9 พันล้านดอลลาร์สหรํฐ<br />
สกุลเงิน : รูเปียร์<br />
วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย : 7 มีนาคม 2493</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://region3.prd.go.th/asean/?feed=rss2&#038;p=38</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่องน่ารู้กับอาเซียน ตอนที่ 5 กฎบัตรอาเซียนเพื่อสมาชิกอาเซียน</title>
		<link>http://region3.prd.go.th/asean/?p=30</link>
		<comments>http://region3.prd.go.th/asean/?p=30#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 May 2011 03:49:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้กับอาเซียน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://region3.prd.go.th/asean/?p=30</guid>
		<description><![CDATA[&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;กฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) คือ ธรรมนูญอาเซียนที่จะมีการวางกรอบของกฎหมายและโครงสร้างองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของอาเซียนในการขับเคลื่อนเพื่อการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนภายในปี 2015 (พ.ศ.2558) เพื่อให้อาเซียนเป็นองค์กรระหว่างรัฐบาลในภูมิภาคที่มีประสิทธิภาพ มีประชาชนเป็นศูนย์กลางและเคารพในกติกาการทำงานระหว่างกันมากยิ่งขึ้น
&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;รายละเอียดจำนวน 13 บท รวม 55 ข้อ ในกฎบัตรอาเซียนที่ผู้นำอาเซียนได้ลงนามในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 13 ณ ประเทศสิงคโปร์ เมื่อปลายปี 2007 (พ.ศ.2550) ในโอกาสครบรอบ 40 ของการก่อตั้งอาเซียน เป็นประเด็นที่แสดงให้เห็นว่าอาเซียนกำลังแสดงให้ประชาคมโลกได้เห็นถึงความก้าวหน้าของอาเซียนที่กำลังจะก้าวเดินไปด้วยกันอย่างมั่นใจระหว่างประเทศสมาชิกต่าง ๆ ทั้ง 10 ประเทศ โดยเฉพาะการจัดตั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนของอาเซียน การให้อำนาจเลขาธิการอาเซียนในการสอดส่องและรายงานการทำความตกลงของรัฐสมาชิก การจัดตั้งกลไกสำหรับการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศสมาชิก การให้ผู้นำเป็นผู้ตัดสินว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อรัฐผู้ละเมิดพันธกรณีตามกฎบัตรอย่างร้ายแรง การเปิดช่องให้ใช้วิธีการอื่นในการตัดสินใจได้หากไม่มีฉันทามติ การส่งเสริมการปรึกษาหารือกันระหว่างประเทศสมาชิกเพื่อแก้ไขปัญหาที่กระทบต่อผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งทำให้การตีความหลักการห้ามแทรกแซงกิจการภายในมีความยืดหยุ่นมากขึ้น การเพิ่มบทบาทของประธานอาเซียนเพื่อให้อาเซียนสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที การเปิดช่องทางให้อาเซียนสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับองค์กรภาคประชาสังคมมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น การจัดประชุมสุดยอดอาเซียนปีละ 2 ครั้ง และการจัดตั้งคณะมนตรีเพื่อประสานความร่วมมือระหว่างกัน และการมีคณะผู้แทนถาวรประจำอาเซียนที่จาการ์ตา อินโดนีเซีย เพื่อลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการประชุมของอาเซียน
&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;การมีกฎบัตรอาเซียนจะช่วยผลักดันให้อาเซียนก้าวไปสู่ความเป็นประชาคมที่มีประชากรมากกว่า 500 ล้านคน อันจะส่งผลดีในแง่ของเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกพร้อมกับเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุน ตลอดจนการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งเส้นทางคมนาคม ระบบไฟฟ้า และโครงข่ายอินเตอร์เน็ตที่จะสามารถเชื่อมโยงระหว่างกันได้อย่างกว้างขวาง และยังมีการสร้างความร่วมมือเพื่อให้สอดคล้องกับแผนการจัดตั้งประชาคม 3 เสาหลักของอาเซียน ได้แก่ แผนงานการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจ แผนงานการจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรม และแผนงานการจัดตั้งประชาคมการเมืองและความมั่นคง
&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;“วิสัยทัศน์เดียว อัตลักษณ์เดียว ประชาคมเดียว” คือคำขวัญของอาเซียนที่จะช่วยส่งเสริมอัตลักษณ์ร่วมกันของตนและความรู้สึกเป็นเจ้าของในหมู่ประชาชนของตน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายและคุณค่าร่วมกันของอาเซียน
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;กฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) คือ ธรรมนูญอาเซียนที่จะมีการวางกรอบของกฎหมายและโครงสร้างองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของอาเซียนในการขับเคลื่อนเพื่อการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนภายในปี 2015 (พ.ศ.2558) เพื่อให้อาเซียนเป็นองค์กรระหว่างรัฐบาลในภูมิภาคที่มีประสิทธิภาพ มีประชาชนเป็นศูนย์กลางและเคารพในกติกาการทำงานระหว่างกันมากยิ่งขึ้น<span id="more-30"></span><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;รายละเอียดจำนวน 13 บท รวม 55 ข้อ ในกฎบัตรอาเซียนที่ผู้นำอาเซียนได้ลงนามในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 13 ณ ประเทศสิงคโปร์ เมื่อปลายปี 2007 (พ.ศ.2550) ในโอกาสครบรอบ 40 ของการก่อตั้งอาเซียน เป็นประเด็นที่แสดงให้เห็นว่าอาเซียนกำลังแสดงให้ประชาคมโลกได้เห็นถึงความก้าวหน้าของอาเซียนที่กำลังจะก้าวเดินไปด้วยกันอย่างมั่นใจระหว่างประเทศสมาชิกต่าง ๆ ทั้ง 10 ประเทศ โดยเฉพาะการจัดตั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนของอาเซียน การให้อำนาจเลขาธิการอาเซียนในการสอดส่องและรายงานการทำความตกลงของรัฐสมาชิก การจัดตั้งกลไกสำหรับการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศสมาชิก การให้ผู้นำเป็นผู้ตัดสินว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อรัฐผู้ละเมิดพันธกรณีตามกฎบัตรอย่างร้ายแรง การเปิดช่องให้ใช้วิธีการอื่นในการตัดสินใจได้หากไม่มีฉันทามติ การส่งเสริมการปรึกษาหารือกันระหว่างประเทศสมาชิกเพื่อแก้ไขปัญหาที่กระทบต่อผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งทำให้การตีความหลักการห้ามแทรกแซงกิจการภายในมีความยืดหยุ่นมากขึ้น การเพิ่มบทบาทของประธานอาเซียนเพื่อให้อาเซียนสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที การเปิดช่องทางให้อาเซียนสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับองค์กรภาคประชาสังคมมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น การจัดประชุมสุดยอดอาเซียนปีละ 2 ครั้ง และการจัดตั้งคณะมนตรีเพื่อประสานความร่วมมือระหว่างกัน และการมีคณะผู้แทนถาวรประจำอาเซียนที่จาการ์ตา อินโดนีเซีย เพื่อลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการประชุมของอาเซียน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การมีกฎบัตรอาเซียนจะช่วยผลักดันให้อาเซียนก้าวไปสู่ความเป็นประชาคมที่มีประชากรมากกว่า 500 ล้านคน อันจะส่งผลดีในแง่ของเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกพร้อมกับเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุน ตลอดจนการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งเส้นทางคมนาคม ระบบไฟฟ้า และโครงข่ายอินเตอร์เน็ตที่จะสามารถเชื่อมโยงระหว่างกันได้อย่างกว้างขวาง และยังมีการสร้างความร่วมมือเพื่อให้สอดคล้องกับแผนการจัดตั้งประชาคม 3 เสาหลักของอาเซียน ได้แก่ แผนงานการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจ แผนงานการจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรม และแผนงานการจัดตั้งประชาคมการเมืองและความมั่นคง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;“วิสัยทัศน์เดียว อัตลักษณ์เดียว ประชาคมเดียว” คือคำขวัญของอาเซียนที่จะช่วยส่งเสริมอัตลักษณ์ร่วมกันของตนและความรู้สึกเป็นเจ้าของในหมู่ประชาชนของตน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายและคุณค่าร่วมกันของอาเซียน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://region3.prd.go.th/asean/?feed=rss2&#038;p=30</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่องน่ารู้กับอาเซียน ตอนที่ 4 ความร่วมมืออาเซียน+3</title>
		<link>http://region3.prd.go.th/asean/?p=28</link>
		<comments>http://region3.prd.go.th/asean/?p=28#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 May 2011 03:48:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้กับอาเซียน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://region3.prd.go.th/asean/?p=28</guid>
		<description><![CDATA[&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;กรอบความร่วมมืออาเซียน+3 (ASEAN+3) เป็นกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนกับประเทศนอกกลุ่ม 3 ประเทศ คือ จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในระดับอนุภูมิภาคเอเชียตะวันออก และเพื่อนำไปสู่การจัดตั้งชุมชนเอเชียตะวันออก (East Asian Community) โดยให้อาเซียนและกระบวนการต่างๆ ภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียน+3 เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้บรรลุเป้าหมาย เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีของการจัดตั้งกรอบความร่วมมืออาเซียนบวกสามเมื่อปี 2007 (พ.ศ.2550)
&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;ผู้นำของประเทศสมาชิกได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความร่วมมือเอเชียตะวันออกฉบับที่ 2 (Second Joint Statement on East Asia Cooperation: Building on the Foundations of ASEAN Plus Three Cooperation) พร้อมกับเห็นชอบให้มีการจัดทำแผนดำเนินงานเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน (ASEAN+3 Cooperation Work Plan (2007 – 2017)) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในระยะยาว และผลักดันให้เกิดชุมชนอาเซียน (ASEAN Community) ภายในปี 2015 (พ.ศ.2558) โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมความร่วมมือใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการเมืองและความมั่นคง ด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเงิน ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศโลก และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้านสังคม วัฒนธรรม และการพัฒนา และด้านการส่งเสริมกรอบการดำเนินงานในด้านต่างๆและกลไกต่างๆ ในการติดตามผล โดยแผนความร่วมมือดังกล่าวทั้ง 5 ด้านนี้ ถือเป็นการประสานความร่วมมือและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียนกับประเทศในเอเชียตะวันออกมากยิ่งขึ้น
&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;อาเซียน+3 ประกอบด้วยสมาชิก 13 ชาติ คือ 10 ชาติสมาชิกอาเซียน รวมกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งมีประชากรรวมทั้งสิ้นกว่า 2,000 ล้านคน หรือหนึ่งในสามของประชากรโลก แต่เมื่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เข้าด้วยกัน  ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;กรอบความร่วมมืออาเซียน+3 (ASEAN+3) เป็นกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนกับประเทศนอกกลุ่ม 3 ประเทศ คือ จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในระดับอนุภูมิภาคเอเชียตะวันออก และเพื่อนำไปสู่การจัดตั้งชุมชนเอเชียตะวันออก (East Asian Community) โดยให้อาเซียนและกระบวนการต่างๆ ภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียน+3 เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้บรรลุเป้าหมาย เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีของการจัดตั้งกรอบความร่วมมืออาเซียนบวกสามเมื่อปี 2007 (พ.ศ.2550)<span id="more-28"></span><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผู้นำของประเทศสมาชิกได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความร่วมมือเอเชียตะวันออกฉบับที่ 2 (Second Joint Statement on East Asia Cooperation: Building on the Foundations of ASEAN Plus Three Cooperation) พร้อมกับเห็นชอบให้มีการจัดทำแผนดำเนินงานเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน (ASEAN+3 Cooperation Work Plan (2007 – 2017)) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในระยะยาว และผลักดันให้เกิดชุมชนอาเซียน (ASEAN Community) ภายในปี 2015 (พ.ศ.2558) โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมความร่วมมือใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการเมืองและความมั่นคง ด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเงิน ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศโลก และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้านสังคม วัฒนธรรม และการพัฒนา และด้านการส่งเสริมกรอบการดำเนินงานในด้านต่างๆและกลไกต่างๆ ในการติดตามผล โดยแผนความร่วมมือดังกล่าวทั้ง 5 ด้านนี้ ถือเป็นการประสานความร่วมมือและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียนกับประเทศในเอเชียตะวันออกมากยิ่งขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;อาเซียน+3 ประกอบด้วยสมาชิก 13 ชาติ คือ 10 ชาติสมาชิกอาเซียน รวมกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งมีประชากรรวมทั้งสิ้นกว่า 2,000 ล้านคน หรือหนึ่งในสามของประชากรโลก แต่เมื่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เข้าด้วยกัน  จะทำให้มีมูลค่าถึง 9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณร้อยละ 16 ของจีดีพีโลก ขณะที่ยอดเงินสำรองต่างประเทศรวมกันจะสูงถึง 3.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐซึ่งมากกว่ากึ่งหนึ่งของเงินสำรองต่างประเทศของโลก โดยตัวเลขทางเศรษฐกิจเหล่านี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอาเซียน+3 จะมีบทบาทเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะพัฒนาเศรษฐกิจให้มีความก้าวหน้าต่อไปในอนาคต<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;จากความร่วมมือดังกล่าวประเทศสมาชิกอาเซียน จะได้รับผลประโยชน์จากความร่วมมือในกรอบของเขตการค้าเสรีอาเซียนบวก+3 (FTA  Asian +3) มูลค่าประมาณ 62,186 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และประเทศไทยในฐานะสมาชิกอาเซียนจะได้รับประโยชน์มากที่สุด คิดเป็นมูลค่าประมาณ 7,943 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อินโดนีเซียมีแนวโน้มจะได้ประโยชน์ใกล้เคียงกัน คือประมาณ 7,884 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนเวียดนามคาดว่าจะได้รับประโยชน์มูลค่าประมาณ 5,293 ล้านดอลลาร์สหรัฐ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สำหรับการประชุมรัฐมนตรีคลังอาเซียน+3 สมัยพิเศษ (Special ASEAN+3 Financial Ministers Meeting) ที่โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ ลากูน่า จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2552 ที่ผ่านมา ได้มีการสนับสนุนการใช้เวทีหารือด้านนโยบายและกิจกรรมความร่วมมือต่างๆ ของภูมิภาคอาเซียน อาทิ ข้อริเริ่มเชียงใหม่ (Chiang Mai Initiative: CMI) พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐมนตรีคลังสนับสนุนให้มีกระบวนการเฝ้าระวัง โดยร่วมมือกับสถาบันการเงินในภูมิภาคและสถาบันการเงินระหว่างประเทศ รวมทั้งข้อริเริ่มเชียงใหม่ ที่รัฐมนตรีคลังอาเซียน+3 จำเป็นจะต้องเร่งรัดกระบวนการไป สู่ระดับพหุภาคี เพื่อเป็นกันชนรองรับเศรษฐกิจอ่อนแอในอนาคต<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ทั้งนี้ที่ประชุมมีข้อสรุปว่า จะขยายผลความตกลงริเริ่มเชียงใหม่ในการจัดตั้งกองทุนสำรองระหว่างประเทศร่วมกันในภูมิภาคอาเซียน (Currency Swap) จากเดิม 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 120,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4.2 ล้านล้านบาท เบื้องต้นคาดว่า 3 ประเทศนอกกลุ่มอาเซียน คือจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น จะลงเงินสำรองร้อยละ 80 ของวงเงิน รวม หรือ 9.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และกลุ่มประเทศอาเซียนอีกร้อยละ 20 หรือ 2.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ  ซึ่งกองทุนดังกล่าวจะมีรูปแบบคล้ายกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund :IMF) แต่ก็ไม่ใช่คู่แข่งของ IMF แต่จะเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งของเอเชียที่จะมีกองทุนระหว่างประเทศเป็นของตนเอง	โดยประเทศจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ลงเงินรวมกันประมาณร้อยละ 80 ส่วนอีกร้อยละ 20 ที่เหลือกลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ จะลงทุนร่วมกัน ขณะที่ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย จะต้องใส่เงินลงทุนมากกว่าอีก 5 ประเทศ คือ บรูไน พม่า ลาว เวียดนาม และกัมพูชา เนื่องจากมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่า</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://region3.prd.go.th/asean/?feed=rss2&#038;p=28</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่องน่ารู้กับอาเซียน ตอนที่ 3 ความสัมพันธ์อาเซียน-จีน</title>
		<link>http://region3.prd.go.th/asean/?p=24</link>
		<comments>http://region3.prd.go.th/asean/?p=24#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 May 2011 03:45:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้กับอาเซียน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://region3.prd.go.th/asean/?p=24</guid>
		<description><![CDATA[&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;ความสัมพันธ์อาเซียน-จีนเริ่มเมื่อปี 2534 (1991) โดยในปี 2549 ได้มีการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน สมัยพิเศษ ที่นครหนานหนิง เพื่อฉลองการครบรอบ 15 ปีของความสัมพันธ์อาเซียน-จีน ผู้นำอาเซียนและจีนได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน สมัยพิเศษ ซึ่งเป็น        การกำหนดยุทธศาสตร์ในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับจีนใน 15 ปีข้างหน้า และยังเป็นประเทศคู่เจรจาประเทศแรกที่ภาคยานุวัติสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia – TAC) ในปี 2546 (2003) ซึ่งต่อมาญี่ปุ่นและสาธารณรัฐเกาหลีภาคยานุวัติ TAC ในปี 2547 (2004) และจีนได้แสดงความพร้อมที่จะลงนามในพิธีสารต่อท้ายสนธิสัญญาเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Protocol to the Treaty of Southeast Asia Nuclear Weapon-Free Zone) แต่อาเซียนมีท่าทีต้องการให้ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ลงนามพร้อมกันในคราวเดียวกัน
&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;ประเด็นปัญหาความมั่นคงรูปแบบใหม่ ซึ่งเป็นปัญหาข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค อาเซียนและจีนจึงได้ลงนามใน Joint Declaration of ASEAN and China on Cooperation in the Field of Non-Traditional Security Issues เมื่อปี 2545 (2002) และ Memorandum of Understanding in the Field of Non-Traditional Security Issues เมื่อปี 2547 (2004) เพื่อร่วมกันป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติใน 8 สาขา ได้แก่ การลักลอบค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ การปล้นสะดมภ์ทางทะเล การลักลอบค้าอาวุธ ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ความสัมพันธ์อาเซียน-จีนเริ่มเมื่อปี 2534 (1991) โดยในปี 2549 ได้มีการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน สมัยพิเศษ ที่นครหนานหนิง เพื่อฉลองการครบรอบ 15 ปีของความสัมพันธ์อาเซียน-จีน ผู้นำอาเซียนและจีนได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน สมัยพิเศษ ซึ่งเป็น        การกำหนดยุทธศาสตร์ในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับจีนใน 15 ปีข้างหน้า และยังเป็นประเทศคู่เจรจาประเทศแรกที่ภาคยานุวัติสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia – TAC) ในปี 2546 (2003) ซึ่งต่อมาญี่ปุ่นและสาธารณรัฐเกาหลีภาคยานุวัติ TAC ในปี 2547 (2004) และจีนได้แสดงความพร้อมที่จะลงนามในพิธีสารต่อท้ายสนธิสัญญาเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Protocol to the Treaty of Southeast Asia Nuclear Weapon-Free Zone) แต่อาเซียนมีท่าทีต้องการให้ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ลงนามพร้อมกันในคราวเดียวกัน<span id="more-24"></span></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ประเด็นปัญหาความมั่นคงรูปแบบใหม่ ซึ่งเป็นปัญหาข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค อาเซียนและจีนจึงได้ลงนามใน Joint Declaration of ASEAN and China on Cooperation in the Field of Non-Traditional Security Issues เมื่อปี 2545 (2002) และ Memorandum of Understanding in the Field of Non-Traditional Security Issues เมื่อปี 2547 (2004) เพื่อร่วมกันป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติใน 8 สาขา ได้แก่ การลักลอบค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ การปล้นสะดมภ์ทางทะเล การลักลอบค้าอาวุธ การฟอกเงิน การก่อการร้าย อาชญากรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และอาชญากรรมคอมพิวเตอร์</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ส่วนการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนจีนเป็นประเทศคู่เจรจาประเทศแรกที่ริเริ่มการจัดตั้ง โดยได้ลงนามใน ASEAN-China Framework Agreement on Economic Cooperation เมื่อปี 2545 (2002) ซึ่งวางเป้าหมายให้จัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีนกับประเทศสมาชิกอาเซียนเก่า 6 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และบรูไน ให้แล้วเสร็จภายในปี 2553 (2010) และประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่  4 ประเทศ คือ พม่า ลาว เวียดนาม และกัมพูชา  ให้แล้วเสร็จภายในปี 2558 (2015)  ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวทำให้ประเทศคู่เจรจาอื่นๆ ของอาเซียนหันมาริเริ่มจัดตั้งเขตการค้าเสรีกับอาเซียนด้วย ทั้งญี่และเกาหลีใต้ โดยญี่ปุ่นลงนาม Framework for Comprehensive Economic Partnership เมื่อปี 2546 (2003) และสาธารณรัฐเกาหลีลงนามใน Framework Agreement on Comprehensive Economic Cooperation เมื่อปี 2548 (2005)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้า (Agreement on Trade in Goods) ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน ครั้งที่ 8 เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2547 (2004) ที่เวียงจันทน์ ทั้งสองฝ่ายได้เริ่มลดภาษีสินค้า ประมาณ 5,000 รายการ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2548 (2005) โดยเป็นการลดภาษีแบบขั้นบันได คือ อัตราภาษีจะค่อยๆ ลดลงจนเหลือร้อยละ 0 ใน 5 ปี คือ ปี 2553 (2010) สำหรับประเทศสมาชิกอาเซียนเก่าและจีน ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้เร่งลดภาษีสินค้าเกษตรไม่แปรรูป โดยไทยเป็นประเทศที่ดำเนินการร่วมกับจีน ตั้งแต่ ต.ค. 2546 (2003) และลดภาษีเป็นศูนย์ไปเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2549 (2006) สำหรับประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่จะได้รับความยืดหยุ่นให้เปิดเสรีช้าออกไปอีก 5 ปี คือ จะลดภาษีในกลุ่มรายการสินค้าปกติในปี 2558 (2015)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;อาเซียนและจีนตกลงใช้กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าแบบสะสมวัตถุดิบร้อยละ 40 ภายใต้     การเปิดเสรีอาเซียน-จีน แต่ไทยผลักดันให้มีกฎเฉพาะของสินค้า (Product Specific Rules of Origin: PSR) เพื่อเป็นทางเลือก เนื่องจากสินค้าที่มีศักยภาพในการส่งออกของไทยบางรายการไม่ได้มีแหล่งกำเนิดตามกฎสะสมวัตถุดิบในภูมิภาคร้อยละ 40 โดยอาเซียนและจีนสามารถตกลงกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า รวมทั้งสิ้น 562 รายการ ได้แก่ สิ่งทอ ปลากระป๋อง (แซลมอนและแฮริ่ง) เครื่องหนัง ขนสัตว์ (wool) ของปรุงแต่งจากไขมัน ปลาแปรรูป (ยกเว้นปลาทูน่าตามประเภทย่อยพิกัด 1604.14) ไอศครีม รองเท้า ไข่มุก รายการสินค้าเหล็กประเภทสแตนเลสสตีล และพลาสติก เป็นต้น</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นอกจากนี้จีนยังเป็นแหล่งลงทุนที่สำคัญของอาเซียน โดยในปี 2548 (2005) มีมูลค่าการลงทุนเป็นจำนวนเงิน 3.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่การลงทุนของจีนในอาเซียนยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับมูลค่า  การลงทุนของอาเซียนในจีน โดยในปี 2549 (2006) มีมูลค่า 936.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การลงทุนโดยตรงของสาธารณรัฐเกาหลีเป็นมูลค่า 1.09 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และการลงทุนของญี่ปุ่นเป็นมูลค่า 10.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อาเซียนจึงพยายามสนับสนุนให้จีนเพิ่มการลงทุนในภูมิภาคให้มากขึ้น</p>
<p><strong> </strong>เขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน (China-ASEAN Free Trade Area, CAFTA) มี 5 กรอบดังนี้</p>
<p>(1) การลดภาษีสินค้าแบบทันที (Early Harvest) ประกอบด้วยสินค้า 8 กลุ่มย่อย ได้แก่ สัตว์มีชีวิต เนื้อสัตว์ พืชมีชีวิต ดอกไม้ กล้วยไม้ ผัก ผลไม้ และนม สมาชิกจีน-อาเซียน จะลดภาษีให้เหลือ 0 ภายใน 3 ปีนับจาก พ.ศ.2546 โดยมีเงื่อนไขว่าหากประเทศใดประเทศหนึ่งไม่พร้อมที่จะลดภาษีในสินค้า 8 กลุ่มนี้ สามารถขอยกเว้นชั่วคราวได้</p>
<p>(2) ลดภาษีสินค้า แบ่งรายการสินค้าเป็น 2 กลุ่ม คือ Normal Track จะลดอัตราภาษีจนเหลือร้อยละ 0 และ 0-5 โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 และเสร็จสิ้นภายในปี พ.ศ.2553 สำ หรับประเทศสมาชิกเดิม 6 ประเทศ และภายใน พ.ศ. 2558 สำ หรับประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่ 4ประเทศ สินค้ากลุ่ม Sensitive track ไม่ต้องกำ หนดกรอบเวลาการลดภาษี แต่กำ หนดอัตราภาษีสุดท้าย</p>
<p>(3) เปิดเสรีการค้าบริการ</p>
<p>(4) เปิดเสรีด้านการลงทุน</p>
<p>(5) ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ได้แก่ เกษตร เทคโนโลยีสารสนเทศ การพัฒนา</p>
<p>ทรัพยากรมนุษย์ การลงทุน และการพัฒนาลุ่มแม่นํ้าโขง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://region3.prd.go.th/asean/?feed=rss2&#038;p=24</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่องน่ารู้กับอาเซียน ตอนที่ 2 เขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า)</title>
		<link>http://region3.prd.go.th/asean/?p=19</link>
		<comments>http://region3.prd.go.th/asean/?p=19#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 May 2011 03:40:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้กับอาเซียน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://region3.prd.go.th/asean/?p=19</guid>
		<description><![CDATA[&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;เขตการค้าเสรี (Free Trade Area : FTA) หมายถึง การรวมกลุ่มเศรษฐกิจโดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาษีศุลกากรระหว่างกันภายในกลุ่มลงให้เหลือน้อยที่สุด หรือเป็น 0 % และใช้อัตราภาษีปกติที่สูงกว่ากับประเทศนอกกลุ่ม การทำเขตการค้าเสรีในอดีตมุ่งในด้านการเปิดเสรีด้านสินค้า (goods) โดยการลดภาษีและอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีเป็นหลัก และยังรวมไปถึงการเปิดเสรีด้านบริการ (services) และการลงทุนด้วย
&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;การเปิดเจรจาการค้ารอบใหม่ขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ล่าช้า เป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ประเทศต่างๆ จึงได้หันมาทำเขตการค้าเสรีมากขึ้น เพื่อให้มีผลคืบหน้าในการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่าและรวดเร็วกว่าการเปิดเสรีในกรอบขององค์การการค้าโลก ประกอบกับประเทศจีนเป็นประเทศใหญ่ที่จะขยายบทบาทอำนาจทางเศรษฐกิจได้มาก จากความได้เปรียบของตลาดภายในที่มีขนาดใหญ่ มีประชากรจำนวนมหาศาลและมีแรงงานราคาถูก จึงสามารถรองรับการผลิต การบริโภค และมีศักยภาพในการส่งออกสูง เมื่อจีนได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก จะได้รับสิทธิเท่าเทียมกับประเทศอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ ประเทศต่างๆ ทั้งที่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนา จึงต้องปรับนโยบายและกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งการทำเขตการค้าเสรีเป็นการให้แต้มต่อ หรือให้สิทธิพิเศษทางการค้าและการลงทุนแก่ประเทศที่เข้าร่วมโดยไม่ขัดกับองค์การการค้าโลกหากปฏิบัติตามเงื่อนไข ซึ่งจะทำให้มีการขยายการค้าและการลงทุน ระหว่างประเทศที่ร่วมทำเขตการค้าเสรี และ หลายประเทศได้ใช้การจัดทำเขตการค้าเสรีเป็นยุทธวิธีในการสร้างพันธมิตรด้านเศรษฐกิจและการเมือง รวมทั้งเป็นการสร้างฐานในการขยายการค้าและการลงทุนกับประเทศหรือกลุ่มประเทศในภูมิภาคอื่นๆ ที่อยู่ห่างไกลด้วย
&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;เขตการค้าเสรีอาเซียน (Association of South-East Asian Nations Free Trade Area: AFTA) เกิดขึ้นจากการที่ประเทศไทยได้เสนอแนวคิดเรื่องเขตการค้าเสรีในเดือนกันยายน 1991 (พ.ศ.2534) ในการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจของอาเซียนที่มาเลเซีย ต่อมาในประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 4 ที่สิงคโปร์ เมื่อปี 1992 (พ.ศ.2535) ได้มีข้อตกลงในการก่อตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนพร้อมกับกำหนดอัตราพิกัดภาษีศุลกากรจากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 0 ภายในระยะเวลา 15 ปี และเริ่มมีผลบังคับกับแก่ประเทศสมาชิกตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 1993 (พ.ศ.2536) และต่อมาได้ปรับระยะเวลาลงเป็นภายใน 8 ปี เริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม 1993 (พ.ศ.2536) และสิ้นสุดภายในปี 2003 (พ.ศ.2546) ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>เขตการค้าเสรี (</strong><strong>Free Trade Area : FTA) </strong>หมายถึง การรวมกลุ่มเศรษฐกิจโดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาษีศุลกากรระหว่างกันภายในกลุ่มลงให้เหลือน้อยที่สุด หรือเป็น 0 % และใช้อัตราภาษีปกติที่สูงกว่ากับประเทศนอกกลุ่ม การทำเขตการค้าเสรีในอดีตมุ่งในด้านการเปิดเสรีด้านสินค้า (goods) โดยการลดภาษีและอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีเป็นหลัก และยังรวมไปถึงการเปิดเสรีด้านบริการ (services) และการลงทุนด้วย<span id="more-19"></span></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การเปิดเจรจาการค้ารอบใหม่ขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ล่าช้า เป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ประเทศต่างๆ จึงได้หันมาทำเขตการค้าเสรีมากขึ้น เพื่อให้มีผลคืบหน้าในการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่าและรวดเร็วกว่าการเปิดเสรีในกรอบขององค์การการค้าโลก ประกอบกับประเทศจีนเป็นประเทศใหญ่ที่จะขยายบทบาทอำนาจทางเศรษฐกิจได้มาก จากความได้เปรียบของตลาดภายในที่มีขนาดใหญ่ มีประชากรจำนวนมหาศาลและมีแรงงานราคาถูก จึงสามารถรองรับการผลิต การบริโภค และมีศักยภาพในการส่งออกสูง เมื่อจีนได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก จะได้รับสิทธิเท่าเทียมกับประเทศอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ ประเทศต่างๆ ทั้งที่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนา จึงต้องปรับนโยบายและกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งการทำเขตการค้าเสรีเป็นการให้แต้มต่อ หรือให้สิทธิพิเศษทางการค้าและการลงทุนแก่ประเทศที่เข้าร่วมโดยไม่ขัดกับองค์การการค้าโลกหากปฏิบัติตามเงื่อนไข ซึ่งจะทำให้มีการขยายการค้าและการลงทุน ระหว่างประเทศที่ร่วมทำเขตการค้าเสรี และ หลายประเทศได้ใช้การจัดทำเขตการค้าเสรีเป็นยุทธวิธีในการสร้างพันธมิตรด้านเศรษฐกิจและการเมือง รวมทั้งเป็นการสร้างฐานในการขยายการค้าและการลงทุนกับประเทศหรือกลุ่มประเทศในภูมิภาคอื่นๆ ที่อยู่ห่างไกลด้วย</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เขตการค้าเสรีอาเซียน (Association of South-East Asian Nations Free Trade Area: AFTA) เกิดขึ้นจากการที่ประเทศไทยได้เสนอแนวคิดเรื่องเขตการค้าเสรีในเดือนกันยายน 1991 (พ.ศ.2534) ในการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจของอาเซียนที่มาเลเซีย ต่อมาในประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 4 ที่สิงคโปร์ เมื่อปี 1992 (พ.ศ.2535) ได้มีข้อตกลงในการก่อตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนพร้อมกับกำหนดอัตราพิกัดภาษีศุลกากรจากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 0 ภายในระยะเวลา 15 ปี และเริ่มมีผลบังคับกับแก่ประเทศสมาชิกตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 1993 (พ.ศ.2536) และต่อมาได้ปรับระยะเวลาลงเป็นภายใน 8 ปี เริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม 1993 (พ.ศ.2536) และสิ้นสุดภายในปี 2003 (พ.ศ.2546)  และนำสินค้าเกษตรไม่แปรรูปเข้ามาลดภาษีภายใต้อาฟต้ารวมทั้งให้ทยอยนำสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรแปรรูป ซึ่งเคยได้รับการยกเว้นชั่วคราวเข้ามาลดภาษี นอกจากนี้ให้ยกเลิกมาตรการจำกัดปริมาณและมาตรการที่มิใช่ภาษีอื่นๆ ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ด้วย</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;โดยสินค้าที่จะต้องเร่งลดภาษี (Fast Track) จะต้องลดภาษีตั้งแต่ 1 มกราคม 1993 และลดเหลือร้อยละ 0-5 ภายในวันที่ 1 มกราคม 2000 (พ.ศ.2543) เป็นสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรแปรรูปประกอบด้วยสินค้า 15 กลุ่ม ได้แก่ น้ำมันพืช ผลิตภัณฑ์เคมี ปุ๋ย ผลิตภัณฑ์ยาง เยื่อกระดาษ ผลิตภัณฑ์เซรามิคและแก้วแคโทดที่ทำจากทองแดง เฟอร์นิเจอร์ไม้และหวาย ปูนซีเมนต์ เภสัชภัณฑ์ พลาสติก ผลิตภัณฑ์หนัง สิ่งทอ อัญมณีและเครื่องประกอบ และเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งพันธกรณีดังกล่าวประเทศสมาชิกเดิม 6 ประเทศ อันได้แก่ ประเทศไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และบรูไน จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2003 (พ.ศ.2546) ส่วนประเทศพม่า เวียดนาม ลาว และกัมพูชา จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2008 (พ.ศ.2551) ขณะที่สินค้าเกษตรไม่แปรรูปและรายการใดที่มีความอ่อนไหวและไม่สามารถนำมาลดภาษีได้ทุกประเทศจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2010 (พ.ศ.2553)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียนจะช่วยให้ไทยสามารถขยายตลาดด้านการค้าการลงทุนเพราะอาเซียนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย การรวมตัวกันอย่างใกล้ชิดที่มีการเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เส้นทางคมนาคม ระบบรถไฟฟ้า และโครงข่ายอินเตอร์เน็ต จะช่วยเพิ่มโอกาสทางด้านการค้าการลงทุนให้กับประเทศไทย เพราะไทยได้เปรียบประเทศสมาชิกอื่นเนื่องจากไทยมีที่ตั้งอยู่ใจกลางอาเซียนและยังสามารถเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งระหว่างประเทศสมาชิก โดยอาเซียนจะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองของไทยในเวทีโลกพร้อมกับการผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาของเพื่อนบ้านที่ส่งผลกระทบของไทย เช่น กรณีปัญหาพม่า และการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://region3.prd.go.th/asean/?feed=rss2&#038;p=19</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่องน่ารู้กับอาเซียน ตอนที่ 1 รู้จักกับอาเซียน</title>
		<link>http://region3.prd.go.th/asean/?p=5</link>
		<comments>http://region3.prd.go.th/asean/?p=5#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 May 2011 03:17:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้กับอาเซียน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://region3.prd.go.th/asean/?p=5</guid>
		<description><![CDATA[&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Southeast Asian Nations or ASEAN) หรืออาเซียน ก่อตั้งขึ้นจากปฏิญญากรุงเทพฯ (Bangkok Declaration) เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2510 ที่ลงนามโดยรัฐมนตรีจาก 5 ประเทศ ณ กรุงเทพมหานคร ที่เป็นสมาชิกการก่อตั้งในยุคเริ่มต้นได้แก่ ราชอาณาจักรไทย สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สหพันธรัฐมาเลเซีย สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ และสาธารณรัฐสิงคโปร์ มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีต่อกันระหว่างประเทศในภูมิภาค ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงปลอดภัยทางการเมือง สร้างสรรค์ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาทางสังคมและวัฒนธรรม การกินดีอยู่ดี บนพื้นฐานของความเสมอภาคและผลประโยชน์ร่วมกัน

&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;ก่อตั้งในช่วงนั้นเกิดขึ้นท่ามกลางความคุกกรุ่นของสงครามเย็นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระหว่างประเทศมหาอำนาจในโลกเสรีประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์ ท่ามกลางความหวาดวิตกของประเทศในโลกเสรีประชาธิปไตยอย่างสหรัฐอเมริกาที่หวั่นเกรงถึงการแพร่ขยายของแนวคิดคอมมิวนิสต์ของรัสเซียและจีนที่จะครอบคลุมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตามทฤษฎีโดมิโน  ต่อมาเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2527 บรูไนดารุสซาลาม ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก ตามมาด้วยสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2538 จากนั้นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและสหภาพพม่า ก็ได้เข้าเป็นสมาชิกพร้อมกันในวันที่ 23 กรกฎาคม 2540 ส่วนราชอาณาจักรกัมพูชาเข้าเป็นสมาชิกเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2542 โดยปัจจุบันมีสมาชิกรวมทั้งสิ้น 10 ประเทศ
&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;รวงข้าวสีเหลือง 10 มัดอันเป็นสัญลักษณ์ของการรวมกันเพื่อมิตรภาพและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอยู่ในพื้นภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของทั้ง 10 ประเทศ รวงข้าวทั้งอยู่ในวงกลมสีแดง ขอบสีขาวและน้ำเงิน แสดงถึงความเป็นเอกภาพ ส่วนตัวอักษรอาเซียน สีน้ำเงินแสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันเพื่อความมั่นคง สันติภาพ เอกภาพ และความก้าวหน้าของประเทศสมาชิกอาเซียน สีทั้งหมดที่ปรากฏในสัญลักษณ์ของอาเซียนเป็นสีสำคัญที่ปรากฎในธงชาติของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียน โดยสีน้ำเงิน หมายถึง สันติภาพ และความมั่นคง สีแดง หมายถึง ความกล้าหาญและความก้าวหน้า ส่วนสีขาว หมายถึง ความบริสุทธิ์ และสีเหลือง หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง ที่จะเกิดขึ้นในภูมิภาคแห่งนี้
&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาอาเซียนได้มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาสำคัญในภูมิภาคนี้ เช่น กรณีเวียดนามรุกรานกัมพูชาเมื่อเดือนธันวาคม 1978 (พ.ศ.2521) ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Southeast Asian Nations or ASEAN) หรืออาเซียน ก่อตั้งขึ้นจากปฏิญญากรุงเทพฯ (Bangkok Declaration) เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2510 ที่ลงนามโดยรัฐมนตรีจาก 5 ประเทศ ณ กรุงเทพมหานคร ที่เป็นสมาชิกการก่อตั้งในยุคเริ่มต้นได้แก่ ราชอาณาจักรไทย สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สหพันธรัฐมาเลเซีย สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ และสาธารณรัฐสิงคโปร์ มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีต่อกันระหว่างประเทศในภูมิภาค ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงปลอดภัยทางการเมือง สร้างสรรค์ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาทางสังคมและวัฒนธรรม การกินดีอยู่ดี บนพื้นฐานของความเสมอภาคและผลประโยชน์ร่วมกัน</p>
<p><span id="more-5"></span></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ก่อตั้งในช่วงนั้นเกิดขึ้นท่ามกลางความคุกกรุ่นของสงครามเย็นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระหว่างประเทศมหาอำนาจในโลกเสรีประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์ ท่ามกลางความหวาดวิตกของประเทศในโลกเสรีประชาธิปไตยอย่างสหรัฐอเมริกาที่หวั่นเกรงถึงการแพร่ขยายของแนวคิดคอมมิวนิสต์ของรัสเซียและจีนที่จะครอบคลุมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตามทฤษฎีโดมิโน  ต่อมาเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2527 บรูไนดารุสซาลาม ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก ตามมาด้วยสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2538 จากนั้นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและสหภาพพม่า ก็ได้เข้าเป็นสมาชิกพร้อมกันในวันที่ 23 กรกฎาคม 2540 ส่วนราชอาณาจักรกัมพูชาเข้าเป็นสมาชิกเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2542 โดยปัจจุบันมีสมาชิกรวมทั้งสิ้น 10 ประเทศ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;รวงข้าวสีเหลือง 10 มัดอันเป็นสัญลักษณ์ของการรวมกันเพื่อมิตรภาพและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอยู่ในพื้นภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของทั้ง 10 ประเทศ รวงข้าวทั้งอยู่ในวงกลมสีแดง ขอบสีขาวและน้ำเงิน แสดงถึงความเป็นเอกภาพ ส่วนตัวอักษรอาเซียน สีน้ำเงินแสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันเพื่อความมั่นคง สันติภาพ เอกภาพ และความก้าวหน้าของประเทศสมาชิกอาเซียน สีทั้งหมดที่ปรากฏในสัญลักษณ์ของอาเซียนเป็นสีสำคัญที่ปรากฎในธงชาติของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียน โดยสีน้ำเงิน หมายถึง สันติภาพ และความมั่นคง สีแดง หมายถึง ความกล้าหาญและความก้าวหน้า ส่วนสีขาว หมายถึง ความบริสุทธิ์ และสีเหลือง หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง ที่จะเกิดขึ้นในภูมิภาคแห่งนี้</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาอาเซียนได้มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาสำคัญในภูมิภาคนี้ เช่น กรณีเวียดนามรุกรานกัมพูชาเมื่อเดือนธันวาคม 1978 (พ.ศ.2521) โดยอาเซียนได้ปฏิเสธความชอบธรรมของรัฐบาลในพนมเปญที่ตั้งคณะรัฐบาลด้วยการยึดครองของกองทัพเวียดนาม พร้อมกับเรียกร้องให้เวียดนามถอนทหารออกจากกัมพูชาในเดือนกันยายน 1989 (พ.ศ.2532) หรือการก่อตั้งการประชุมอาเซียนว่าด้วยการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก หรือเออาร์เอฟ ภายหลังความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในกัมพูชาในปี 1993 (พ.ศ.2536) เพื่อให้เป็นเวทีที่ขยายกว้างขึ้นในการหารือประเด็นเรื่องความมั่นคง</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ส่วนในประเด็นเศรษฐกิจ อาเซียนได้มีการบรรลุข้อตกลงในการก่อตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า) จากการประชุมสุดยอดที่สิงคโปร์ในปีเดียวกัน และหลังจากนั้นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ก็ได้กำหนดวิสัยทัศน์อาเซียน 2020  ที่จะให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และสามารถแข่งขันกับภูมิภาคอื่นๆ ได้ โดยมุ่งให้เกิดการไหลเวียนอย่างเสรีของสินค้า การบริการ การลงทุน เงินทุน การพัฒนาทางเศรษฐกิจ และการลดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางสังคมภายในปี 2020  (พ.ศ.2563) พร้อมมุ่งที่จะจัดตั้งให้อาเซียนเป็นตลาดเดียวและเป็นฐานการผลิต โดยจะริเริ่มกลไกและมาตรการใหม่ๆ ในการปฏิบัติตามข้อริเริ่มทางเศรษฐกิจที่มีอยู่แล้ว  และให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศสมาชิกใหม่ของอาเซียน อันได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม หรือ CLMV เพื่อลดช่องว่างของระดับการพัฒนา และช่วยให้ประเทศเหล่านี้เข้าร่วมในกระบวนการรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียน  ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือในนโยบายการเงินและเศรษฐกิจมหภาค ตลาดการเงิน และตลาดเงินทุน การประกันภัยและภาษีอากร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคม กรอบความร่วมมือด้านกฎหมาย การพัฒนาความร่วมมือด้านการเกษตร พลังงาน การท่องเที่ยว การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยการยกระดับการศึกษาและการพัฒนาฝีมือ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://region3.prd.go.th/asean/?feed=rss2&#038;p=5</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
