เรื่องน่ารู้กับอาเซียน ตอนที่ 2 เขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า)
เขตการค้าเสรี (Free Trade Area : FTA) หมายถึง การรวมกลุ่มเศรษฐกิจโดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาษีศุลกากรระหว่างกันภายในกลุ่มลงให้เหลือน้อยที่สุด หรือเป็น 0 % และใช้อัตราภาษีปกติที่สูงกว่ากับประเทศนอกกลุ่ม การทำเขตการค้าเสรีในอดีตมุ่งในด้านการเปิดเสรีด้านสินค้า (goods) โดยการลดภาษีและอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีเป็นหลัก และยังรวมไปถึงการเปิดเสรีด้านบริการ (services) และการลงทุนด้วย
การเปิดเจรจาการค้ารอบใหม่ขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ล่าช้า เป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ประเทศต่างๆ จึงได้หันมาทำเขตการค้าเสรีมากขึ้น เพื่อให้มีผลคืบหน้าในการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่าและรวดเร็วกว่าการเปิดเสรีในกรอบขององค์การการค้าโลก ประกอบกับประเทศจีนเป็นประเทศใหญ่ที่จะขยายบทบาทอำนาจทางเศรษฐกิจได้มาก จากความได้เปรียบของตลาดภายในที่มีขนาดใหญ่ มีประชากรจำนวนมหาศาลและมีแรงงานราคาถูก จึงสามารถรองรับการผลิต การบริโภค และมีศักยภาพในการส่งออกสูง เมื่อจีนได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก จะได้รับสิทธิเท่าเทียมกับประเทศอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ ประเทศต่างๆ ทั้งที่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนา จึงต้องปรับนโยบายและกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งการทำเขตการค้าเสรีเป็นการให้แต้มต่อ หรือให้สิทธิพิเศษทางการค้าและการลงทุนแก่ประเทศที่เข้าร่วมโดยไม่ขัดกับองค์การการค้าโลกหากปฏิบัติตามเงื่อนไข ซึ่งจะทำให้มีการขยายการค้าและการลงทุน ระหว่างประเทศที่ร่วมทำเขตการค้าเสรี และ หลายประเทศได้ใช้การจัดทำเขตการค้าเสรีเป็นยุทธวิธีในการสร้างพันธมิตรด้านเศรษฐกิจและการเมือง รวมทั้งเป็นการสร้างฐานในการขยายการค้าและการลงทุนกับประเทศหรือกลุ่มประเทศในภูมิภาคอื่นๆ ที่อยู่ห่างไกลด้วย
เขตการค้าเสรีอาเซียน (Association of South-East Asian Nations Free Trade Area: AFTA) เกิดขึ้นจากการที่ประเทศไทยได้เสนอแนวคิดเรื่องเขตการค้าเสรีในเดือนกันยายน 1991 (พ.ศ.2534) ในการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจของอาเซียนที่มาเลเซีย ต่อมาในประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 4 ที่สิงคโปร์ เมื่อปี 1992 (พ.ศ.2535) ได้มีข้อตกลงในการก่อตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนพร้อมกับกำหนดอัตราพิกัดภาษีศุลกากรจากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 0 ภายในระยะเวลา 15 ปี และเริ่มมีผลบังคับกับแก่ประเทศสมาชิกตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 1993 (พ.ศ.2536) และต่อมาได้ปรับระยะเวลาลงเป็นภายใน 8 ปี เริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม 1993 (พ.ศ.2536) และสิ้นสุดภายในปี 2003 (พ.ศ.2546) และนำสินค้าเกษตรไม่แปรรูปเข้ามาลดภาษีภายใต้อาฟต้ารวมทั้งให้ทยอยนำสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรแปรรูป ซึ่งเคยได้รับการยกเว้นชั่วคราวเข้ามาลดภาษี นอกจากนี้ให้ยกเลิกมาตรการจำกัดปริมาณและมาตรการที่มิใช่ภาษีอื่นๆ ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ด้วย
โดยสินค้าที่จะต้องเร่งลดภาษี (Fast Track) จะต้องลดภาษีตั้งแต่ 1 มกราคม 1993 และลดเหลือร้อยละ 0-5 ภายในวันที่ 1 มกราคม 2000 (พ.ศ.2543) เป็นสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรแปรรูปประกอบด้วยสินค้า 15 กลุ่ม ได้แก่ น้ำมันพืช ผลิตภัณฑ์เคมี ปุ๋ย ผลิตภัณฑ์ยาง เยื่อกระดาษ ผลิตภัณฑ์เซรามิคและแก้วแคโทดที่ทำจากทองแดง เฟอร์นิเจอร์ไม้และหวาย ปูนซีเมนต์ เภสัชภัณฑ์ พลาสติก ผลิตภัณฑ์หนัง สิ่งทอ อัญมณีและเครื่องประกอบ และเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งพันธกรณีดังกล่าวประเทศสมาชิกเดิม 6 ประเทศ อันได้แก่ ประเทศไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และบรูไน จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2003 (พ.ศ.2546) ส่วนประเทศพม่า เวียดนาม ลาว และกัมพูชา จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2008 (พ.ศ.2551) ขณะที่สินค้าเกษตรไม่แปรรูปและรายการใดที่มีความอ่อนไหวและไม่สามารถนำมาลดภาษีได้ทุกประเทศจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2010 (พ.ศ.2553)
การเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียนจะช่วยให้ไทยสามารถขยายตลาดด้านการค้าการลงทุนเพราะอาเซียนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย การรวมตัวกันอย่างใกล้ชิดที่มีการเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เส้นทางคมนาคม ระบบรถไฟฟ้า และโครงข่ายอินเตอร์เน็ต จะช่วยเพิ่มโอกาสทางด้านการค้าการลงทุนให้กับประเทศไทย เพราะไทยได้เปรียบประเทศสมาชิกอื่นเนื่องจากไทยมีที่ตั้งอยู่ใจกลางอาเซียนและยังสามารถเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งระหว่างประเทศสมาชิก โดยอาเซียนจะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองของไทยในเวทีโลกพร้อมกับการผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาของเพื่อนบ้านที่ส่งผลกระทบของไทย เช่น กรณีปัญหาพม่า และการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย









Leave your response!