Home » เรื่องน่ารู้กับอาเซียน

เรื่องน่ารู้กับอาเซียน ตอนที่ 3 ความสัมพันธ์อาเซียน-จีน

24 พฤษภาคม 2011 No Comment

               ความสัมพันธ์อาเซียน-จีนเริ่มเมื่อปี 2534 (1991) โดยในปี 2549 ได้มีการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน สมัยพิเศษ ที่นครหนานหนิง เพื่อฉลองการครบรอบ 15 ปีของความสัมพันธ์อาเซียน-จีน ผู้นำอาเซียนและจีนได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน สมัยพิเศษ ซึ่งเป็น        การกำหนดยุทธศาสตร์ในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับจีนใน 15 ปีข้างหน้า และยังเป็นประเทศคู่เจรจาประเทศแรกที่ภาคยานุวัติสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia – TAC) ในปี 2546 (2003) ซึ่งต่อมาญี่ปุ่นและสาธารณรัฐเกาหลีภาคยานุวัติ TAC ในปี 2547 (2004) และจีนได้แสดงความพร้อมที่จะลงนามในพิธีสารต่อท้ายสนธิสัญญาเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Protocol to the Treaty of Southeast Asia Nuclear Weapon-Free Zone) แต่อาเซียนมีท่าทีต้องการให้ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ลงนามพร้อมกันในคราวเดียวกัน

               ประเด็นปัญหาความมั่นคงรูปแบบใหม่ ซึ่งเป็นปัญหาข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค อาเซียนและจีนจึงได้ลงนามใน Joint Declaration of ASEAN and China on Cooperation in the Field of Non-Traditional Security Issues เมื่อปี 2545 (2002) และ Memorandum of Understanding in the Field of Non-Traditional Security Issues เมื่อปี 2547 (2004) เพื่อร่วมกันป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติใน 8 สาขา ได้แก่ การลักลอบค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ การปล้นสะดมภ์ทางทะเล การลักลอบค้าอาวุธ การฟอกเงิน การก่อการร้าย อาชญากรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และอาชญากรรมคอมพิวเตอร์

               ส่วนการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนจีนเป็นประเทศคู่เจรจาประเทศแรกที่ริเริ่มการจัดตั้ง โดยได้ลงนามใน ASEAN-China Framework Agreement on Economic Cooperation เมื่อปี 2545 (2002) ซึ่งวางเป้าหมายให้จัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีนกับประเทศสมาชิกอาเซียนเก่า 6 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และบรูไน ให้แล้วเสร็จภายในปี 2553 (2010) และประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่  4 ประเทศ คือ พม่า ลาว เวียดนาม และกัมพูชา  ให้แล้วเสร็จภายในปี 2558 (2015)  ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวทำให้ประเทศคู่เจรจาอื่นๆ ของอาเซียนหันมาริเริ่มจัดตั้งเขตการค้าเสรีกับอาเซียนด้วย ทั้งญี่และเกาหลีใต้ โดยญี่ปุ่นลงนาม Framework for Comprehensive Economic Partnership เมื่อปี 2546 (2003) และสาธารณรัฐเกาหลีลงนามใน Framework Agreement on Comprehensive Economic Cooperation เมื่อปี 2548 (2005)

               ความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้า (Agreement on Trade in Goods) ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน ครั้งที่ 8 เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2547 (2004) ที่เวียงจันทน์ ทั้งสองฝ่ายได้เริ่มลดภาษีสินค้า ประมาณ 5,000 รายการ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2548 (2005) โดยเป็นการลดภาษีแบบขั้นบันได คือ อัตราภาษีจะค่อยๆ ลดลงจนเหลือร้อยละ 0 ใน 5 ปี คือ ปี 2553 (2010) สำหรับประเทศสมาชิกอาเซียนเก่าและจีน ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้เร่งลดภาษีสินค้าเกษตรไม่แปรรูป โดยไทยเป็นประเทศที่ดำเนินการร่วมกับจีน ตั้งแต่ ต.ค. 2546 (2003) และลดภาษีเป็นศูนย์ไปเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2549 (2006) สำหรับประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่จะได้รับความยืดหยุ่นให้เปิดเสรีช้าออกไปอีก 5 ปี คือ จะลดภาษีในกลุ่มรายการสินค้าปกติในปี 2558 (2015)

               อาเซียนและจีนตกลงใช้กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าแบบสะสมวัตถุดิบร้อยละ 40 ภายใต้     การเปิดเสรีอาเซียน-จีน แต่ไทยผลักดันให้มีกฎเฉพาะของสินค้า (Product Specific Rules of Origin: PSR) เพื่อเป็นทางเลือก เนื่องจากสินค้าที่มีศักยภาพในการส่งออกของไทยบางรายการไม่ได้มีแหล่งกำเนิดตามกฎสะสมวัตถุดิบในภูมิภาคร้อยละ 40 โดยอาเซียนและจีนสามารถตกลงกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า รวมทั้งสิ้น 562 รายการ ได้แก่ สิ่งทอ ปลากระป๋อง (แซลมอนและแฮริ่ง) เครื่องหนัง ขนสัตว์ (wool) ของปรุงแต่งจากไขมัน ปลาแปรรูป (ยกเว้นปลาทูน่าตามประเภทย่อยพิกัด 1604.14) ไอศครีม รองเท้า ไข่มุก รายการสินค้าเหล็กประเภทสแตนเลสสตีล และพลาสติก เป็นต้น

               นอกจากนี้จีนยังเป็นแหล่งลงทุนที่สำคัญของอาเซียน โดยในปี 2548 (2005) มีมูลค่าการลงทุนเป็นจำนวนเงิน 3.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่การลงทุนของจีนในอาเซียนยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับมูลค่า  การลงทุนของอาเซียนในจีน โดยในปี 2549 (2006) มีมูลค่า 936.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การลงทุนโดยตรงของสาธารณรัฐเกาหลีเป็นมูลค่า 1.09 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และการลงทุนของญี่ปุ่นเป็นมูลค่า 10.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อาเซียนจึงพยายามสนับสนุนให้จีนเพิ่มการลงทุนในภูมิภาคให้มากขึ้น

เขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน (China-ASEAN Free Trade Area, CAFTA) มี 5 กรอบดังนี้

(1) การลดภาษีสินค้าแบบทันที (Early Harvest) ประกอบด้วยสินค้า 8 กลุ่มย่อย ได้แก่ สัตว์มีชีวิต เนื้อสัตว์ พืชมีชีวิต ดอกไม้ กล้วยไม้ ผัก ผลไม้ และนม สมาชิกจีน-อาเซียน จะลดภาษีให้เหลือ 0 ภายใน 3 ปีนับจาก พ.ศ.2546 โดยมีเงื่อนไขว่าหากประเทศใดประเทศหนึ่งไม่พร้อมที่จะลดภาษีในสินค้า 8 กลุ่มนี้ สามารถขอยกเว้นชั่วคราวได้

(2) ลดภาษีสินค้า แบ่งรายการสินค้าเป็น 2 กลุ่ม คือ Normal Track จะลดอัตราภาษีจนเหลือร้อยละ 0 และ 0-5 โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 และเสร็จสิ้นภายในปี พ.ศ.2553 สำ หรับประเทศสมาชิกเดิม 6 ประเทศ และภายใน พ.ศ. 2558 สำ หรับประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่ 4ประเทศ สินค้ากลุ่ม Sensitive track ไม่ต้องกำ หนดกรอบเวลาการลดภาษี แต่กำ หนดอัตราภาษีสุดท้าย

(3) เปิดเสรีการค้าบริการ

(4) เปิดเสรีด้านการลงทุน

(5) ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ได้แก่ เกษตร เทคโนโลยีสารสนเทศ การพัฒนา

ทรัพยากรมนุษย์ การลงทุน และการพัฒนาลุ่มแม่นํ้าโขง

Leave your response!

Add your comment below, or trackback from your own site. You can also subscribe to these comments via RSS.

Be nice. Keep it clean. Stay on topic. No spam.

You can use these tags:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

This is a Gravatar-enabled weblog. To get your own globally-recognized-avatar, please register at Gravatar.