เรื่องน่ารู้กับอาเซียน ตอนที่ 3 ความสัมพันธ์อาเซียน-จีน
ความสัมพันธ์อาเซียน-จีนเริ่มเมื่อปี 2534 (1991) โดยในปี 2549 ได้มีการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน สมัยพิเศษ ที่นครหนานหนิง เพื่อฉลองการครบรอบ 15 ปีของความสัมพันธ์อาเซียน-จีน ผู้นำอาเซียนและจีนได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน สมัยพิเศษ ซึ่งเป็น การกำหนดยุทธศาสตร์ในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับจีนใน 15 ปีข้างหน้า และยังเป็นประเทศคู่เจรจาประเทศแรกที่ภาคยานุวัติสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia – TAC) ในปี 2546 (2003) ซึ่งต่อมาญี่ปุ่นและสาธารณรัฐเกาหลีภาคยานุวัติ TAC ในปี 2547 (2004) และจีนได้แสดงความพร้อมที่จะลงนามในพิธีสารต่อท้ายสนธิสัญญาเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Protocol to the Treaty of Southeast Asia Nuclear Weapon-Free Zone) แต่อาเซียนมีท่าทีต้องการให้ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ลงนามพร้อมกันในคราวเดียวกัน
ประเด็นปัญหาความมั่นคงรูปแบบใหม่ ซึ่งเป็นปัญหาข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค อาเซียนและจีนจึงได้ลงนามใน Joint Declaration of ASEAN and China on Cooperation in the Field of Non-Traditional Security Issues เมื่อปี 2545 (2002) และ Memorandum of Understanding in the Field of Non-Traditional Security Issues เมื่อปี 2547 (2004) เพื่อร่วมกันป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติใน 8 สาขา ได้แก่ การลักลอบค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ การปล้นสะดมภ์ทางทะเล การลักลอบค้าอาวุธ การฟอกเงิน การก่อการร้าย อาชญากรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และอาชญากรรมคอมพิวเตอร์
ส่วนการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนจีนเป็นประเทศคู่เจรจาประเทศแรกที่ริเริ่มการจัดตั้ง โดยได้ลงนามใน ASEAN-China Framework Agreement on Economic Cooperation เมื่อปี 2545 (2002) ซึ่งวางเป้าหมายให้จัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีนกับประเทศสมาชิกอาเซียนเก่า 6 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และบรูไน ให้แล้วเสร็จภายในปี 2553 (2010) และประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่ 4 ประเทศ คือ พม่า ลาว เวียดนาม และกัมพูชา ให้แล้วเสร็จภายในปี 2558 (2015) ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวทำให้ประเทศคู่เจรจาอื่นๆ ของอาเซียนหันมาริเริ่มจัดตั้งเขตการค้าเสรีกับอาเซียนด้วย ทั้งญี่และเกาหลีใต้ โดยญี่ปุ่นลงนาม Framework for Comprehensive Economic Partnership เมื่อปี 2546 (2003) และสาธารณรัฐเกาหลีลงนามใน Framework Agreement on Comprehensive Economic Cooperation เมื่อปี 2548 (2005)
ความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้า (Agreement on Trade in Goods) ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน ครั้งที่ 8 เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2547 (2004) ที่เวียงจันทน์ ทั้งสองฝ่ายได้เริ่มลดภาษีสินค้า ประมาณ 5,000 รายการ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2548 (2005) โดยเป็นการลดภาษีแบบขั้นบันได คือ อัตราภาษีจะค่อยๆ ลดลงจนเหลือร้อยละ 0 ใน 5 ปี คือ ปี 2553 (2010) สำหรับประเทศสมาชิกอาเซียนเก่าและจีน ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้เร่งลดภาษีสินค้าเกษตรไม่แปรรูป โดยไทยเป็นประเทศที่ดำเนินการร่วมกับจีน ตั้งแต่ ต.ค. 2546 (2003) และลดภาษีเป็นศูนย์ไปเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2549 (2006) สำหรับประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่จะได้รับความยืดหยุ่นให้เปิดเสรีช้าออกไปอีก 5 ปี คือ จะลดภาษีในกลุ่มรายการสินค้าปกติในปี 2558 (2015)
อาเซียนและจีนตกลงใช้กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าแบบสะสมวัตถุดิบร้อยละ 40 ภายใต้ การเปิดเสรีอาเซียน-จีน แต่ไทยผลักดันให้มีกฎเฉพาะของสินค้า (Product Specific Rules of Origin: PSR) เพื่อเป็นทางเลือก เนื่องจากสินค้าที่มีศักยภาพในการส่งออกของไทยบางรายการไม่ได้มีแหล่งกำเนิดตามกฎสะสมวัตถุดิบในภูมิภาคร้อยละ 40 โดยอาเซียนและจีนสามารถตกลงกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า รวมทั้งสิ้น 562 รายการ ได้แก่ สิ่งทอ ปลากระป๋อง (แซลมอนและแฮริ่ง) เครื่องหนัง ขนสัตว์ (wool) ของปรุงแต่งจากไขมัน ปลาแปรรูป (ยกเว้นปลาทูน่าตามประเภทย่อยพิกัด 1604.14) ไอศครีม รองเท้า ไข่มุก รายการสินค้าเหล็กประเภทสแตนเลสสตีล และพลาสติก เป็นต้น
นอกจากนี้จีนยังเป็นแหล่งลงทุนที่สำคัญของอาเซียน โดยในปี 2548 (2005) มีมูลค่าการลงทุนเป็นจำนวนเงิน 3.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่การลงทุนของจีนในอาเซียนยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับมูลค่า การลงทุนของอาเซียนในจีน โดยในปี 2549 (2006) มีมูลค่า 936.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การลงทุนโดยตรงของสาธารณรัฐเกาหลีเป็นมูลค่า 1.09 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และการลงทุนของญี่ปุ่นเป็นมูลค่า 10.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อาเซียนจึงพยายามสนับสนุนให้จีนเพิ่มการลงทุนในภูมิภาคให้มากขึ้น
เขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน (China-ASEAN Free Trade Area, CAFTA) มี 5 กรอบดังนี้
(1) การลดภาษีสินค้าแบบทันที (Early Harvest) ประกอบด้วยสินค้า 8 กลุ่มย่อย ได้แก่ สัตว์มีชีวิต เนื้อสัตว์ พืชมีชีวิต ดอกไม้ กล้วยไม้ ผัก ผลไม้ และนม สมาชิกจีน-อาเซียน จะลดภาษีให้เหลือ 0 ภายใน 3 ปีนับจาก พ.ศ.2546 โดยมีเงื่อนไขว่าหากประเทศใดประเทศหนึ่งไม่พร้อมที่จะลดภาษีในสินค้า 8 กลุ่มนี้ สามารถขอยกเว้นชั่วคราวได้
(2) ลดภาษีสินค้า แบ่งรายการสินค้าเป็น 2 กลุ่ม คือ Normal Track จะลดอัตราภาษีจนเหลือร้อยละ 0 และ 0-5 โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 และเสร็จสิ้นภายในปี พ.ศ.2553 สำ หรับประเทศสมาชิกเดิม 6 ประเทศ และภายใน พ.ศ. 2558 สำ หรับประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่ 4ประเทศ สินค้ากลุ่ม Sensitive track ไม่ต้องกำ หนดกรอบเวลาการลดภาษี แต่กำ หนดอัตราภาษีสุดท้าย
(3) เปิดเสรีการค้าบริการ
(4) เปิดเสรีด้านการลงทุน
(5) ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ได้แก่ เกษตร เทคโนโลยีสารสนเทศ การพัฒนา
ทรัพยากรมนุษย์ การลงทุน และการพัฒนาลุ่มแม่นํ้าโขง









Leave your response!