นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ระบุนโยบายการรับจำนำข้าวมีทั้งข้อดีและข้อเสีย

  
     นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ระบุนโยบายการรับจำนำข้าวมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ไทยอาจจะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้เวียดนามและมีข้าวค้างสต็อกจำนวนมาก
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวถึงนโยบายการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2554 เป็นต้นไปว่า นโยบายดังกล่าวมีข้อดีคือจะทำให้ราคาข้าวสูงขึ้น อย่างไรก็ตามจะส่งผลกระทบอย่างแน่นอน โดยสหรัฐอเมริกาได้ประเมินตัวเลขส่งออกข้าวไทยหลังนโยบายรับจำนำจะหดตัวลงประมาณสองล้านตันในปีหน้า และอาจต้องสูญเสียตลาดให้เวียดนามและอินโดนีเซีย หรือประมาณการณ์รายได้จะหายไปประมาณร้อยละ 20 ประกอบกับสภาพภูมิอากาศปัจจุบันส่งผลให้ผลผลิตข้าวทั่วโลกเพิ่มขึ้นคาดว่าจะถึง 462 ล้านตันในปีหน้าขณะที่มีสัดส่วนการบริโภค 458 ล้านตัน ผลผลิตจะสูงกว่าความต้องการบริโภค ราคารับจำนำข้าวตันละ 15,000 บาทจะเป็นสิ่งจูงใจให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวเพิ่มมากขึ้น ประเทศไทยผลิตข้าวได้ปีละ 20 ล้านตัน บริโภคในประเทศ 10 ล้านตัน และส่งออกปีละ 10 ล้านตันโดยเฉลี่ย หากราคาสูงขึ้นลูกค้าจากประเทศต่าง ๆ ก็จะไปซื้อข้าวจากประเทศอื่น ส่งผลให้ข้าวในคลังเก็บเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และผลผลิตข้าวก็มีวันเสื่อมสภาพ จึงเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง โดยภาคเอกชนเห็นว่าการปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดหรือนโยบายการประกันราคาน่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า อยากให้มีการทบทวน ทั้งนี้เห็นว่านโยบายไม่ว่าจะเป็นรับจำนำหรือประกันราคา ไม่ได้เป็นลิขสิทธิ์ของใคร หากเป็นสิ่งดีก็ควรดำเนินการต่อได้
สำหรับการแก้ปัญหาด้วยการการแสวงหาความร่วมมือกับเวียดนามด้วยการเพิ่มราคาข้าวไม่มีทางเป็นไปได้ เนื่องจากเวียดนามไม่ต้องการเพิ่มราคาขายข้าว เนื่องจากเกรงจะส่งผลให้ราคาค่าครองชีพสูงขึ้นตามมา จึงเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายต้องวางมาตรการรองรับในส่วนนี้ด้วย
 
16 กันยายน 2554 , 15:34 น. , อ่าน 1197  

 ข่าวโดย   ธนวันต์ ชุมแสง สวท. เชียงใหม่