ภาคธุรกิจพม่าและไทยร่วมสัมมนากำหนดลู่ทางการค้าการลงทุน รองรับการเป็นประชาคมอาเซียน

  
     ภาคธุรกิจพม่าและไทยร่วมสัมมนากำหนดลู่ทางการค้าการลงทุน รองรับการเป็นประชาคมอาเซียน โดยนักธุรกิจชาวพม่าต้องการความร่วมมือจากภาคธุรกิจไทยในหลายสาขา
นายสุพจน์ กลิ่นปราณีต กรรมการสภาหอการค้าไทย และประธานคณะอนุกรรมการความร่วมมือด้านเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (พม่า) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีการประชุมสัมมนา “ลู่ทางการค้าและการลงทุนในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียร์มาร์ ” ณ กรุงย่างกุ้ง จัดโดย นายอภิรัฐ เหวียนระวี เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง เป็นความร่วมมือที่เกิดระหว่างนักธุรกิจชาวพม่า โดยเชิญ ผู้นำภาคเอกชนไทยที่มีศักยภาพ หลากหลายสาขา เข้าร่วมในการหารือ
ผลการสัมมนาโดยสรุป คือ ภาคธุรกิจชาวพม่ามีความต้องการที่จะให้นักธุรกิจชาวไทย เข้าไปร่วมมือทำการค้าให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน AEC ซึ่งพม่ามีสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จีน อินเดีย สิงคโปร์ และอยากสานความร่วมมือกับนักธุรกิจชาวไทยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจด้านสุขภาพ ปัจจุบันชาวพม่าต้องพึ่งการรักษาจากประเทศสิงคโปร์ เพราะความเชื่อมั่นในบุคลากร ในอนาคตอันใกล้อยากให้สถานบริการสุขภาพของไทย เช่น โรงพยาบาลสมิทติเวช โรงพยาบาลบำรุงราช ฯลฯ ที่มีชื่อเสียงทางด้านบริการ และการรักษาพยาบาลที่ดี ราคาถูกกว่าสิงคโปร์ให้ความร่วมมือ ทั้งนี้หมายรวมถึง เช่น มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ที่มีศักยภาพด้านการเรียนการสอนหลายสาขา อยู่ใกล้ด่านชายแดนแม่สายและมีนักศึกษาชาวพม่าจำนวนมาก ส่วนด้านการท่องเที่ยว ควรจะมีจุดหมายปลายทางใหม่ ทั้งให้บริการในด้านการรักษา การบริการท่องเที่ยวที่ต่อเนื่องไปยังญาติป่วย มีการเสนอการขยายสายการบินเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเส้นทาง เชียงใหม่- ย่างกุ้ง ที่เชื่อมต่อกับภาคเหนือของประเทศไทย รวมถึงเรืองระบบวีซ่าและกฎระเบียบการเข้าเมืองให้ลดขั้นตอนลงให้ง่ายกว่านี้ พม่าให้ความสำคัญกับด่านท่าขี้เหล็ก-แม่สาย มีนโยบายที่จะเปิดเป็นด่านการค้าสากล เนื่องจากเป็นด่านที่สามารถเชื่อมโยงไปยังนานาประเทศได้มาก ทั้งจีน ลาว เวียดนาม และไทย
ด้านการค้าการลงทุน พม่าอยากให้ไทย เน้นหนักธุรกิจท่าเรือน้ำลึกทวาย โดยมุ่งให้ความสำคัญที่ด่านสิงขร กาญจนบุรี ลงไปถึงระนอง เกาะสอง เชื่อมถึงมะริด ทวาย นอกจากนี้ยังได้พูดคุยเรื่องการจัดตั้งธนาคารกลางเพื่อแลกเปลี่ยนเงินตราสำหรับธุรกิจ โดยเห็นว่าเอกชนของทั้งสองฝ่ายควรมีการเจรจาร่วมกันบ่อยขึ้น อาจจะสามเดือนครั้ง เพื่อเอาประเด็นปัญหาการค้าระหว่างทั้งสองประเทศไปนำเสนอยังรัฐบาลของตน ประเด็นสำคัญ คือเรื่องปัญหาการเปิด-ปิดชายแดน ที่สร้างอุปสรรคให้แก่พ่อค้าชายแดนทั้งสองประเทศ ควรมีการกำหนดที่ชัดเจน โดยไม่มองประเด็นอื่นที่นอกเหนือจากการค้าเท่านั้น
 
19 กันยายน 2554 , 12:42 น. , อ่าน 1205  

 ข่าวโดย   ธนวันต์ ชุมแสง สวท. เชียงใหม่