รายงานพิเศษ เสียงสะท้อนจากชีวิตเด็กไร้สัญชาติ เพียงแค่ต้องการโอกาสทางการศึกษา

  
     รายงานพิเศษ เสียงสะท้อนจากชีวิตเด็กไร้สัญชาติ เพียงแค่ต้องการโอกาสทางการศึกษา เพื่อพัฒนาตนเอง และเป็นหนทางอยู่รอดในสังคม
ปัจจุบันภาคเหนือมีเด็กไร้สัญชาติหรือไม่ปรากฏสัญชาติอยู่เป็นจำนวนมาก จากข้อมูลของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555 มีเด็กไร้สัญชาติหรือไม่ปรากฏสัญชาติอยู่จำนวน 12,334 คน และบางโรงเรียนมีนักเรียนที่ไม่มีสัญชาติจำนวนมาก เช่น โรงเรียนเวียงแหงวิทยาคม จังหวัดเชียงใหม่ มีเด็กที่มีสถานะแต่ไม่ได้สัญชาติไทย จำนวน 226 คน และไม่มีสถานะอะไรเลย อีกจำนวน 5 คน และเด็กไร้สัญชาติ มีการดิ้นรนด้านการศึกษา หลายคนเข้าเรียนในสถานศึกษาที่คิดว่าเหมาะสมกับตนเอง เรียนสายอาชีพ บวชเรียน หรือรับการสงเคราะห์จากองค์กรการกุล แม้จะถูกมองจากสังคมว่าแปลกแยก บางคนรู้สึกว่าตนเองมีจุดด้อย และบางคนรับรู้ว่าถูกดูถูกจากสังคม ก็ตาม
นายสุทิต ซาจ๊ะ อายุ 18 ปี จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มเยาวชนรักษ์ลาหู่ อาศัยอยู่บ้านกองผักบึ้ง ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เล่าว่า ตนเป็นผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน เลขบัตรประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 0 แสดงถึงการเป็นบุคคลที่ไม่มีชื่อในระบบทะเบียนราษฎร แม้จะเคยตรวจ DNA เพื่อยืนยัน แสดงการเป็นบุตรของบิดา มารดา ผลออกมาถึงร้อยละ 99.99 แต่ตนก็ยังไม่ได้รับสถานะการมีสัญชาติ ซึ่งถือว่าด้อยโอกาสมากเกือบทุกเรื่อง ทั้งด้านการเดินทาง การศึกษา การใช้ชีวิต เพื่อนๆ หลายคนทำงานก็ถูกโกงค่าจ้างแรงงาน หรือได้ค่าแรงงานที่ต่ำกว่าคนทั่วไป ปัจจุบัน เดินหน้าทำโครงการหนังสั้น ร่วมกับมูลนิธิผู้ไร้พรมแดน เพื่อต้องการสะท้อนและขับเคลื่อนปัญหาของคนไร้สัญชาติให้เป็นที่ประจักษ์ และหวังว่า จากนี้ จะมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่แท้จริงลงพื้นที่ เพื่อลดขั้นตอนความยุ่งยากและความเสี่ยงต่อการถูกหลอกในทุกกระบวนการขอสัญชาติ
ขณะที่ นายธานัท แพทย์ชายแดน อาสาสมัครศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า ตนได้รับสัญชาติแล้วตามมาตรา 23 คือ ผู้ที่เกิดก่อนวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2535 จะได้รับสัญชาติ หรือ ถูกคืนสัญชาติให้ เลขบัตรประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 8 ทุกวันนี้ มีอิสระในการเดินทาง การศึกษา และการดำเนินชีวิตทุกประการ ได้รับสิทธิเหมือนคนไทยทั่วไป ทั้งนี้ ต้องการสะท้อนปัญหาที่เคยพบเจอ ครั้งยังไม่ได้รับสัญชาติว่า มีปัญหาทุกด้าน โดยเฉพาะด้านการศึกษา จริงแล้วคนไร้สัญชาติ มีศักยภาพ มีความต้องการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และอยากให้มีกองทุนสำหรับการช่วยเหลือเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติ ให้เข้าสู่การศึกษาในระดับอุดมศึกษา
ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จำลอง คำบุญชู หัวหน้าศูนย์ศึกษาเพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนล้านนา มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ผู้ดำเนินโครงการพัฒนาเครือข่ายการจัดการเชิงพื้นที่ในการวิเคราะห์สภาวการณ์และการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนภาคเหนือ กล่าวว่า ตนพร้อมคณะมีการลงพื้นที่ เพื่อแสดงความพร้อมขับเคลื่อนทุกด้าน และให้เกิดกองทุนเฉพาะเพื่อดูแลเด็กไร้สัญชาติ ซึ่งต้องเพิ่มการประสานงานกับทุกภาคส่วนให้มากขึ้น เพราะต้องเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ ต้องมีการสำรวจจำนวนที่แท้จริงของเด็กไร้สัญชาติในแต่ละโรงเรียน แต่ละพื้นที่ เพื่อผลักดันให้ได้รับสิทธิเพิ่มขึ้น โดยสังคมต้องตระหนักและเข้าใจร่วมกันว่า ยังมีเด็กด้อยโอกาสเช่นเด็กไร้สัญชาติอยู่ในสังคมไทย
แม้การขับเคลื่อนอาจต้องใช้เวลาอีกมาก เพราะแม้แต่ผู้มีสัญชาติไทยเอง ก็ยังต้องการสิทธิขั้นพื้นฐานในสังคมอีกมากมาย และยังมีผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่ห่างไกลอีกเป็นจำนวนมาก ที่รอรับการช่วยเหลือ แต่ผลที่ได้จากการขับเคลื่อนแต่ละครั้ง คือ การสร้างให้สังคมได้เห็นว่า เด็กไร้สัญชาติ หรือ คนไร้สัญชาติ นั้น มีอยู่จริง และยังต้องการสิทธิขั้นพื้นฐานเช่นคนไทยทั่วไป หากมองด้านสิทธิความเป็นมนุษย์ด้วยกัน การเอื้ออาทรกันในสังคม การลดการมองถึงความแปลกแยก คงทำให้ลดบรรยากาศความแตกต่างลงไปได้ สิ่งสำคัญ คือ ทุกเชื้อชาติ ต่างมองว่าการศึกษาสำคัญ เพราะเชื่อว่า การศึกษา จะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สร้างสังคมให้ดีขึ้น อย่างยั่งยืนได้
 
22 กุมภาพันธ์ 2556 , 13:21 น. , อ่าน 1274  

 ข่าวโดย   กนกรัตน์ ปัญญา สวท. เชียงใหม่