นายกรัฐมนตรี กล่าวสุนทรพจน์ ในพิธีเปิดการประชุมระดับผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ครั้งที่ 2

  
     นายกรัฐมนตรีกล่าวสุนทรพจน์ต่อผู้นำประเทศที่เข้าร่วมประชุมระดับผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ครั้งที่ 2 โดยเรียกร้องให้ทุกประเทศร่วมมือกันในการส่งเสริมความมั่นคงด้านน้ำ โดยเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นทาง และลดกิจกรรมของมนุษย์ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอากาศ
ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมระดับผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ครั้งที่ 2 พร้อมกล่าวสุนทรพจน์ โดยหยิบยกข้อเท็จจริงปริมาณน้ำบนโลกซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำเค็ม และน้ำจืดมีปริมาณสัดส่วนที่ต่ำกว่ามาก และนับวันมนุษย์ได้ใช้น้ำจืดอย่างสิ้นเปลือง ซ้ำยังทำลายแหล่งกำเนิดน้ำ ไม่ว่าจะด้วยการตัดไม้ทำลายป่า หรือทำให้สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ มีมลภาวะ จนทำให้เกิดภาวะโลกร้อนและปรากฏการณ์เรือนกระจก ส่งผลให้น้ำจืดที่เป็นน้ำสะอาดหดหาย เป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บ ในขณะที่น้ำทะเลเอ่อท่วมจากการที่น้ำแข็งขั้วโลกละลาย เกาะหลายเกาะ และแม้แต่ประเทศทั้งประเทศเสี่ยงต่อการจมหายไปในท้องสมุทร พร้อม ๆ กับที่พายุนานาประเภท ทั้ง เฮอร์ริเคน ทอร์นาโด ไซโคลน หรือพายุฝนธรรมดาได้ทวีความรุนแรงจนเกิดภัยพิบัติในบริเวณกว้างขวางอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยนักวิชาการด้านน้ำและระบบนิเวศน์เชื่อว่า วิกฤติของมนุษยชาติที่กำลังจะมาถึงจะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงด้านน้ำ ซึ่งในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศมีผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนในภูมิภาคเช่นกัน ซึ่งตามสถิติที่ปรากฏทวีปเอเชียมีประชากรคิดเป็นร้อยละ 60 ของประชากรโลก แต่การเข้าถึงน้ำของผู้คนคิดเป็นเพียงร้อยละ 30 ของปริมาณน้ำทั้งหมดในโลก และทุก 1 ใน 5 คนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ขาดการเข้าถึงน้ำดื่มสะอาดปลอดภัย ในขณะเดียวกันเอเชียยังคงเป็นภูมิภาคที่มีแนวโน้มที่จะเกิดภัยพิบัติเกิดขึ้นมากที่สุดในโลก ที่หลายคนเชื่อว่าศตวรรษนี้จะเป็นยุคทองของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกในมิติของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ความฝันนั้นจะเป็นจริงไม่ได้ หากไม่ร่วมกันแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำอย่างจริงจัง ในส่วนของประเทศไทยได้ดำเนินการตามแนวทางพระราชดำริขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงอุทิศพระวรกายมาโดยตลอดพระชนม์ชีพ เพื่อจัดการกับปัญหาน้ำของประชาชนชาวไทย การดำเนินการดังกล่าวจึงทำให้ได้รับความเชื่อมั่นทั้งจากชุมชนและภาคธุรกิจระดับโลกกลับคืนมา หลังจากที่เกิดภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ.2554 และปัจจุบันเศรษฐกิจของไทยได้เติบโตขึ้นถึงร้อยละ 6.4 ในปีที่แล้ว ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้เรียกร้องให้ทุกประเทศร่วมมือกันในการส่งเสริมความมั่นคงด้านน้ำ โดยเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นทาง และลดกิจกรรมของมนุษย์ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอากาศ รวมทั้งร่วมกันบริหารจัดการน้ำที่ดีและสร้างสรรค์ ซึ่งจะสามารถทำให้เกิดประโยชน์ต่อภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม ซึ่งจะนำไปสู่ความมั่งคั่งของประชาชนและประเทศอีกด้วย
 
20 พฤษภาคม 2556 , 17:06 น. , อ่าน 1174  

 ข่าวโดย   กนกรัตน์ ปัญญา สวท. เชียงใหม่