เวที พูดจาหาทางออกประเทศไทย ที่จังหวัดเชียงใหม่ จัดครบแล้ว 2 เวที

  
     เวที พูดจาหาทางออกประเทศไทย ที่จังหวัดเชียงใหม่ จัดครบแล้ว 2 เวที โดยเวทีแรกมีการแสดงความคิดเห็นเน้นหนักด้านการเมืองและสังคม เวทีที่ 2 เน้นแสดงความคิดเห็นด้านความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
ที่โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ประชาชนจากเขตเลือกตั้งที่ 3,4,8,9 และ 10 เข้าร่วมเสวนา เวที ประชาเสวนาหาทางออกประเทศไทย(พูดจาหาทางออกประเทศไทย) เวทีที่ 2 กว่า 1,100 คน ช่วงเช้ามีการบรรยายและร่วมสรุปประเด็นข้อคิดเห็นเพื่อเข้าสู่การแบ่งกลุ่มย่อยในช่วงบ่าย มีการแบ่งกลุ่มออกเป็น 11 กลุ่ม ใน 11 ประเด็น พร้อมเสนอทางออกของปัญหา ได้แก่ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม(คุณภาพชีวิตและการศึกษา) ความขัดแย้งของคนในชาติ นักการเมืองสร้างปัญหาและแสวงหาประโยชน์ ขาดคุณธรรมและจริยธรรม ความเคลือบแคลงในระบบนิติธรรม ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น การแทรกแซงจากองค์กรอิสระ/ขาดความเป็นกลาง สื่อไม่กลาง การกล่าวอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อประโยชน์ทางการเมือง การรวมศูนย์อำนาจที่มากเกินไป ความเข้าใจในประชาธิปไตยที่แตกต่างกัน และปัญหาจากการรัฐประหาร
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ปฐม ปฐมธนพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หัวหน้าคณะวิทยากรกระบวนการของจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ผลจากทั้ง 2 เวที คือ ประชาชนมีส่วนร่วมเป็นอย่างดี ในเวทีที่ 1 ภาพรวมมีการแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย เน้นการเมืองและสังคม เวทีที่ 2 ผลการแสดงความคิดเห็นเน้นด้านความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แต่ทุกความคิดเห็นได้เน้นวิธีการนำไปสู่ความปรองดอง สมานฉันท์ ตามเจตนารมณ์ของประเทศ และทั้ง 2 เวที มีความคิดเห็นไปในทางเดียวกันว่า ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ควรแก้ด้วยการปลูกฝังตั้งแต่สถานศึกษาระดับปฐมวัย และควรมีวาระแห่งชาติในบางเรื่อง เพื่อให้ยึดถือปฏิบัติในทิศทางเดียวกัน ไม่แปรเปลี่ยนไปตามสภาพทางการเมืองหรือปัจจัยอื่น
สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ แล้ว สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเพื่อขอให้รัฐมองถึงสิทธิที่เท่าเทียมที่ควรจะได้รับเช่นประชาชนคนอื่น ได้แก่ กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล โดยต่างมองว่า เวทีดังกล่าวเป็นเวทีที่ดี และควรพัฒนาให้มีเวทีย่อยในระดับชุมชนมากขึ้น เพื่อมีโอกาสสะท้อนปัญหาให้รัฐได้รับทราบ
 
30 มิถุนายน 2556 , 18:23 น. , อ่าน 1227  

 ข่าวโดย   กนกรัตน์ ปัญญา สวท. เชียงใหม่