สารคดี “เวทีพูดจาหาทางออกประเทศไทย จุดเริ่มต้นของความสมานฉันท์”

  
     เสียง ศาสตราจารย์(พิเศษ) ดร.ธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.) กล่าวถึง เวที ประชาเสวนาหาทางออกประเทศไทย หรือ เวทีพูดจาหาทางออกประเทศไทย ในฐานะเป็นเวทีจุดเริ่มต้นของการพูดคุยกันภายใต้ความขัดแย้ง ความเห็นต่าง ที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย การจัดเวที พูดจาหาทางออกประเทศไทย กำหนดจัดขึ้น 108 เวที ทั่วประเทศ ระหว่างเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2556 ระยะเวลาเวทีละ 1 วัน ในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่ กำหนดจัดใน 2 เวที ได้แก่ เวทีที่ 1 จัดขึ้นในวันที่ 16 มิถุนายน 2556 ผู้เข้าร่วมเสวนาจากเขตเลือกตั้งที่ 1,2,5, 6 และ 7 มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,000 คน เวทีที่ 2 วันที่ 30 มิถุนายน 2556 ผู้เข้าร่วมเสวนาจากเขตเลือกตั้งที่ 3,4,8,9 และ 10 มีผู้เข้าร่วมเสวนากว่า 1,100 คน ทั้ง 2 เวทีจัดขึ้นที่โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ปฐม ปฐมธนพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หัวหน้าคณะวิทยากรกระบวนการของจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ผลจากทั้ง 2 เวที คือ ประชาชนมีส่วนร่วมเป็นอย่างดี ในเวทีที่ 1 ภาพรวมมีการแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย เน้นการเมืองและสังคม เวทีที่ 2 ผลการแสดงความคิดเห็นเน้นด้านความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แต่ทุกความคิดเห็นได้เน้นวิธีการนำไปสู่ความปรองดอง สมานฉันท์ ตามเจตนารมณ์ของประเทศ และทั้ง 2 เวที มีความคิดเห็นไปในทางเดียวกันว่า ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ควรแก้ด้วยการปลูกฝังตั้งแต่สถานศึกษาระดับปฐมวัย และควรมีวาระแห่งชาติในบางเรื่อง เพื่อให้ยึดถือปฏิบัติเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่แปรเปลี่ยนไปตามสภาพทางการเมืองหรือปัจจัยอื่น สำหรับจังหวัดเชียงใหม่แล้ว สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเพื่อขอให้รัฐมองถึงสิทธิที่เท่าเทียมที่ควรจะได้รับเช่นประชาชนคนอื่น ได้แก่ กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล โดยต่างมองว่า เวทีดังกล่าวเป็นเวทีที่ดี และควรพัฒนาให้มีเวทีย่อยในระดับชุมชนมากขึ้น เพื่อเปิดโอกาสสะท้อนปัญหาให้รัฐได้รับทราบ
สำหรับความคิดเห็นของประชาชนทั้ง 2 เวที เช่น ด้านความขัดแย้งในสังคม ให้ยึดในหลวงเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ลดความเป็นตัวตนลง ด้านความเข้าใจในประชาธิปไตยที่แตกต่างกัน ให้ปฏิรูปการศึกษา รู้จักสาระของประชาธิปไตยที่แท้จริง ด้านความเคลือบแคลงในหลักนิติธรรม ให้ทุกฝ่ายยึดหลักนิติธรรม กฎหมายต้องถูกต้องเที่ยงธรรม ด้านนักการเมืองสร้างปัญหาและแสวงหาประโยชน์ ให้ต่อต้านการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเพื่อตัดวงจรการทุจริต ให้ความรู้ในสถานศึกษาที่ถูกต้องโดยเฉพาะเรื่องสิทธิในการถอดถอนที่ทำได้ ด้านปัญหาจากการรัฐประหาร ให้ยึดมั่นประชาธิปไตย ขจัดปัญหาคอร์รัปชั่นให้ได้เพราะเป็นบ่อเกิดของรัฐประหาร และการกล่าวอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อประโยชน์ทางการเมือง ให้มีกฎหมายควบคุมเด็ดขาด สื่อควรมีวิจารณญาณในการนำเสนอข่าว เป็นต้น
เวทีพูดจาหาทางออกประเทศไทย ทั้ง 108 เวที ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเสนอความเห็นร่วมกัน เพื่อหาวิถีทางของการปรองดอง หรือ คือการนับศูนย์และเริ่มต้นเดินพร้อมกันใหม่ และสิ่งที่ได้จาก 2 เวทีของจังหวัดเชียงใหม่ คือ การปลูกฝังด้านคุณธรรม จริยธรรม การรู้จักประชาธิปไตยให้ถ่องแท้ การให้รู้ถึงโทษของการทุจริต คอร์รัปชั่น ควรปลูกฝังตั้งแต่เด็ก จนจบการศึกษา เพราะจะเป็นแนวทางการแก้ปัญหาที่แน่นอนและมั่นคงที่สุด สำหรับผลที่ได้อีกประการหนึ่งจากเวทีร่วมแสดงความคิดเห็นดังกล่าว คือการเห็นพลังของคนเชียงใหม่ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นกันเนืองแน่น เพื่อให้เสียงเล็กๆ ของแต่ละคน ร่วมกับเสียงคนอีกนับแสนคนในประเทศ ในฐานะพลเมืองคนหนึ่งของไทย ที่แสดงออกถึงความต้องการให้ประเทศเกิดความปรองดองและสมานฉันท์
 
1 กรกฎาคม 2556 , 15:47 น. , อ่าน 1159  

 ข่าวโดย   กนกรัตน์ ปัญญา สวท. เชียงใหม่