รายงานพิเศษ โรงงานยาสูบเน้นพัฒนาคุณภาพใบยา หวังสร้างรายได้เข้าคลังเพิ่ม

  
     รายงานพิเศษ โรงงานยาสูบ ควบคุมคุณภาพวัตถุดิบจนผ่านมาตรฐานการผลิตระดับสากล นำหลักการ การปฏิบัติด้านเกษตรกรรมที่ดี(GAP) มาใช้เป็นมาตรการในการผลิตวัตถุดิบใบยา พร้อมเทียบชั้นต่างชาติ หวังช่วยลดต้นทุน สร้างกำไรแก่ชาวไร่อย่างยั่งยืน คาดว่า ในปี 2556 จะส่งรายได้เข้าคลังกว่า 6,400 ล้านบาท
นายต่อศักดิ์ โชติมงคล ผู้อำนวยการยาสูบ โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การเตรียมความพร้อมในการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียน ในปี 2558 นั้น ต่อไปตลาดบุหรี่จะใหญ่ขึ้น จากเฉพาะประชากรคนไทยจะขยายเป็นคนในภูมิภาคอาเซียน ทำให้ต้องหาแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยาสูบให้เทียบเท่ามาตรฐานโลก โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาคุณภาพวัตถุดิบที่ใช้ผลิตบุหรี่ ซึ่งมีใบยาสูบเป็นส่วนผสมหลัก มุ่งสู่แนวทางการผลิตใบยาและบุหรี่ที่มีคุณภาพหรือทำลายสุขภาพน้อยที่สุด
ผู้อำนวยการยาสูบ โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง กล่าวอีกว่า การสร้างสถานีทดลองยาสูบแม่โจ้ ก็เพื่อให้สถานีแห่งนี้มีภารกิจค้นคว้า ทดลอง วิจัยด้านยาสูบ โดยเฉพาะการหาวิธีการผลิตใบยาที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด ที่จะได้ใบยาที่มีคุณภาพดีเลิศ ในราคาที่แข่งขันได้ ภายใต้มาตรฐานของหลักการ GAP(Good Agricultural Practices) หรือ การปฏิบัติด้านเกษตรกรรมที่ดี ตามแนวทางของ CORESTA ซึ่งเป็นองค์กรที่สนับสนุนการค้นคว้า วิจัย เพื่อผลิตใบยาที่มีคุณภาพป้อนให้อุตสาหกรรมยาสูบ เพื่อสนับสนุน ส่งเสริมความร่วมมือในงานวิจัยเกี่ยวกับยาสูบในระดับนานาชาติ ล่าสุด โรงงานยาสูบได้จับมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อปรับรูปแบบการผลิตต้นกล้าวิธีใหม่ ด้วยการพัฒนากรรมวิธีและเครื่องมือในการพอกให้เมล็ดยาสูบที่จากเดิมมีขนาดเล็กให้มีขนาดใหญ่มากขึ้น เพื่อสามารถเพาะโดยตรงในกระบะชำ ภายใต้แนวคิด กล้าดี แค่คลิกเดียว ซึ่งหากสามารถทำได้ตามผลวิจัยจากพื้นที่เพาะปลูกทั้งประเทศ จะต้องใช้ต้นกล้า 540 ล้านต้น และจะลดค่าใช้จ่ายในการย้ายชำกว่า 50 ล้านบาท
ผู้อำนวยการยาสูบ โรงงานยาสูบ กล่าวด้วยว่า นอกจากนั้นแล้ว ยังมีการจัดการสารเคมีทางการเกษตรเพื่อให้เกิดความปลอดภัย ทั้งตัวเกษตรกรผู้ใช้สารเคมี ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จากการพัฒนาโรงบ่มประหยัดพลังงาน ซึ่งจะสามารถลดต้นทุนในการบ่มใบยาเวอร์ยิเนียได้กว่า 73,000 บาทต่อรายต่อปี หรือกว่า 54 ล้านบาท จากชาวไร่ 744 ราย และสามารถประหยัดเชื้อเพลิงในการบ่มปีละกว่า 30,000 ลูกบาศก์เมตร นอกจากนั้น ยังเพิ่มรายได้จากการรับจ้างอบพืชผลการเกษตรและช่วยชาวสวนลำไยลดการใช้ LPG ได้ถึงปีละ 0.58 ล้านกิโลกรัม เป็นมูลค่าปีละกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งสิ่งต่างๆ ที่โรงงานยาสูบได้ทำเหล่านี้ ท้ายที่สุดแล้ว ก็เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตบุหรี่ให้ได้ระดับมาตรฐานสากล ซึ่งกล้าพูดได้ว่าบุหรี่ของไทยหากเปรียบเทียบกับต่างประเทศ มาตรฐานถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่แตกต่างกัน ทั้งกระบวนการผลิต ยืนยันได้ว่า ไม่มีการเติมสารแอมโมเนีย หรือ เพิ่มฤทธิ์ของนิโคติน อย่างที่บริษัทบุหรี่ต่างประเทศบางบริษัทใช้กันอยู่ และยังมีขั้นตอนการกำจัดหรือดึงแอมโมเนียในกระบวนการผลิตด้วย
ผู้อำนวยการยาสูบ โรงงานยาสูบ ยังกล่าวด้วยว่า อีกภารกิจสำคัญของโรงงานยาสูบที่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง คือ การนำรายได้ส่งเข้ากระทรวงการคลัง ซึ่งปีนี้คาดว่าจะสามารถส่งรายได้เข้าคลังเป็นเงิน 6,400 ล้านบาท มียอดประมาณการจำหน่าย 67,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 62,390.14 ล้านบาท ในปี 2555 และมีกำลังการผลิต 32,000 ล้านมวน ซึ่งปัจจุบันบุหรี่ไทยที่ผลิตจากโรงงานยาสูบมีส่วนแบ่งตลาดในสัดส่วนร้อยละ 33 บุหรี่ต่างประเทศ(ถูกกฎหมาย)ร้อยละ 12 ส่วนบุหรี่หนีภาษีอยู่ที่ร้อยละ 10 ขณะที่บุหรี่มวนเอง มีสัดส่วนถึงร้อยละ 45
 
5 กรกฎาคม 2556 , 17:56 น. , อ่าน 1641  

 ข่าวโดย   กนกรัตน์-พงศกร สวท. เชียงใหม่