รายงานพิเศษ หนึ่งทศวรรษ วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก

  
     รายงานพิเศษ การสร้างคุณค่าให้กับตนเอง และกำลังใจจากคนรอบข้าง คือสิ่งสำคัญในการป้องกันการฆ่าตัวตาย วันที่ 10 กันยายน 2556 หนึ่งทศวรรษ วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก
องค์การอนามัยโลก(WHO) กำหนดให้ทุกวันที่ 10 กันยายน ของทุกปี เป็นวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก โดยประกาศครั้งแรก เมื่อปี 2546 และในปี 2556 ได้ให้คำขวัญว่า ตราบาปหรือรอยด่างทางจิตใจ เป็นอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่และสำคัญในการป้องกันการฆ่าตัวตาย ปัจจุบัน ประชากรโลกประมาณ 7 พันล้านคน องค์การอนามัยโลก คาดว่า น่าจะมีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จมากกว่า 1 ล้านคน จากสถิติ ปี 2551-2552 ทั่วโลก พบว่า มีคนฆ่าตัวตายประมาณ 8 แสน – 1 ล้านคนต่อปี เฉลี่ยมีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จ 1 คน ทุก 40 วินาที การฆ่าตัวตายได้ส่งผลกระทบต่อจิตใจคนในครอบครัว คนรอบข้าง ของผู้ตาย อีกประมาณ 5-10 ล้านคน สูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล ทั้งยังพบว่า ผู้ทำร้ายตนเองหรือพยายามฆ่าตัวตายไม่สำเร็จมีมากกว่าผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จประมาณ 10-20 เท่า จากการศึกษาพบว่า ผู้ทำร้ายตนเอง จะมีโอกาสทำซ้ำและประสบความสำเร็จ โดยมีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสำเร็จในระยะ 1 ปี หลังการทำร้ายตนเองครั้งแรก เพิ่มขึ้นเป็น 100 เท่าเมื่อเทียบกับประชากรทั่วไป และร้อยละ 10 ของผู้ทำร้ายตนเองจะจบชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตายในเวลาต่อมา
สำหรับประเทศที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก มีทั้งประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ได้แก่ กรีนแลนด์ เกาหลีใต้ คาซัคสถาน จีนและญี่ปุ่น ส่วนประเทศไทยอยู่ลำดับที่ 58 ของโลก มีอัตราการฆ่าตัวตายเฉลี่ยที่ 5.9 คนต่อประชากรแสนคน ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับกรีนแลนด์ ที่เป็นประเทศที่มีคนฆ่าตัวตายมากที่สุดในโลก อัตราเฉลี่ยเกือบ 100 คนต่อประชากรแสนคน จากการจัดอันดับสาเหตุการฆ่าตัวตายตามกลุ่มอายุ ในประเทศที่พัฒนาแล้ว การฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุอันดับ 1 ของการเสียชีวิตในประชากรกลุ่มอายุ 15-49 ปี แซงหน้าการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ โรคเอดส์ และอุบัติเหตุบนท้องถนน
สำหรับประเทศไทย พบว่า การฆ่าตัวตาย หรือ พยายามฆ่าตัวตาย เป็นปัญหาสำคัญของประเทศ ในปี 2555 มีคนไทยฆ่าตัวตายสำเร็จ จำนวน 3,985 คน เฉลี่ยแล้วมากกว่าวันละ 10 คน คิดเป็นอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จ 6.20 ต่อประชากรแสนคน มากกว่าปี 2554 ที่พบอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จ 6.03 ต่อประชากรแสนคน แต่ยังไม่เกินเป้าหมายที่กรมสุขภาพจิตตั้งไว้ 6.5 คนต่อประชากรแสนคน นายแพทย์วิชระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า สำหรับการเฝ้าระวังรายจังหวัด ยังมีพื้นที่น่าห่วง โดยเฉพาะภาคเหนือตอนบน บางจังหวัดมีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จสูงกว่าปี 2554 คือ เกิน 10 คนต่อประชากรแสนคน ได้แก่ จังหวัดเชียงราย 13.84 คนต่อประชากรแสนคน จังหวัดเชียงใหม่ 13.33 คนต่อประชากรแสนคน จังหวัดน่าน 15.09 คนต่อประชากรแสนคน และจังหวัดแม่ฮ่องสอน 13.92 คนต่อประชากรแสนคน
ทั้งนี้ สาเหตุหลักของผู้ฆ่าตัวตาย เกิดจากการป่วยด้วยโรคซึมเศร้า ซึ่งเป็นโรคทางจิตเวชที่พบได้มากขึ้น ทั้งในสังคมโลกและสังคมไทย นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยทางสังคมอื่นๆ เช่น ความรู้สึกผิดหวัง การป่วยด้วยโรคเรื้อรัง การเกิดปัญหารุนแรง หรือวิกฤตชีวิตที่จัดการไม่ได้ ตลอดจน ขาดการช่วยเหลือหรือประคับประคองด้านจิตใจเมื่อเกิดปัญหา จะเป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดปัญหาได้มากยิ่งขึ้น ดังนั้น วิธีการที่จะเป็นปัจจัยส่งเสริมที่ดี คือ การได้รับกำลังใจ ความเข้าอกเข้าใจจากคนในครอบครัว คนรอบข้าง ให้อภัยเมื่อผิดพลาด ให้การช่วยเหลือยามยากลำบาก จะสามารถปกป้องการฆ่าตัวตายได้ การสร้างสัมพันธภาพที่ดีในครบครัว จะทำให้สมาชิกรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ และรู้สึกไม่โดดเดี่ยว
 
9 กันยายน 2556 , 13:04 น. , อ่าน 1304  

 ข่าวโดย   กนกรัตน์ ปัญญา สวท. เชียงใหม่