ตำรวจกองปราบปรามสอบปากคำผู้เสียหายคดีอินทผาลัมกว่า30รายกว่า50ล้าน

  
     ตำรวจกองปราบสอบปากคำผู้เสียหายคดีฉ้อโกงหลอกให้เพาะกล้าเมล็ดพันธุ์อินทผาลัม ผู้เสียหาย เชียงใหม่ เชียงราย พะเยาและลำพูน กว่า 30 คน มูลค่าความเสียหายกว่า 50 ล้านบาท
ที่สถานีวิทยุเสียงสามยอด จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์ปฏิบัติการส่วนแยก กองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีกลุ่มผู้เสียหายจากจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา และลำพูน กว่า 30 คน ทยอยเดินทางมาให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ กรณีถูกเอกชนหลอกให้เพาะเมล็ดของต้นอินทผาลัม เอกชนดังกล่าวคือบริษัท พอเพียงพัฒนา วิสาหกิจชุมชน จำกัด ซึ่งมีนายทักษิณ ศรีรินทร์ เป็นเจ้าของบริษัท ภายหลังมีการเปลี่ยนชื่อเป็นนายสวัสดี ศรีเวียงพิงค์ พร้อมพวก บริษัทตั้งอยู่เลขที่ 214/2 หมู่ 6 ถนนเชียงใหม่-ดอยสะเก็ด ต.สันทรายน้อย อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ตามโครงการสวนเกษตร อินทผาลัม ได้เดินสายเปิดอบรมให้ความรู้ และเชิญชวน ให้ประชาชนลงทุนซื้อเมล็ดพันธุ์ อินทผาลัมเพื่อนำไปเพาะกล้า โดยทำสัญญาว่าจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ในราคาเมล็ดละ 30 บาท ให้เกษตรกรนำไปเพาะกล้าจนอายุครบ 6 เดือนจะรับซื้อต้นกล้าคืนในราคาต้นละ 60 บาท และหากยังไม่รับซื้อก็จะประกันราคาค่าดูแลต่อไปอีกเดือนละ 10 บาทต่อต้นจนกว่าจะรับซื้อคืน และทำสัญญาว่าห้ามซื้อขายต้นกล้าให้กับผู้ใดนอกจากกับทางบริษัท ทุกขั้นตอนมีการสร้างความน่าเชื่อถือ และอ้างเรื่องของทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ไร่พระราชทานพอเพียงพัฒนา โครงการเดิน ตามรอยเท้าพ่อ ประกอบกับเอกสารในการโฆษณาประชาสัมพันธ์โครงการ รวมทั้ง อ้างโลโก้ของธนาคาร ที่ร่วมสนับสนุนโครงการด้วย หลังจากเกษตรกรลงทุนปลูกแล้ว ทางบริษัทไม่มารับซื้อสอบถามเหมือนที่เคยสัญญาไว้
นายวิโรจน์ สลุลพันธ์ เกษตรกรในพื้นที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ลงทุนซื้อเมล็ดพันธุ์ 1 หมื่นเมล็ด รวม 3 แสนบาท ได้ต้นกล้ากว่า 6 พันต้น ไม่มีการสอบถามหรือรับซื้อแต่อย่างใด เมื่อสอบถามไปยังบริษัทก็บ่ายเบี่ยง ไม่กล้านำกล้าไม้ไปขายที่อื่นเนื่องจากติดสัญญากับทางบริษัท เงินทุนที่ลงไปก็ไม่ได้คืน และต้องดูแลต้นกล้า เมื่อมั่นใจว่าถูกหลอกแน่แล้วจึงได้เข้าแจ้งความกับกองปราบเพื่อขอความเป็นธรรม
ขณะที่นายบุญมี อุทธโยธา ชาวอำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา ได้ลงทุนไปกว่า 3 แสนบาท ต้องแบกรับภาระหนี้สินเงินกู้ บริษัทได้นำนำต้นกล้าที่เพาะแล้วกว่า 2 พันต้นไปโดยไม่จ่ายเงิน ขณะที่พบว่าบริษัทก็ยังเปิดดำเนินการอย่างต่อเนื่องมีเหยื่อที่ไม่ทราบยังเข้าไปซื้อเมล็ดพันธุ์มาปลูกอีก แต่เมื่อเข้าไปทวงถามกลับได้รับคำตอบว่าเป็นคนละส่วนกันกับบริษัทเก่า ให้ไปตามเรื่องเอง เชื่อว่ายังมีกระบวนการที่ไม่ชอบมาพากลอยู่
ด้าน พ.ต.อ.ธนาวุฒิ ท้วมสมบูรณ์ ผู้กำกับการกองบังคับการ 4 ตำรวจกองปราบ กล่าวว่า เบื้องต้นมีผู้ได้รับความเสียหายจากคดีนี้ในพื้นที่ 3 จังหวัดคือเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา และลำพูน กว่า 30 ราย โดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่มีผู้ได้รับความเสียหายมากที่สุด รวมมูลค่าทั้งหมดประมาณ 50 ล้านบาท และยังมีผู้มาแจ้งความเพิ่มอย่างต่อเนื่องล่าสุดตำรวจกองปราบได้ออกหมายเรียก ตัวกรรมการผู้จัดการมาแล้ว 1 ครั้ง แต่มีเพียงตัวแทนมาให้ปากคำ โดยจะมีการออกหมายเรียกอีกครั้งหากยังไม่มาพบก็จะมีการออกหมายจับ
สำหรับโครงการดังกล่าวเป็นโครงการระยะยาว ต้องใช้เวลาในการเพาะกล้ากว่า 6 เดือนเต็ม คาดว่ายังจะมีผู้เสียหายเข้ามาเพิ่มเติมอีกอย่างแน่นอน
 
8 ตุลาคม 2556 , 16:48 น. , อ่าน 1454  

 ข่าวโดย   ธนวันต์ ชุมแสง สวท. เชียงใหม่