รายงานพิเศษ ลดเค็มครึ่งหนึ่ง คนไทยห่างไกลโรค

  
     รายงานพิเศษ ลดเค็มครึ่งหนึ่ง คนไทยห่างไกลโรค โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูง ฆาตกรเงียบ ที่มาแบบแบบไม่มีสัญญาณเตือน
รสเค็ม เป็นอีกรสชาติหนึ่งที่ทำให้อาหารอร่อยขึ้น จนคนส่วนใหญ่เผลอใจ ติดรสเค็มโดยไม่รู้ตัว ตามหลักโภชนาการ คนเราสามารถรับประทาน น้ำมัน น้ำตาล และเกลือ น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น เช่น คนในวัยผู้ใหญ่ควรได้รับโซเดียมประมาณวันละ ๒๓๐ มิลลิกรัม หรือ ประมาณ ๑ ใน ๑๐ ของ ๑ ช้อนชา เท่านั้น หากรับประทานอาหารรสเค็มจัดที่ได้จากเกลือโซเดียม มากกว่า ๖ กรัมต่อวัน หรือมากกว่า ๑ ช้อนชาขึ้นไป เป็นประจำ จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมองแตก โรคหัวใจ ไตวาย และ โรคกระดูกพรุน ขณะเดียวกันคนที่เริ่มเป็นโรคต่างๆ ข้างต้นนั้น ก็ต้องระมัดระวังอาหารที่มีโซเดียมสูงอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ในโรคที่เป็นอยู่ หรือกลายเป็นโรคเรื้อรังที่รักษายาก และอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต ถ้าไม่ระมัดระวังในเรื่องของรสชาติอาหารที่รับประทานเข้าไป
นายกันต์นธีร์ ตาคำ นักโภชนาการ CDT งานโภชนาการ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ กล่าวว่า โดยทั่วไปแล้ว แร่ธาตุที่เรียกว่า โซเดียม ก็มีอยู่ในอาหารที่คนเรารับประทานเข้าไปอยู่เป็นประจำบ้าง ทั้งเนื้อสัตว์ พืชผักต่างๆ อาหารแปรรูป หรือ อาหารที่ผ่านการถนอมอาหาร การปรุงรสชาติอาหารเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผงชูรส หรือ โมโนโซเดียมกลูตาเมต ที่มีคุณสมบัติในการเป็นสารเพิ่มรสชาติอาหาร ทั้ง 4 รส คือ รสหวาน รสเค็ม รสเปรี้ยว และรสขม ให้เด่นชัดมากขึ้น ในการศึกษาทางเภสัชวิทยาเกี่ยวกับรสชาติอาหาร พบว่าผงชูรสสามารถกระตุ้น Glutamate Receptor แล้วทำให้เกิดรสชาติเฉพาะตัวที่เรียกว่ารสอูมามิ (Umami) ซึ่งเป็นรสที่ 5 ที่มนุษย์สามารถรับรู้ได้และมีเอกลักษณ์แตกต่างจากรสชาติพื้นฐานทั้ง 4 ที่กล่าวไป ส่วนอาหารอีกชนิดหนึ่งที่เรามองข้าม คือ ขนมขบเคี้ยวที่มีสารปรุงแต่งรสชาติหลัก หรือ โซเดียม และผงชูรส ซึ่งหากรับประทานเข้าไปเป็นประจำทุกวัน โดยเฉพาะเด็กหรือกลุ่มวัยรุ่นก็จะทำให้ร่างกายได้รับโซเดียมเกินปริมาณที่กำหนด
ส่วนโทษที่เกิดจากการกินเค็ม หรือที่เรียกว่าโซเดียม ที่ร่างกายได้รับในปริมาณที่มากเป็นระยะเวลานาน ก็จะมีผลต่อ ระบบเมตาบอลิก metabolism เช่น โรคไต โรคความดันโลหิต โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคอ้วน และโรคอื่นๆ ตามมา ถือเป็นฆาตกรเงียบ มาแบบแบบไม่มีสัญญาณเตือน กว่าจะรู้ตัว ก็ปรากฏว่า เป็นโรคความดันโลหิตสูงไปเสียแล้ว โรคนี้เป็นแล้วไม่หายขาด ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย ถ้าผู้ป่วยรายใด มีวินัยในการกินตามที่แพทย์แนะนำ ก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้ อย่างปกติสุข แต่หากละเลยการดูแลตัวเอง ในที่สุดก็จะมีโรคอื่นแทรกซ้อนตามมา ทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่อยากเจ็บป่วย หรือเป็นโรคอยู่แล้วและอยากให้อาการดีขึ้น คือ ต้องหัดรับประทานอาหารรสจืดให้ได้เป็นปกติ กินอาหารรสจัดให้น้อยลง ลดเค็มครึ่งหนึ่ง คนไทยจะห่างไกลโรค
 
9 มีนาคม 2557 , 18:48 น. , อ่าน 1241  

 ข่าวโดย   กนกรัตน์ ปัญญา สวท. เชียงใหม่