แพทย์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เตือน ระวังงูพิษกัด ช่วงฤดูฝน

  
     แพทย์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เตือน ประชาชนระวังงูพิษกัดช่วงฤดูฝน เนื่องจาก พบผู้ป่วยจำนวนมากเข้ารับการรักษา บางรายถึงขั้นเสียชีวิต
ศาสตราจารย์นายแพทย์ไพฑูรย์ ณรงค์ชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านพิษวิทยาและอาจารย์ประจำภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ช่วงนี้เป็นฤดูฝนและมีสภาพอากาศร้อนชื้น เหมาะต่อการอยู่อาศัยของสัตว์มีพิษหลายชนิดโดยเฉพาะงู ทั้งยังพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ที่ต้องทำนา ทำไร่ ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการพบสัตว์มีพิษได้ง่าย และอยู่ห่างไกลจากโรงพยาบาลในตัวเมือง ทั้งนี้ ในส่วนของโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ผู้ป่วยที่เข้ามารักษามักอาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง บางรายอาการไม่รุนแรงมากนักเนื่องจากถูกส่งตัวมาพบแพทย์โดยเร็ว และมีวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ถูกต้องมาก่อนแล้ว อย่างไรก็ตาม ทุกปียังพบว่ามีผู้เสียชีวิตจากการถูกงูพิษกัดจำนวนมาก
สำหรับงูพิษที่มีความสำคัญทางการแพทย์ มีคนถูกกัดอยู่บ่อยๆ มี 7 ชนิด ได้แก่ งูเห่า งูจงอาง งูกะปะ งูเขียวหางไหม้ งูแมวเซา งูสามเหลี่ยม งูทับสมิงคลา และงูทะเล โดยทั่วไปจำแนกพิษของงูได้ 4 ประเภท ได้แก่ พิษต่อระบบประสาท คือ พิษของงูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยม งูทับสมิงคลา ผู้ที่ได้รับพิษกล้ามเนื้อจะเป็นอัมพาตของ ทำให้หยุดหายใจและเสียชีวิต พิษต่อโลหิต คือ พิษของงูแมวเซา งูกะปะ งูเขียวหางไหม้ ทำให้มีเลือดออกตามผิวหนัง เหงือก อาเจียนเป็นเลือด พิษต่อกล้ามเนื้อ ได้แก่ พิษงูทะเล ทำอันตรายต่อกล้ามเนื้อ ปวดกล้ามเนื้อมาก ปัสสาวะสีดำเนื่องจากกล้ามเนื้อถูกทำลาย และพิษต่อกล้ามเนื้อหัวใจ ได้แก่ พิษงูเห่า ทำให้การเต้นของหัวใจผิดปกติ บางรายรุนแรงถึงเสียชีวิต อีกทั้ง ยังพบว่างูพิษที่กัดคนไทยมากที่สุด คือ งูกะปะ ซึ่งมีชุกชุมมากในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคเหนือ แต่งูประเภทนี้จะอยู่ตามพื้นดิน กัดได้ไม่สูง วิธีป้องกัน ต้องหลีกเลี่ยงการเดินในที่แคบหรือบริเวณที่รกมีหญ้าสูง ถ้าจำเป็นต้องเดินผ่าน ควรใส่รองเท้าบู๊ทหุ้มข้อเท้า สวมกางเกงขายาว เสื้อแขนยาว อีกอย่างที่สำคัญ ประชาชนเองควรมีความรู้ในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อป้องกันและทำการรักษาชีวิตของผู้ป่วยได้ทันเวลา ประการแรกผู้ที่ถูกกัดต้องตั้งสติให้ดีไม่ควรวิ่งไปมา เพราะจะทำให้พิษกระจายได้เร็วขึ้น ต่อมาควรล้างแผลด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือล้างแผล และใช้เชือกหรือผ้ามัดเหนือบริเวณแผลที่ถูกงูกัดประมาณ 1 ข้อ มัดให้แน่นพอสมควร(ใช้นิ้วสอดได้พอดี) และใช้ไม้ช่วยดามไว้ ในระหว่างนำส่ง ทุก 15 ถึง 20 นาทีก็คลายผ้าที่มัดไว้ประมาณ 1-2 นาที แล้วมัดใหม่ ที่สำคัญ คือ ห้ามดูดพิษจากแผลที่ถูกงูกัดเพราะผู้ที่ถูกงูกัดถ้ายิ่งดูดแผล ยิ่งเพิ่มพื้นที่ ที่จะทำให้พิษกระจายเข้าสู่กระแสเลือดได้เร็วมากขึ้น ยิ่งเป็นอันตรายต่อผู้ที่ถูกงูกัด ดังนั้น ประชาชนที่ต้องทำงานใกล้พื้นที่เสี่ยงควรเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น และมีความรู้ความเข้าใจในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อที่จะได้ปลอดภัยจากสัตว์มีพิษดังกล่าว
 
26 มิถุนายน 2557 , 15:49 น. , อ่าน 1194  

 ข่าวโดย   กนกรัตน์ ปัญญา สวท. เชียงใหม่