สวนสัตว์เชียงใหม่ ต้อนรับลูกนกกระเรียนมงกุฎเทา 2 สมาชิกใหม่ ในช่วงปิดภาคเรียน

  
    สวนสัตว์เชียงใหม่ เตรียมต้อนรับน้อง ๆ ในช่วงปิดภาคเรียน ด้วยลูกนกกระเรียนมงกุฎเทานกประจำชาติของประเทศยูกันดา 2 สมาชิกใหม่
นายนิพนธ์ วิชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสวนสัตว์เชียงใหม่ เปิดเผยว่า สวนสัตว์เชียงใหม่ ได้สมาชิกใหม่ เป็นลูกนกกระเรียนหงอนพู่ หรือนกกระเรียนมงกุฎเทา นกประจำชาติของประเทศยูกันดา ได้ฟักไข่ออกลูกมาเพิ่มอีก 2 ตัว ที่จุดแสดงบริเวณทางเข้าสวนชมนกนครพิงค์ เบื้องต้นสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ดี แต่ยังไม่ทราบเพศ นับว่าเป็นความสำเร็จในการเพาะขยายพันธุ์นกกระเรียนหงอนพู่ของสวนสัตว์เชียงใหม่ใน ขณะนี้สวนสัตว์เชียงใหม่มีนกชนิดนี้รวมทั้งสิ้น 13 ตัว โดยจะเปิดให้ นักเรียน ประชาชนและนักท่องเที่ยว สามารถเข้าชมได้ที่จุดแสดงบริเวณทางเข้าสวนชมนกนครพิงค์
สำหรับนกกระเรียนหงอนพู่หรือนกกระเรียนมงกุฎเทา (Grey crowned crane) พบในทุ่งหญ้าสะวันนาในทวีปแอฟริกาทางใต้ของทะเลทรายซาฮารา ทำรังในพื้นที่เปียกชื้น เป็นนกขนาดใหญ่ บนหัวมีหงอนพู่เป็นเส้นตรงสีขาวนวล โคนหงอนอยู่ตรงท้ายทอยเป็นกระจุก ปลายบานออกเป็นทรงกลม หน้าผากถึงโคนจมูกมีขนละเอียดสีดำสนิทเป็นก้อนเหมือนกำมะหยี่ แก้มทั้งสองข้างเป็นหนังสีแดงมีแต้มขาวอยู่ตอนบน คอ หน้าอก หลัง หาง และท้องสีดำปีกครึ่งหน้าสีขาว ครึ่งหลังสีน้ำตาลแดง ปลายปีกดำ ขายาวสีเทาแก่ เพศผู้ตัวใหญ่กว่าเล็กน้อย มีการจับคู่ผสมพันธุ์ที่ประกอบไปด้วยการเต้นรำ การก้มตัว และการกระโดด มันเปล่งเสียงร้องจากการขยายตัวของถุงลมสีแดงที่คอ ทำให้เสียงร้องของมันต่างจากนกกระเรียนชนิดอื่น นอกจากนี้ ยังเป็นนกที่มีสายตาไกล และไวมาก ชอบอยู่เป็นฝูง หากินตามทุ่งกว้างที่มีน้ำและกอหญ้าหรือบึงหนองในป่าที่ห่างไกลผู้คน นกกระเรียนมงกุฎเทาวางไข่ครั้งละ 2-5 ฟอง พ่อและแม่ช่วยกันฟักไข่และใช้เวลา 28-31 วันจึงฟักเป็นตัว ลูกนกขนจะขึ้นเต็มที่ใน 56-100 วัน มีความสูงประมาณ 1 เมตร หนัก 3.5 กิโลกรัม ขนลำตัวเป็นสีเทา ปีกมีสีขาวเด่น ที่หัวมีพู่ขนแข็งสีทอง แก้มสีขาวมีถุงลมที่คอสีแดง ปากสั้นสีเทา และขาสีดำ กินเมล็ดพืช ผัก ผลไม้ หอย ปู ปลา และแมลงต่างๆ ที่ไม่มีกระดูกสันหลังเป็นอาหาร
สำหรับในประเทศไทย นกกระเรียนมงกุฎเทา หรือนกกระเรียนหงอนพู่มีจัดแสดงที่สวนสัตว์เชียงใหม่ อีกทั้งยังเป็นนกประจำชาติของประเทศยูกันดา ปรากฏอยู่ในธงชาติและตราแผ่นดินด้วย
 
5 ตุลาคม 2559 , 16:29 น. , อ่าน 1245  

 ข่าวโดย   พิมลกัลย์ เดชะชัย