สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่เตือนประชาชนเฝ้าระวังโรคติดต่อทางเดินอาหาร..

  
    นักวิชาการสาธารณสุข สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ แนะประชาชนดูแลสุขภาพในช่วงหน้าร้อนยึดหลักกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ เพื่อหลีกเลี่ยงโรคติดต่อทางเดินอาหารและน้ำ.. นางสุธีรัตน์ มหาสิงห์ นักวิชาการสาธารณสุข ชำนาญการ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่เปิดเผยว่า ขณะนี้หลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ เริ่มมีอุณหภูมิสูงขึ้น ส่งผลให้เชื้อโรคเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว อาจทำให้เกิดโรคระบาดได้หลายชนิด จากรายงานสถานการณ์โรคติดต่อทางอาหารและน้ำ งานระบาดวิทยา ฝ่ายควบคุมและป้องกันโรคติดต่อ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงเดือนมกราคม–มีนาคม 2561 พบว่า ประชาชนป่วยด้วย โรคอุจจาระร่วงจำนวน 8,283 ราย พบมากที่สุดในกลุ่มอายุ 0-4 ปี, 15-24 ปีและ 25-34 ปี ตามลำดับ อำเภอที่พบอัตราป่วยสามอันดับแรก ได้แก่ อ.เมืองเชียงใหม่, อ.สันป่าตอง และ อ.สันทราย ส่วนโรคอาหารเป็นพิษ จำนวน 1,106 ราย พบมากที่สุดในช่วงอายุ 15-24 ปี, 0-4 ปี และ 25-34 ปี ตามลำดับ อำเภอที่พบอัตราป่วยสามอันดับแรก ได้แก่ อ.เมืองเขียงใหม่, อ.สารภี และ อ.สันทราย ตามลำดับ ซึ่งล้วนเป็นโรคที่ติดต่อผ่านทางการรับประทานอาหารและดื่มน้ำทั้งสิ้น ทั้งนี้ สาเหตุส่วนใหญ่ของผู้ป่วยโรคอาหารเป็นพิษ เกิดจากการดื่มน้ำ หรือ รับประทานอาหารที่ไม่สะอาด ปรุงสุก ๆ ดิบ ๆ หรือปรุงไว้นานแล้ว อาการของผู้ป่วยที่สังเกตได้ คือ ถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำติดต่อกันหลายครั้ง ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ ผู้ป่วยอาจมีอาการช็อก และหมดสติได้ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคอุจจาระร่วง คือ การรับประทานอาหารโดยยึดหลัก “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ ใช้ช้อนกลางเมื่อรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น รวมถึง ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ ทั้งก่อนและหลังประกอบอาหาร และหลังขับถ่าย นอกจากนี้ ควรเลี่ยง 10 เมนูอาหารเสี่ยงในช่วงหน้าร้อน ได้แก่ 1.ลาบ/ก้อยดิบ 2.ยำกุ้งเต้น 3.ยำหอยแครง/ยำทะเล 4.ข้าวผัดโรยเนื้อปู 5.อาหารหรือขนมที่มีส่วนประกอบของกะทิสด 6.ขนมจีน 7.ข้าวมันไก่ 8.ส้มตำ 9.สลัดผัก และ 10.น้ำแข็งที่ผลิตไม่ได้มาตรฐาน หากพบว่าคนในบ้านเจ็บป่วยด้วยโรคอุจจาระร่วง ควรรักษาเบื้องต้นด้วยการดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ โดยกินทีละน้อยแต่บ่อยๆหรือกินทุกครั้งที่มีการถ่ายเหลวไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง หากอาการไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์
 
17 มีนาคม 2561 , 10:39 น. , อ่าน 96  

 ข่าวโดย   ธิติมา พันรอด