โรงพยาบาลนครพิงค์ยืนยันว่าจะให้การรักษาเด็กที่กลืนตะปูควงลงไปในระบบทางเดินอาหารโดยปล่อยให้ขับถ่ายออกมาเอง

  
    
โรงพยาบาลนครพิงค์ยืนยันว่าจะให้การรักษาเด็กที่กลืนตะปูควงลงไปในระบบทางเดินอาหารโดยปล่อยให้ขับถ่ายออกมาเองเนื่องจากยังไม่มีปัญหาใด ๆ แต่ก็พร้อมจะผ่าตัดทันทีหากมีอาการผิดปกติ
จากการที่เด็กหญิงไทยอายุ 8 เดือน ชาวอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ได้ถูกส่งตัวจากโรงพยาบาลดอยสะเก็ดด้วยเรื่องกลืนตะปูควงลงไป โดยมารดาของเด็กเล่าว่า เมื่อวันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา ขณะเด็กคลานเล่นอยู่กับพื้นบ้านและได้หยิบตะปูควงที่ตกอยู่บนพื้นเข้าปาก มารดาพยายามจะล้วงออก แต่เด็กได้กลืนลงไปเสียก่อน หลังกลืนลงไปเด็กมีอาการอาเจียน 1 ครั้ง มารดาจึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลดอยสะเก็ด ทางโรงพยาบาลดอยสะเก็ดจึงส่งตัวเด็กมารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลนครพิงค์ เชียงใหม่ และจากการที่ แพทย์โรงพยาบาลนครพิงค์ ได้ตรวจร่างกายอย่างละเอียดแล้ว พบเด็กร่าเริงดี ไม่ร้องงอแง ไม่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ผลจากการตรวจทางรังสี พบวัตถุทึบแสงลักษณะคล้ายตะปูควงในท้องของเด็ก ซึ่งทางทีมศัลยแพทย์และกุมารแพทย์โรงพยาบาลนครพิงค์ได้ประเมินแล้ว เห็นว่าสิ่งแปลกปลอมที่เด็กได้กลืนลงไปน่าจะลงไปอยู่ในกระเพาะอาหารหรือลำไส้แล้ว ซึ่งตามหลักการรักษาทางการแพทย์ สิ่งแปลกปลอมที่กลืนผ่านหลอดอาหารลงไปแล้ว มักจะสามารถผ่านออกทางทวารหนักได้โดยใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน แพทย์จึงได้แนะนำมารดาของเด็กให้คอยเฝ้าดูอุจจาระของเด็กที่ถ่ายออกมาทุกครั้ง
แต่อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่สิ่งแปลกปลอมเป็นวัตถุที่มีปลายแหลมและเป็นเงี่ยงโดยเฉพาะเข็มกลัดซ่อนปลายที่อ้าอยู่ อาจติดค้างอยู่ในลำไส้ส่วนใดส่วนหนึ่งได้ ซึ่งศัลยแพทย์จะทำการผ่าตัดนำสิ่งแปลกปลอมนั้นออกทางช่องท้อง โดยในกรณีของเด็กหญิงผู้นี้ คณะแพทย์จะเฝ้าดูอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา หากมีอาการผิดปกติเช่นลำไส้อุดตันหรือวัตถุไปขีดข่วนทำอันตรายต่อลำไส้ของคนไข้ ก็พร้อมที่จะทำการผ่าตัดเปิดช่องท้องเอาสิ่งแปลกปลอมออกมาทันที
ทีมงานแพทย์โรงพยาบาลนครพิงค์ยังได้เตือนพ่อแม่เด็กที่มีอายุอยู่ในช่วง 8 เดือน ถึง3 ปี ด้วยว่า เด็กอยู่ในช่วงที่เขาจะมีความสามารถในการหยิบคว้าสิ่งของได้เอง และมีความสุขกับการหยิบสิ่งของเข้าปาก เด็กในช่วงนี้เริ่มสามารถเคลื่อนไหวไปไหนมาไหนได้ด้วยตนเองแล้ว บิดามารดาควรเก็บสิ่งของที่มีขนาดเล็กที่เด็กพอจะหยิบเข้าปากและกลืนลงไปได้ให้พ้นมือเด็ก แต่หากบุตรหลานของท่านกลืนสิ่งแปลกปลอมเข้าไปแล้ว ขอย่าได้ตกใจ ถ้าเด็กไม่มีอาการไอมากหรือหอบเหนื่อย แสดงว่าสิ่งแปลกปลอมนั้นได้ลงไปในระบบทางเดินอาหารแล้ว และอาจติดค้างอยู่ที่ใดที่หนึ่งในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งแพทย์สามารถบอกได้ว่าติดอยู่ที่ส่วนใด ถ้าสิ่งแปลกปลอมนั้นทึบแสงโดยการเอ็กซ์เรย์ ถ้าสิ่งแปลกปลอมติดค้างอยู่ในหลอดอาหารส่วนบนแพทย์จะใช้กล้องส่องลงไปในหลอดอาหารแล้วใช้คีมคีบออกมา สำหรับสิ่งแปลกปลอมที่ผ่านลงไปถึงกระเพาะอาหารแล้ว ร้อยละ 90 จะออกมาพร้อมกับอุจจาระทางทวารหนักได้เอง
 
25 มกราคม 2550 , 14:35 น. , อ่าน 1171  

 ข่าวโดย   พยนต์ ยศสุพรหม สวท. เชียงใหม่