สถานการณ์โรคชิคุนกุนยา ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน

  
    สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ เผยโรคชิคุนกุนยาเป็นโรคมีความรุนแรง แต่ไม่อันตราย แนะนำผู้ป่วยพักผ่อนให้เพียงพอ ป้องกันมิให้ยุงกัด และปฏิบัติตามมาตรการ 3 เก็บป้องกัน 3 โรค
นายสวาท ชลพล นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ เปิดเผยว่า สถานการณ์โรคไข้ปวดข้อยุงลายหรือชิคุนกุนยา(Chikungunya)ในปีนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 26 มิถุนายน 2562 ทั่วประเทศพบผู้ป่วยทั้งหมด 3,794 ราย จาก 27 จังหวัด คิดเป็นอัตราป่วย 5.8 คนต่อแสนประชากร ในกลุ่มอายุ 25 - 30 ปี 35 - 40 ปีและ 15 - 20 ปี ซึ่งโดยปกติจะพบการระบาดทางภาคใต้มากสุด สำหรับพื้นที่ภาคเหนือตอนบนมีผู้ป่วยในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และแม่ฮ่องสอน ซึ่งพบในกลุ่มอายุ 55 – 60 ปี 45 – 50 ปี และ 35 – 40 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใหญ่ อาการของโรค มักคล้ายกับโรคไข้เลือดออก คือมีไข้สูงเฉียบพลัน มีผื่นแดงขึ้นตามร่างกาย อาจมีอาการคันร่วมด้วย บางรายอาจมีตาแดง แต่ไม่พบจุดเลือดออกในตาขาว สิ่งที่แตกต่างจากโรคไข้เลือดออก คือเชื้อไวรัสชิคุณกุนยาจะไม่ทำให้พลาสม่าหรือน้ำเลือด รั่วออกนอกเส้นเลือด ส่วนใหญ่จึงไม่ทำให้ผู้ป่วยช็อคได้ แต่สร้างความทุกข์ทรมาน การปวดตามข้อ และข้ออักเสบ ส่วนใหญ่ข้อที่ปวดจะปวดจะเป็นข้อเล็กๆ เช่น ข้อมือ ข้อเท้า โดยเปลี่ยนตำแหน่งการปวดไปเรื่อยๆ อาการปวดอาจจะมากจนผู้ป่วยเคลื่อนไหวข้อไม่ได้ อาการปวดยาวนานต่อเนื่องถึง 12 สัปดาห์ โดยที่บางรายอาจมีอาการซ้ำเป็นปี
ทั้งนี้ การรักษาโรคไข้ปวดข้อยุงลาย ใช้หลักการเดียวกันกับ โรคไข้เลือดออก คือ การรักษาแบบประคับประคอง และป้องกันภาวะแทรกซ้อน ร่วมกับป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไวรัสชิคุณกุนยา สำหรับการรักษาแบบประคับประคองตามคำแนะนำของแพทย์ ได้แก่ การให้ยาลดไข้ แก้ปวด การให้สารน้ำให้เพียงพอ พักผ่อนให้เพียงพอ ป้องกันมิให้ยุงกัด ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และปฏิบัติตามมาตรการ 3 เก็บป้องกัน 3 โรค หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422
 
1 กรกฎาคม 2562 , 10:05 น. , อ่าน 24  

 ข่าวโดย   เสาวณัฐ มูลสม