รอง ผวจ.เชียงใหม่ชี้แจงการขอพระราชทานอภัยโทษต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดและผู้อื่นไม่สามารถยื่นขอแทนได้

  
     รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ชี้แจงแนวทางการขอพระราชทานอภัยโทษตาม กฎหมาย ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดที่คดีถึงที่สุดแล้ว และผู้กระทำความผิดหรือผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องโดยตรงเท่านั้นที่จะยื่น ได้
นายไพโรจน์ แสงภู่วงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่กล่าวถึง กรณีการยื่นขอพระราชทานอภัยโทษที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้ว่า ตามกฎหมายแล้วการขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 191 ซึ่งบัญญัติว่า “พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ” และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 259 - 267 ซึ่งผู้มีสิทธิยื่นเรื่องทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษได้ จะต้องเป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้รับโทษประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ หรือริบทรัพย์สิน หรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว เช่น บิดา มารดา บุตร ภรรยา ญาติที่เกี่ยวข้องใกล้ชิด ไม่รวมถึงทนายความซึ่งไม่ใช่ผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง ทั้งนี้เนื่องจากที่ผ่านมามีการกระทำหลายอย่างที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ส่งผลให้ประชาชนส่วนหนึ่งเกิดความสับสน
รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่กล่าวว่า สำหรับหลักในการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษนั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ประเภททั่วไปกรมราชทัณฑ์เป็นผู้ดำเนินการเนื่องในโอกาสสำคัญเป็นประจำทุกปี และประเภทเฉพาะราย ซึ่งแบ่งเป็น 2 ลักษณะคือผู้ที่ได้รับการตัดสินให้ประหารชีวิตให้ยื่นภายใน 60 วัน และลักษณะทั่วไป ซึ่งสามารถยื่นได้ทันทีหลังคดีสิ้นสุด โดยอาจยื่นด้วยตนเอง ผู้เกี่ยวของโดยตรงและสถานทูตกรณีเป็นบุคคลต่างชาติ โดยยื่นได้ที่เรือนจำ กรมราชทัณฑ์ หรือสำนักราชเลขาธิการ อย่างไรก็ตาม ทุกกรณีจะต้องผ่านการพิจารณาจากกรมราชทัณฑ์ แล้วส่งเรื่องต่อไปยังกระทรวงยุติธรรมเพื่อพิจารณานำความขึ้นกราบบังคมทูล ต่อไป
 
4 สิงหาคม 2552 , 17:15 น. , อ่าน 1207  

 ข่าวโดย   พยนต์ ยศสุพรหม สวท. เชียงใหม่