ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ขอให้อุปทูตซาอุดิอาระเบียประจำประเทศไทยอดทนรอขั้นตอนการพิจารณาของศาล กรณีคดีการหายตัวไปของนักธุรกิจซาอุดิอาระเบีย

  
     ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ขอให้อุปทูตซาอุดิอาระเบียประจำประเทศไทยอดทนรอขั้นตอนการพิจารณาของศาล กรณีคดีการหายตัวไปของนักธุรกิจซาอุดิอาระเบีย โดยกล่าวหาพนักงานสอบสวนคดีพิเศษสร้างหลักฐานเท็จ
พลตำรวจโทสมคิด บุญถนอม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เปิดเผยว่า กรณีคดีการหายตัวไปของนักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบีย ที่ตนตกเป็นจำเลยนั้น คดีดังกล่าวเกิดเมื่อปี พ.ศ.2533 คดียุติเมื่อปี พ.ศ.2536 ศาลสั่งไม่ฟ้อง ตนพ้นข้อกล่าวหาและรับราชการมาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2552 ก่อนหน้าที่พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจะพ้นหน้าที่เพียง 1 วัน ได้รวบรวมพยานหลักฐานอ้างว่าพบพยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแห่งคดี ขอออกหมายจับ แต่ศาลอาญาได้ออกหมายเรียกแทน ซึ่งตนก็ได้แสดงความบริสุทธิ์ มอบตัวสู้คดี โดยศาลอาญาจะนัดสืบพยานปากแรกในเดือนพฤศจิกายน 2553 โดยขอให้อุปทูตซาอุดิอาระเบีย ประจำประเทศไทย อดทนรอขั้นตอนการพิจารณาของศาล แล้วจะพบว่ากระบวนการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีพิรุธ โดยได้อ้างชื่อพันตำรวจเอกทวี สอดส่อง พันตำรวจเอกสุชาติ วงศ์อนันตชัย และพันตำรวจโทเบญจพล จันทวรรณ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้ร่วมกันจับกุมตัวพันตำรวจโทสุวิชชัย แก้วผลึก จำเลยที่หลบหนีหมายจับของศาลมีนบุรี ในคดีร่วมกันฆ่านายฉัตรดำรงพรรณ เฉลิมชัยภัค เชื้อพระวงศ์ลาว เหตุเกิดที่ท้องที่สถานีตำรวจโคกคาม เมื่อปี พ.ศ. 2544 นำมาเป็นพยานอีกครั้งเพื่อกลับคำให้การ โดยกล่าวว่าพันตำรวจโทสุวิชชัย เป็นผู้นำพยานหลักฐานเป็นแหวนของกลางของนักธุรกิจซาอุดิอาระเบียผู้ตาย ซึ่งเก็บไว้ไปมอบให้พนักงานสอบสวน หลังจากนั้นได้ปล่อยตัวพันตำรวจโทสุวิชชัยหลบหนีไปทั้ง ๆ ที่มีหมายจับของศาล ซึ่งหากไม่สามารถตามตัวพันตำรวจโทสุวิชชัยมาเบิกความพิสูจน์ความจริงได้ก็จะเกิดปัญหาบานปลายสู่ปัญหาอื่นอีก จึงขอให้ติดตามตัวมาให้ได้เพื่อพิสูจน์ความจริง
ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 กล่าวในตอนท้ายว่า สำหรับการสอบพยานคดีดังกล่าวตนไม่รู้สึกหนักใจ เพราะมีพยานหลักฐานที่รวบรวมและสามารถเอาผิดกับผู้กล่าวหาที่สร้างหลักฐานเท็จ และสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้
 
22 กันยายน 2553 , 16:42 น. , อ่าน 1170  

 ข่าวโดย   ธนวันต์ ชุมแสง สวท. เชียงใหม่