กรมหม่อนไหมส่งเสริมเกษตรกรไทยให้เลี้ยงไหมเพื่อสืบสานภูมิปัญญาและสร้างมูลค่าสู่ตลาดโลก

  
    กรมหม่อนไหมส่งเสริมเกษตรกรให้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้มากขึ้น เนื่องจากไหมขาดตลาด โดยพบว่าที่ผ่านมาสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศกว่า 4 หมื่นล้านบาทต่อปี
นายประทีป มีศิลป์ รองอธิบดีกรมหม่อนไหมเปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมกับกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมที่จะส่งเสริมและสนับสนุนการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของเกษตรกรไทย ซึ่งไหมมีราคาสูงขึ้นมากและเกิดการขาดแคลนในปัจจุบัน ต้องนำเข้าจากประเทศจีนเป็นหลัก รองลงมาคือเวียดนามและญี่ปุ่น ซึ่งไหมที่คุณภาพดีที่สุดอยู่ที่จีน กอปรกับจีนได้ลดการส่งออกเส้นไหม ทำให้ผู้ประกอบการในไทยบางรายซื้อผ้าไหมจากจีน และนำมาแอบอ้างประทับตราว่าเป็นผ้าไหมไทยออกจำหน่าย ส่งผลเสียกับภาพลักษณ์และชื่อเสียงของประเทศ
รองอธิบดีกรมหม่อนไหมกล่าวว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในประเทศไทยประมาณ 100,000 ราย โดยเป็นเกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากที่สุด สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นล้านบาทต่อปี ฉะนั้น จึงควรส่งเสริมและสนับสนุนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
ช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีความต้องการเส้นไหม 2,000-3,000 ตัน แต่ปีนี้ลดจำนวนลง มูลค่าการนำเข้า 600 ล้านบาท และยอดการส่งออก 1,000 ล้านบาท คาดการณ์อีก 5 ปียอดส่งออกประมาณ 5,000 ล้านบาท ซึ่งประเทศไทยส่งออกให้สหรัฐอเมริกามากที่สุดถึงร้อยละ 23 และประเทศในแถบยุโรป ซึ่งมีความชื่นชอบและให้ความสำคัญกับงานหัตถกรรมเป็นพิเศษ สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของไหมไทยที่ได้ขึ้นทะเบียน ได้แก่ ไหมยกดอกลำพูนกับสมาคมแชมเปญฝรั่งเศส ไหมแพรวากาฬสินธุ์กับประเทศอิตาลี และไหมมัดหมี่ชนบทกับประเทศในแถบยุโรป ผ้าไหมของไทยที่มีคุณภาพดีจะได้ประทับตรานกยูงพระราชทาน ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยจากสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทั้งนี้ ผ้าไหมไทยประทับตรานกยูงพระราชทานจำหน่ายอยู่ใน 37 ประเทศ ซึ่งมีตรา 4 ชนิด คือ นกยูงสีทอง สีเงิน สีน้ำเงินและสีเขียว
 
23 มีนาคม 2554 , 16:58 น. , อ่าน 1209  

 ข่าวโดย   ธนวันต์ - ชมพูนุท สวท. เชียงใหม่