Back to Homeย้อนกลับ


กระบวนการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๓๑๓

            รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ หมวด ๑๒ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๑๓[1] บัญญัติให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะกระทำได้ก็แต่โดยญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอโดย ๑. คณะรัฐมนตรี ๒. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือ ๓. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของทั้งสองสภา  บุคคลหรือองค์กรอื่น ๆ ไม่สามารถเสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ นอกจากนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะเสนอหรือร่วมเสนอญัตติได้ต่อเมื่อพรรคการเมืองที่ตนสังกัดมีมติให้เสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญด้วย โดยรัฐสภาจะเป็นผู้พิจารณาญัตติการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นสามวาระ นอกจากนี้ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมีข้อจำกัดห้ามมิให้แก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ

เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

            ในชั้นการยกร่างและพิจารณามาตรา ๓๑๓ นี้ มีประเด็นพิจารณาที่สำคัญ ๓ ประเด็นคือ ๑. สมควรกำหนดให้ประชาชนจำนวนหนึ่งมีสิทธิเสนอญัตติในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหรือไม่ ๒. สมาชิกวุฒิสภาจำนวนเท่าใดจึงสมควรมีสิทธิในการเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเอกเทศ ๓. สมควรกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะเสนอญัตติได้ต่อเมื่อพรรคการเมืองที่ตนสังกัดมีมติให้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่

            ในประเด็นที่ ๑ เนื่องจากในต้นร่างรัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติให้ประชาชนมีสิทธิในการเข้าชื่อเพื่อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จึงมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่ที่อภิปรายเสนอให้เพิ่มเติมให้ประชาชนมีสิทธิในการเข้าชื่อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญด้วย[2] ทั้งนี้โดยให้เหตุผลว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับประชาชน ประชาชนมีส่วนร่วมด้วยเป็นอย่างมากและรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ให้สิทธิแก่ประชาชนห้าหมื่นคนในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ด้วย จึงไม่มีเหตุผลที่จะไม่ให้มีสิทธิเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่อาจใช้จำนวนที่สูงขึ้นซึ่งจะเป็นจำนวนเท่าใดก็มีการเสนอกันหลากหลาย อาทิ หนึ่งล้านคน ห้าแสนคน แสนห้าหมื่นคน แสนคน อย่างไรก็ตามในที่สุดได้มีมติไม่เห็นชอบด้วยในการเพิ่มให้ประชาชนมีสิทธิเสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ[3] 

            ในประเด็นที่ ๒ ในต้นร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติให้สมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภาสามารถเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้โดยเอกเทศ แต่ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ได้มีการพิจารณาว่าจำนวนหนึ่งในห้าของวุฒิสภาคือ ๔๐ คนนั้นเป็นจำนวนที่น้อยเกินไปเมื่อเปรียบเทียบกับหนึ่งในห้าของสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเท่ากับ ๑๐๐ คน จะทำให้วุฒิสภาสามารถเสนอญัตติขอแก้ไขได้ง่ายเกินไป[4] จึงมีการนำเสนอสองทางเลือกคือ ปรับจำนวนขึ้นให้เหมาะสม หรือให้สมาชิกวุฒิสภาจะเสนอได้ต้องรวมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องปรับตัวเลขให้ยุ่งยาก และในที่สุดที่ประชุมได้มีมติให้เลือกแนวทางกำหนดให้สมาชิกวุฒิสภาจะเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ต้องไปเสนอร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีจำนวนรวมกันไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของทั้งสองสภา[5]ดังที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ[6] 

            ในประเด็นที่ ๓ ต้นร่างได้กำหนดหลักการให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะเสนอหรือร่วมเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ต่อเมื่อพรรคการเมืองที่สังกัดอยู่ต้องมีมติให้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย  ต่อมาในชั้นพิจารณาได้มีการเสนอให้ตัดกรณีที่กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะเสนอญัตติได้ต่อเมื่อพรรคการเมืองที่ตนสังกัดมีมติให้เสนอออก[7] แต่ในท้ายที่สุดก็ให้คงมีหลักการนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญ

            วิธีการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่มาตรา ๓๑๓ บัญญัติไว้นี้ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนเสนอญัตติในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ของประเทศไทยอาจกล่าวได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีเจตนารมณ์ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ง่าย กล่าวคือ

๑.     รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้กำหนดในบทเฉพาะกาล[8]ไว้เลยว่า เมื่อครบห้าปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ องค์กรตามรัฐธรรมนูญต่าง ๆ ได้แก่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจทำรายงานเสนอความเห็นต่อรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้ได้[9] 

๒.   ญัตติในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้กำหนดจำนวนไว้เพียงหนึ่งในห้าของ ส.ส. และ ส.ว.ซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่มากเมื่อเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ จะพบว่ารัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆนั้นกำหนดจำนวนที่จะเสนอไว้มากกว่าที่รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐  กำหนด[10] 

๓.    ในการพิจารณาของรัฐสภาในญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ได้กำหนดให้ใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งในการพิจารณา แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ จะกำหนดไว้มากกว่า อาทิสองในสาม[11] หรือ สามในสี่[12] 

            สภาพข้อเท็จจริงโดยทั่วไปก่อนวิกฤตการเมืองในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ ก็คือ ได้มีองค์กร สถาบัน หน่วยงาน ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ สื่อมวลชน ประชาชนผู้สนใจจำนวนมาก[13] ได้มีการเสนอความเห็น บทความ ผลการศึกษาวิจัยต่อสาธารณะถึงประเด็นต่าง ๆ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ฝ่ายบริหารคือรัฐบาลซึ่งครองเสียงข้างมากโดยเด็ดขาดในขณะนั้นให้ความสนใจไม่มากเท่าที่ควรหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งไม่มีนโยบายในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จึงทำให้ไม่มีการเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจากคณะรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสังกัดพรรครัฐบาล

            อย่างไรก็ตาม ตามวิธีการในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มาตรา ๓๑๓ บัญญัติไว้ ยังเปิดช่องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนหนึ่งในห้า คือจำนวน ๑๐๐ คนสามารถเสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญด้วย แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจหรือมีนโยบายที่ชัดเจนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายที่ไม่ได้เป็นรัฐบาลซึ่งมีรวมกันทั้งสิ้น ๑๐๐ กว่าคนแต่อย่างใดเช่นเดียวกัน

กระบวนการในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหลังวิกฤตการเมือง

            อันเนื่องมาจากและต่อเนื่องหลังจากวิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ ได้มีกระแสเรียกร้องต้องการให้มีการปฏิรูปการเมือง และแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาก พรรคการเมืองต่าง ๆ ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลได้มีเจตจำนงตรงกันในการจัดให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

ในส่วนวิธีการในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น ได้มีข้อเสนอที่แตกต่างหลากหลาย อาทิ

๑.                          ข้อเสนอของพรรคไทยรักไทย

พรรคไทยรักไทยไม่ประสงค์จะให้คณะรัฐมนตรีหรือรัฐสภาเป็นผู้เสนอแก้ไข แต่อยากให้ประชาชนเป็นผู้พิจารณาในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ดังนั้นภารกิจแรกจึงต้องแก้ไขมาตรา ๓๑๓ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบันเพื่อให้ประชาชนมีสิทธิเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้และเมื่อได้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว แนวทางที่พรรคไทยรักไทยนำเสนอก็คือให้มีการทำประชามติในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นโดยไม่ต้องนำมาให้รัฐสภาพิจารณาเห็นชอบ

ในส่วนกระบวนการให้ได้คนกลางมาทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้อาศัยแนวทางของกฎหมายสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมเป็นหลัก โดยให้มีตัวแทนจากภาคเศรษฐกิจ สังคม ข้าราชการ ให้ไปเลือกกันมาในทุกจังหวัด โดยใช้ฐานจังหวัดเหมือนกรณีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เมื่อได้จำนวนที่หลากหลายอาชีพมาแล้ว อาทิประมาณ ๒,๐๐๐ คน ก็ให้มาเลือกกันเองให้เหลือ ๑๐๐ คน  ให้หลากหลายอาชีพที่สุด  ส่วนอีก ๒๐ คนจะมาจากผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ซึ่งจะมาจากจังหวัด ๆ ละ ๑ คน รวมเป็นคนกลางทั้งสิ้น ๑๒๐ คน

๒.                        ข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคมหาชน

พรรคประชาธิปัตย์และพรรคมหาชน ได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ...) พ.ศ. .. โดยมีสาระสำคัญให้แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๓๑๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ โดยมีสาระสำคัญโดยสรุปดังนี้[14] 

ก.     มาตรา ๓๑๓/๑ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกชื่อว่า “คณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ” ประกอบด้วยกรรมการซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งจำนวน ๗ คน แบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภทคือ

            ประเภทที่หนึ่ง ได้แก่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญกฎหมายรัฐธรรมนูญ ๕ คน สองคนประธานองคมนตรีถวายชื่อตามคำแนะนำของคณะองคมนตรี หนึ่งคนประธานวุฒิสภาถวายชื่อตามคำแนะนำของสมาชิกวุฒิสภา และอีกสองคนประธานสภาผู้แทนราษฎรถวายชื่อ โดยคนหนึ่งตามคำแนะนำของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาล และอีกคนหนึ่งตามคำแนะนำของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคการเมืองฝ่ายค้าน

            ประเภทที่สอง ได้แก่กรรมการที่มีประสบการณ์ทางการเมืองที่ประธานองคมนตรีถวายชื่อตามคำแนะนำของคณะองคมนตรีจากผู้ที่เคยเป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้วจำนวน ๒ คน

            ให้มีประธานและรองประธานคณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งจากกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ โดยการถวายชื่อโดยประธานองคมนตรีตามคำแนะนำของคณะองคมนตรี            

การถวายรายชื่อบุคคลให้กระทำผ่านประธานองคมนตรีภายใน สามสิบวันนับแต่วันที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ใช้บังคับ และให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธาน รองประธานและกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ

            ข. มาตรา ๓๑๓/๒ บุคคลที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็นกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ ต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น และภายในสามปีนับแต่วันพ้นจากตำแหน่งกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ ห้ามมิให้บุคคลดังกล่าวสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาหรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น และห้ามมิให้เป็นข้าราชการการเมือง

            ค. มาตรา ๓๑๓/๓ คณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ มีหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการออกเสียงเป็นประชามติ และเมื่อผ่านความเห็นชอบโดยประชามติแล้วให้นำขึ้นทูลเกล้าฯ  ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศบังคับใช้เป็นรัฐธรรมนูญ

            ง. มาตรา ๓๑๓/๔ และมาตรา ๓๑๓/๕ การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของประธานกรรมการ และให้ประธานกรรมการมีอำนาจกำหนดระเบียบ หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการปฏิบัติงานได้ และมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน ที่ปรึกษา หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อสนับสนุนการทำงานได้ และให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเป็นหน่วยธุรการของคณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ

            จ. มาตรา ๓๑๓/๖ ให้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญพร้อมเอกสารประกอบร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จเป็นวาระแรกภายในหกเดือนนับแต่วันที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง

๓.                         ข้อเสนอของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตได้เสนอแนะแนวทางการดำเนินการวางระบบการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เหมาะสม โดยมีกระบวนการดังต่อไปนี้[15] 

ก.     จัดให้มี “คณะกรรมการศึกษาวิจัยการเมืองเพื่อการแก้ไขและเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ” โดยองค์ประกอบของคณะกรรมการควรมีที่มาจากนักวิชาการในมหาวิทยาลัยในสาขาต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถและมีความเป็นกลางมากที่สุด 

ข.     จัดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เพื่อจะทำให้กระบวนการทำงานของ “คณะกรรมการศึกษาวิจัยการเมืองเพื่อการแก้ไขและเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ” ดำเนินไปอย่างรอบคอบมากขึ้น

ค.     จัดตั้ง “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ” เพื่อทำการร่างรัฐธรรมนูญตามแนวทางที่ “คณะกรรมการศึกษาวิจัยการเมืองเพื่อการแก้ไขและเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ” ได้วางไว้ โดยคณะกรรมการดังกล่าวควรมีที่มาจากนักวิชาการด้านกฎหมายมหาชน

ง.       จัดตั้ง “สภาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ” ซึ่งมีที่มาจากการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ครึ่งหนึ่งและจากการเลือกตั้งของประชาชนอีกครึ่งหนึ่ง โดยไม่มีอำนาจแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ แต่สามารถอภิปรายและให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมได้

จ.      รับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญที่ได้จัดทำแล้วฉ.     ทบทวนร่างรัฐธรรมนูญเป็นขั้นตอนการนำร่างรัฐธรรมนูญกลับสู่การพิจารณาของ “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ” เพื่อดำเนินการปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญภายหลังการรับฟังความคิดเห็นของสภาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ” และประชาชน

ช.     อนุมัติรัฐธรรมนูญโดยการลงประชามติเป็นขั้นตอนการนำร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการจัดทำจาก “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ” ไปให้ประชาชนทำการลงประชามติว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวหรือไม่

๔.                         ข้อเสนอของนายแพทย์เหวง โตจิราการ[16] 

นายแพทย์เหวง โตจิราการ เห็นว่าการร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาของสังคมไทยนั้นแม้ว่าในบางครั้งจะกระทำในลักษณะที่ดูเหมือนร่างโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ แม้กระทั่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ที่คนส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน แต่นายแพทย์เหวง โตจิราการเห็นว่าในความเป็นจริงแล้ว ผู้ร่างก็คือ ส.ส.ร. ซึ่งเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของชนชั้นผู้ได้เปรียบในสังคมนั่นเอง[17] ดังนั้นเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรงจึงได้เสนอแนวทางดังนี้

ก.     กำหนดให้มี “คณะกรรมการรวมรวบประเด็นทำประชามติแล้วเรียบเรียงยกร่างขึ้นเป็นรัฐธรรมนูญ” เรียกโดยย่อว่า รปรร.

ข.     รปรร. จะทำหน้าที่อำนวยการเท่านั้น โดยเริ่มด้วยการให้ประชาชนทั้งหมด เสนอประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญส่งมาที่ รปรร.

ค.     รปรร. รวบรวมประเด็นและทางเลือกทั้งหมด แล้วจัดทำเป็นรูปเล่ม ส่งให้ประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งทุกคน เลือกประเด็นและทางเลือกที่ต้องการแล้วส่งคืน รปรร.

ง.      รปรร. สรุปแล้วเรียบเรียงประเด็นและทางเลือกที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการ ยกร่างขึ้นมาเป็นร่างรัฐธรรมนูญแล้วประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึงแล้วให้ประชาชนลงประชามติว่าจะรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น

จ.      รัฐสภา มีหน้าที่เพียงประทับตรารับรองเท่านั้น ไม่มีการอภิปราย ไม่มีการแก้ไขใด ๆ เมื่อเรียบร้อยแล้วก็นำกราบบังคมทูลต่อไปรปรร. ไม่มีสิทธิและหน้าที่ที่จะกำหนดประเด็นและทางเลือกในการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง มีภารกิจเพียงอำนวยการขั้นตอนดังกล่าวทั้งหมดเท่านั้น

ความส่งท้าย

          ในการแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๔๐ นี้ ผู้เขียนเห็นว่ามีประเด็นสำคัญที่ควรทำเข้าใจและหาข้อยุติร่วมกัน ๕ ประการดังนี้ คือ

๑. ต้องชี้หรือกำหนดประเด็นปัญหาอันเกิดจากตัวบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญให้ถูกต้องตรงกันให้ได้ก่อน ต้องหาปัญหาหรือหาทุกข์อันเกิดจากรัฐธรรมนูญได้ร่วมกันเสียก่อนจึงจะสามารถแก้ปัญหาหรือหาหนทางดับทุกข์นั้นได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย เพราะแต่ละบุคคลย่อมให้ความสำคัญและให้น้ำหนักที่ปัญหาแตกต่างกันซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดประเด็นที่แตกต่างกัน ทางออกต่อกรณีปัญหาดังกล่าวจึงมีวิธีคิดอยู่ ๒ ประการใหญ่ ๆ คือ หนึ่ง ให้แก้ปัญหาเฉพาะปัญหาใหญ่ ๆ ที่ประสบพบเห็นเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ปัญหาที่ยังไม่ประจักษ์ ไม่เร่งด่วน อย่าเพิ่งไปพิจารณาแก้ไข ซึ่งบนวิธีคิดนี้มีปัญหาที่เห็นประจักษ์ ก็คือ ปัญหาความเคลือบแคลงสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการตรวจสอบอำนาจรัฐโดยเฉพาะกรณีที่กล่าวกันว่าฝ่ายบริหารสามารถแทรกแซงองค์กรตามรัฐธรรมนูญทั้งหลายได้ จนทำให้กระบวนการการตรวจสอบรัฐบาลโดยองค์กรตามรัฐธรรมนูญไม่ได้รับความเชื่อถือจากสาธารณชนเท่าที่ควร สังคมไม่มั่นใจไม่เชื่อมั่นในการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ไม่เชื่อมั่นในศาลรัฐธรรมนูญ  เป็นต้น ปัญหาที่ว่ารัฐบาลเข้าแทรกแซงวุฒิสภาซึ่งถือเป็นองค์กรต้นน้ำในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร ฯ ปัญหาในกระบวนการสรรหา ซึ่งสมาชิกวุฒิสภาบางท่านได้ตั้งข้อสังเกตถึงการทำหน้าที่คัดสรรบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการสรรหาที่ส่งมายังวุฒิสภาว่าคัดมาไม่ดีพอ[18] ฯลฯ ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้โดยรวมก็คือปัญหากระบวนการในการถ่วงดุล ควบคุมและตรวจสอบฝ่ายบริหารนั่นเอง โปรดสังเกตว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มีเจตนารมณ์หรือมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ ๆ อยู่ ๒ ประการใหญ่ ๆ คือ ประการแรกสร้างความเข้มแข็งให้กับฝ่ายบริหาร เพื่อให้รัฐบาลสามารถปฏิบัติภารกิจนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยประเทศ[19] ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมากทีเดียวทำให้ประเทศไทยมีรัฐบาลพรรคเดียวที่มาจากการเลือกตั้ง[20] ประการที่สอง รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความประสงค์ที่จะสร้างระบบการตรวจสอบฝ่ายบริหารที่เข้มแข็งด้วย โดยการกำหนดให้มีองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ[21]หลายองค์กร อาทิ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มาทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจฝ่ายบริหาร นอกจากนี้ยังมีวุฒิสภาซึ่งมีหน้าที่สำคัญคือทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหาร[22] โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าที่ในการเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญทั้งหลาย ซึ่งเฉพาะหน้าที่ในประการนี้ถือเป็นต้นน้ำของกระบวนการตรวจสอบฝ่ายบริหารโดยองค์กรตามรัฐธรรมนูญทั้งหลาย หากวุฒิสภาไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างดี มีคุณภาพและประสิทธิภาพก็จะทำให้ระบบตรวจสอบโดยองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่รัฐธรรมนูญมีความประสงค์นั้นล้มเหลว ซึ่งในเรื่องนี้เป็นประเด็นปัญหาที่ดูเหมือนว่าจะเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป จึงสมควรพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญเฉพาะในเรื่องนี้ ซึ่งจะมีรายละเอียดและประเด็นปลีกย่อยอีกมากพอสมควร   สอง อย่างไรก็ตามอาจมีอีกวิธีคิดหนึ่งที่เห็นว่า ในโอกาสที่จะมีการแก้ไขปรับปรุงเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญก็ควรจะถือโอกาสแก้ไขเพิ่มเติมในประเด็นอื่น ๆ ที่ควรต้องแก้ไขด้วย ซึ่งก็มีเหตุผลในการคิดเช่นนี้ และด้วยวิธีคิดนี้ จะมีประเด็นต่างๆที่หลากหลายกว่า ๑๐๐ ประเด็น ซึ่งแต่ละบุคคลย่อมให้ความสำคัญและมีความเห็นในแต่ละประเด็นแตกต่างกันไป ซึ่งอาจมีปัญหาในการหาข้อยุติและทำให้กระบวนการในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเนิ่นช้าออกไป 

๒. กระบวนการหรือวิธีการ ขั้นตอนในการดำเนินการแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญ

มีการเสนอ กระบวนการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อยู่หลายวิธี ดังได้กล่าวมาแล้ว โดยหลักการก็คือ ต้องเป็นกระบวนการที่ถูกต้อง เป็นธรรม ไม่ถูกแทรกแซงและครอบงำจากฝ่ายการเมือง[23] และต้องเป็นกระบวนการที่เน้นการมีส่วนร่วมจากประชาชนอย่างกว้างขวางและทั่วถึง นอกจากนี้ต้องเป็นกระบวนการที่ยอมรับได้จากทุก ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และเมื่อเป็นกระบวนการที่เป็นที่ยอมรับได้จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องแล้ว ผลในท้ายที่สุดก็ต้องเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับด้วย

๓. ต้องมองเป็นภาพรวมของรัฐธรรมนูญ หลีกเลี่ยงการพิจารณาเฉพาะจุด ซึ่งอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งกันเองในรัฐธรรมนูญ หรือความเสียหายต่อโครงสร้างของรัฐธรรมนูญ

ในการพิจารณาแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญในบางเรื่องบางประเด็น อาจพิจารณาเฉพาะบางเรื่องบางประเด็นเป็นเอกเทศได้ อาทิกระบวนการสรรหาองค์กรตามรัฐธรรมนูญควรจะตัดฝ่ายการเมืองออกหรือไม่ อย่างไรก็ตามในการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องระมัดระวังและดูภาพรวมของรัฐธรรมนูญไว้ด้วย เพราะการแก้ไขในประเด็นใดประเด็นหนึ่งอาจมีผลต่อเนื่องไปถึงประเด็นอื่นๆ อาทิ ข้อเสนอให้ยกเลิกวุฒิสภา ซึ่งหากมีการยกเลิกวุฒิสภาก็จะส่งผลกระทบต่อองค์กรตามรัฐธรรมนูญว่าจะมีที่มาอย่างไร เป็นต้น ดังนั้น ในการพิจารณาในรายละเอียดถึงบทบัญญัติต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญ มีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาโดยรอบคอบถึงรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพราะอาจมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันได้  

๔. ควรใช้เวลาให้กระชับและรวดเร็วที่สุดในการแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญ

 เนื่องจากเป็นสถานการณ์พิเศษและรัฐบาลเป็นเพียงรัฐบาลเฉพาะกิจ มีภาระหน้าที่หลักในการพิจารณาแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญให้สำเร็จลุล่วง และหลังจากนั้นจะมีการยุบสภาจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่อีกครั้งเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐบาลตามกติกาของรัฐธรรมนูญฉบับที่แก้ไขปรับปรุงแล้ว ดังนั้นรัฐบาลปัจจุบันที่แม้จะมีที่มาโดยชอบด้วยกฎหมายและกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ แต่ก็คงไม่ชอบธรรมนักที่จะบริหารบ้านเมืองโดยกำหนดนโยบายใหม่ ๆ ที่สำคัญ และคงไม่ใช่สภาพของรัฐบาลที่น่าพึงพอใจในสายตาของต่างชาติ ดังนั้นควรใช้เวลาให้เร็วที่สุดในการแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญในครั้งนี้

๕. แก้รัฐธรรมนูญ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการเมือง

รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ การแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญจึงเป็นเรื่องสำคัญในการบริหารบ้านเมือง และจะมีส่วนอย่างสำคัญอย่างมากในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน แต่กฎหมายเป็นเพียงกลไกส่วนหนึ่งในสังคมเท่านั้น การคาดหวังว่าเมื่อแก้รัฐธรรมนูญแล้วทุกสิ่งทุกอย่างจะดีขึ้น มีคุณภาพขึ้น มีประสิทธิภาพขึ้นอย่างทันทีทันใดคงเป็นการคาดหวังที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเท่าใดนัก องค์กร สถาบัน หรือระบบอื่น ๆ ในสังคมต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไขปรับปรุงปรับปรุงเพื่อนำไปสู่สภาพสังคมการเมือง และการบริหารประเทศที่น่าพึงพอใจด้วย การแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการเมืองเท่านั้น การปฏิรูปการเมืองโดยเน้นการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน เน้นบทบาทและช่องทางที่ประชาชนจะสามารถเข้ามามีส่วนในการกำหนดจึงเป็นส่วนที่สำคัญมากที่ต้องพิจารณาปฏิรูปแก้ไขปรับปรุงกันต่อไป



[1]  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๓๑๓ บัญญัติไว้ว่า “การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะกระทำได้ก็แต่โดยอาศัยหลักเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้(๑)              ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมต้องมาจากคณะรัฐมนตรีหรือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภามีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะเสนอหรือร่วมเสนอญัตติดังกล่าวได้เมื่อพรรคการเมืองที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นสังกัดมีมติให้เสนอได้            ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ จะเสนอมิได้(๒)              ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมต้องเสนอเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมและให้รัฐสภาพิจารณาเป็นสามวาระ(๓)       การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา(๔)              การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สองขั้นพิจารณาเรียงลำดับมาตรา ให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นประมาณ(๕)              เมื่อการพิจารณาวาระที่สองเสร็จสิ้นแล้ว ให้รอไว้สิบห้าวัน เมื่อพ้นกำหนดนี้แล้วให้รัฐสภาพิจารณาในวาระที่สามต่อไป(๖)              การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สามขั้นสุดท้ายให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการที่จะให้ออกใช้เป็นรัฐธรรมนูญมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา(๗)              เมื่อการลงมติได้เป็นไปตามที่กล่าวแล้ว ให้นำร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย และให้นำบทบัญญัติ มาตรา ๙๓ และมาตรา ๙๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม”
[2]  โปรดดู รายงานชวเลข คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญ (แฟ้มที่ ๘) ครั้งที่ ๒๖ วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๔๐ หน้า อุทัยวรรณ์ ๘/๖- ๘/๑๐.
[3]  โปรดดู มนตรี รูปสุวรรณและคณะ, เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๔๐, (กรุงเทพฯ: บริษัท สำนักพิมพ์วิญญูชน จำกัด), ตุลาคม ๒๕๔๒, หน้า ๕๐๑.
[4]  โปรดดู รายงานชวเลข คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญ (แฟ้มที่ ๘) ครั้งที่ ๒๖ วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๔๐ หน้า อุทัยวรรณ์ ๘/๖
[5]     โปรดดู รายงานชวเลข คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญ (แฟ้มที่ ๘) ครั้งที่ ๒๖ วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๔๐ หน้า รัศมี ๙/๑-๙/๒
[6]  สำหรับประเด็นเรื่องสมาชิกวุฒิสภาควรมีสิทธิในการเสนอญัตติหรือไม่ ไม่เป็นประเด็นเพราะเห็นว่าสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญนี้มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นจึงสมควรมีสิทธิในการเสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งแตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ที่สมาชิกวุฒิสภามาจากการแต่งตั้งจึงไม่ได้กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภาสามารถเสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้
[7]  โปรดดู มนตรี รูปสุวรรณและคณะ, เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๔๐, (กรุงเทพฯ: บริษัท สำนักพิมพ์วิญญูชน จำกัด), ตุลาคม ๒๕๔๒, หน้า ๕๐๑.
[8]  มาตรา ๓๓๖ บัญญัติไว้ว่า “เมื่อครบห้าปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีอำนาจทำรายงานเสนอความเห็นต่อรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายอื่นได้”
[9]  คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้มีการเสนอรายงานความเห็นในประเด็นเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นต่อรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีแล้ว ปรากฏตามหนังสือที่ ปช 0012.02/538 ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2546 และ หนังสือ ที่ ปช 0012.02/539 ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2546 ถึงประธานรัฐสภาและนายกรัฐมนตรี ลงนามโดยประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยมีเนื้อความโดยสรุปว่า ในขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นหรือความเร่งด่วนที่จะต้องแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่สำหรับการดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยเฉพาะการไต่สวนวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมนั้น คณะกรรมการป.ป.ช. เห็นว่ามีสภาพปัญหาอุปสรรคที่สำคัญสองประการคือ ๑ เรื่องอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งครอบคลุมเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับ ทำให้ปริมาณเรื่องที่จะต้องดำเนินการมีมากเกินไป และ ๒ เรื่องกระบวนการไต่สวนที่คณะกรรมการป.ป.ช.จะต้องดำเนินการทุกเรื่องในฐานะประธานอนุกรรมการไต่สวน ซึ่งไม่สัมพันธ์กับปริมาณเรื่อง ซึ่งปัญหาทั้งสองประการนี้เป็นเหตุให้การปฏิบัติงานล่าช้า และสมควรพิจารณาแก้ไขต่อไป
[10] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. ๒๔๗๕ มาตรา ๖๓ กำหนดจำนวนไว้ ๑ ใน ๔ ของสมาชิกทั้งหมด, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๔๗๕ แก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช ๒๔๙๕ มาตรา ๑๑๑ กำหนดจำนวนไว้ ๒ ใน ๓ ของสมาชิกทั้งหมด, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๑๖๙ กำหนดจำนวนไว้ ๒ ใน ๓ ของสมาชิกทั้ง ๒ สภา,  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๑๗ มาตรา ๒๒๘ กำหนดจำนวนไว้ ๑ ใน ๒ ของสมาชิกทั้ง ๒ สภา, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๒๑ มาตรา ๑๙๔ กำหนดจำนวนไว้ ๑ ใน ๒ ของสมาชิกทั้ง ๒ สภา และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๓๔ มาตรา ๒๑๑ กำหนดจำนวนไว้ ๑ ใน ๓ ของสมาชิกทั้ง ๒ สภา
[11] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๔๗๕ แก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช ๒๔๙๕ มาตรา ๑๑๑ และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๑๖๙
[12] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. ๒๔๗๕ มาตรา ๖๓
[13]  อาทิ คณะกรรมาธิการวิสามัญของวุฒิสภา  คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันพระปกเกล้า
[14]  จากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๙ ปีที่ ๒๙ ฉบับที่ ๑๐๒๑๖, หน้า ๑๑.
[15]  คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต, “สรุปผลงานวิจัยเรื่อง การใช้และข้อค้นพบเพื่อนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐” กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙, หน้า ๑๕๗-๑๕๘.
[16] เหวง โตจิราการ, “ให้ประชาชนมีส่วนร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยตรง” หนังสือพิมพ์มติชน รายวัน ฉบับลงวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๔๙ หน้า ๖.  
จัดทำและบริหารระบบ โดย ศูนย์สารสนเทศ สำนักประชาสัมพันธ์เขต 3 จังหวัดเชียงใหม่
49 ถนนประชาสัมพันธ์ ตำบลช้างคลาน อำเภอเมือง เชียงใหม่ 50-100
โทร. 0-5328-3734 - 6 / แฟ็กซ์. 0-5328-3738