บทความเรื่อง : ปัญหาหมอกควัน ฝุ่นละอองขนาดเล็ก แก้ได้ ต้องร่วมด้วย ช่วยกัน

เรียบเรียงโดย : ชนิสา ชมศิลป์ / ข้อมูลจาก กรมควบคุมมลพิษ

      สถานการณ์หมอกควันในภาคเหนือของประเทศไทย ส่อเค้ารุนแรงตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2550 และรุนแรงต่อเนื่องเรื่อยมา โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศแห้งแล้งสูงสุด ล่าสุดในปี 2553 พบความรุนแรงในหลายจังหวัดโดยเฉพาะที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน สูงสุด 518.5 ไมโครกรัม

          สถานการณ์หมอกควันใน ภาคเหนือของประเทศไทย ส่อเค้ารุนแรงตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2550 และรุนแรงต่อเนื่องเรื่อยมา โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศแห้งแล้งสูงสุด ล่าสุดในปี 2553 พบความรุนแรงในหลายจังหวัด โดยเฉพาะที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน สูงสุด 518.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สูงสุดในรอบ 20 ปี นับตั้งแต่เริ่มมีการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศในประเทศไทย ส่วนที่จังหวัดลำพูน มีค่าสูง 350 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และที่จังหวัดเชียงใหม่ ค่าสูง 279.90 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งถือว่าสูงกว่าระดับมาตรฐานคุณภาพอากาศของประเทศไทยที่กำหนดไว้ที่ค่า เฉลี่ยไม่เกิน 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในช่วง 24 ชั่วโมง

          จากผลการวิจัย ตามโครงการวิจัยการวิเคราะห์สภาพอากาศและเฝ้าระวังการเกิดมลภาวะอากาศ จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า ปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กมีแหล่งกำเนิดจากไฟป่าและการเผาพื้นที่การเกษตร ประมาณ 50 – 70 % และจากเครื่องยนต์ดีเซลประมาณ 10 % ที่เหลือเป็นการพัดพาจากแหล่งกำเนิดภายนอกจังหวัดเชียงใหม่ อุตสาหกรรมในครัวเรือน ฝุ่นละอองจากถนน

          สอดคล้องกับข้อมูล ของ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดลำพูน ที่พบว่า ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน จังหวัดลำพูนจะมีค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินมาตรฐาน เฉลี่ย 8 – 10 วัน ต่อเดือน โดยสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม

          ด้วยความเชื่อ และวิถีปฏิบัติที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานของเกษตรกร ที่คิดว่า การเผาเพียงเล็กน้อยไม่ก่อให้เกิดปัญหา และอาจช่วยเพิ่มผลผลิต ช่วยกำจัดวัชพืชและเชื้อโรคในดิน ทำให้การเผาเพื่อการเกษตรเป็นกิจกรรมที่ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือตอนบนแทบทุก จังหวัด รวมไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในฤดูแล้งของทุกปี จนทำให้เกิดความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศ เห็นได้จากภาพถ่ายทางดาวเทียม ที่ปรากฏภาพ “ฮ็อทสปอต” (HOT SPOT) หรือจุดร้อนในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนเป็นจำนวนมาก

          หมอกควัน จัดได้ว่า เป็นมลพิษทางอากาศที่สำคัญของภาคเหนือ เป็นผลผลิตของ กระบวนการเผาไหม้หรือสันดาปที่ไม่สมบูรณ์ เป็นต้นกำเนิดของสารมลพิษทางอากาศที่ฝังตัวอยู่กับอนุภาคฝุ่นละอองขนาดเล็ก ที่เมื่อเข้าไปในปอดแล้ว ไม่สามารถขับออกมาได้ และถือเป็นสารมลพิษที่ก่อให้เกิด มะเร็ง และแทบทุกชนิดเป็นสารที่คงอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นาน ไม่สลายตัวได้ง่าย หมอกควันพิษนี้มักเกิดในช่วงฤดูหนาวก่อนเข้าสู่ฤดูร้อน เพราะเป็นช่วงที่อากาศนิ่ง จากสภาพความกดอากาศสูง ทำให้ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่ถูกการพัดพาขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศระดับสูงได้ แต่จะวนเวียนอยู่ในระดับที่ประชาชนอยู่อาศัย ส่งผลกระทบทางสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งปัญหาต่อการมองเห็น การระคายเคืองตา โรคที่เกี่ยวเนื่องกับทางเดินหายใจที่มักจะนำไปสู่การเป็นมะเร็งปอด ซึ่งภาคเหนือถือเป็นภูมิภาคที่มีสถิติของผู้ป่วยโรคนี้จนถึงขั้นเสียชีวิต มากที่สุดด้วย

          ในขณะที่กระแสเรียกร้องเรื่องการร่วมสร้างโลกสีเขียว รณรงค์ลดโลกร้อน ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำร้ายโลก ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เกิดขึ้นทุกประเทศทั่วโลก แต่ปลายปีนี้ (2553) ต่อถึงต้นปีหน้า (2554) จะเป็นอีกครั้งหรือไม่ ที่คนในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ต้องผจญกับปัญหามลพิษทางอากาศ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก จนต้องใช้ผ้าคาดจมูกเพื่อป้องกันฝุ่นควันพิษ หรือต้องไปพบแพทย์เพื่อเยียวยาสุขภาพทางเดินหายใจ การหยุดยั้งได้หรือไม่ “ต้องร่วมด้วย ช่วยกัน” เพื่อหาแนวทางช่วยพี่น้องเกษตรกรภาคเหนือ ที่ยังคงใช้วิธีการเผาพื้นที่เพื่อทำการเกษตร ให้ยอมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ความคิด ความเชื่อแต่ดั้งเดิม สู่การเลิกเผาอย่างจริงจัง


บทความเพื่อฟ้าใสไร้มลพิษ

  • ปัญหาหมอกควัน ฝุ่นละอองขนาดเล็ก แก้ได้ ต้องร่วมด้วย ช่วยกัน
          สถานการณ์หมอกควันในภาคเหนือของประเทศไทย ส่อเค้ารุนแรงตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2550 และรุนแรงต่อเนื่องเรื่อยมา โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศแห้งแล้งสูงสุด ล่าสุดในปี 2553 พบความรุนแรงในหลายจังหวัดโดยเฉพาะที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน สูงสุด 518.5 ไมโครกรัม
  • ผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก ปัญหาหมอกควัน และ มลพิษทางอากาศ
          หมอกควัน จัดได้ว่าเป็นมลพิษทางอากาศที่สำคัญของภาคเหนือ เป็นผลผลิตของกระบวนการเผาไหม้ หรือ สันดาปที่ไม่สมบูรณ์ เป็นต้นกำเนิดของสารมลพิษทางอากาศที่ฝังตัวอยู่ กับอนุภาคฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เมื่อเข้าไปในปอดแล้วไม่สามารถขับออกมาได้
  • อนาคตการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ในแม่ฮ่องสอน กับจิตสำนึกการลดการเผา
          หมอกสามฤดู กองมูเสียดฟ้า ป่าเขียวขจี ผู้คนดี ประเพณีงาม ลือนามถิ่นบัวตอง นี่เป็นคำขวัญของ จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งบ่งบอกถึงความสมบูรณ์ และงดงามของธรรมชาติ เป็นที่ต้องตาต้องใจของนักท่องเที่ยวทั่วโลก และนำมาซึ่งรายได้จากปริมาณนักท่องเที่ยวที่มากขึ้นทุกปี โดยส่วนใหญ่มีความต้องการมาสัมผัสสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ หรือการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ แต่การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์จะเกิดขึ้นที่แม่ฮ่องสอนได้อีกนานแค่ไหน หากการเผาเศษวัชพืช และพื้นที่การเกษตร รวมทั้งการเผาทุกรูปแบบ ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • สถานการณ์ไฟป่าแม่ฮ่องสอน
          ไฟป่าถือเป็นอุบัติภัยสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังให้ดี เพราะถ้าเกิดขึ้นมาแล้ว นอกจากจะดับยาก ยังสร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่ามหาศาล จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่มีการเกิดไฟไหม้ป่า และปัญหาหมอกควันที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวของจังหวัด
  • ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อม
          ในปัจจุบันปัญหาความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการเผาเศษวัชพืช เพื่อทำการเกษตร หรือการบุกรุกแผ้วถางพื้นที่ป่าเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญ ของประเทศต่าง ๆ เนื่องจากการพัฒนาประเทศที่ผ่านมา ได้มีการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนาอย่างมาก แต่ขาดการบริหารจัดการที่ดี ทำให้เกิดปัญหาความเสื่อมโทรมหรือเกิดมลพิษของสิ่งแวดล้อมขึ้นมา

เลือกหน้าแสดงบทความ  1  2  3  4  5