|
หัวไม้รายเดือน_หลากหลายวิธีล้างหนี้บางปลาม้า
หลากหลายวิธีเพื่อล้างหนี้ แก้จนคนบางปลาม้า
หลายสิบปีที่เกษตรกรใช้สารเคมีในการเพิ่มผลผลิตด้วยคาดว่าทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแต่ในการใช้ปุ๋ยเคมีแต่ละครั้งกลับเป็นการบั่นทอนทั้งชีวิตสิ่งแวดล้อมและเงินทอง แต่มีเกษตรกรจำนวนมากที่มองเห็น พิษภัยของการใช้สารเคมี ได้หันมาเพาะปลูกแบบวิถีดั้งเดิมมากขึ้นเช่นเดียวกับเกษตรกรที่อำเภอบางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี ที่พลิกฟื้นวิถีชีวิตเกษตรกรจากที่เคยใช้สารเคมี ในการผลิต มาเป็นการผลิตแบบพึ่งพาธรรมชาติและเกื้อกูลกัน
นายเสมียน หงษ์โตสมาชิกสภาจังหวัดสุพรรณบุรีแกนนำกลุ่มเกษตรอินทรีย์อำเภอบางปลาม้า เล่าว่า กลุ่มเกษตรอินทรีย์บางปลาม้า ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2542 จากเกษตรกรกลุ่มเล็กๆ 10 ครอบครัว ที่มีแนวคิดในการทำเกษตรอินทรีย์เพราะเมื่อก่อนใช้ปุ๋ยเคมี ในการผลิตทำให้สุขภาพแย่ลง เป็นหนี้เป็นสินมากมาย ดินเสื่อมสภาพ จนไม่สามารถใช้สารเคมีต่อไปได้อีก จึงเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยที่ผลิตขึ้นเองโดยใช้วัสดุที่เหลือใช้ในท้องถิ่น เช่น มูลสัตว์ เศษใบไม้ ฯลฯ หลังจากที่ทำเกษตรอินทรีย์ได้ประมาณ 1 ปี ทำให้สุขภาพดีและสิ่งแวดล้อมดีขึ้น ต้นทุนในการผลิตลดลง แถมยังแก้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรได้ด้วย
หลังจากนั้นก็มานั่งคุยกันเรื่องหนี้สินจึงทำ บัญชีผัวบัญชีเมีย กันขึ้น เพื่อดูว่าปีหนึ่งครอบครัวเราต้องจ่ายค่าใช้จ่ายอะไรไปบ้าง บัญชีผัว จะเป็นเรื่องการเกษตร ซึ่งจะมีค่าลงทุนในการทำนา เช่น ค่าน้ำมัน ค่ายาปราบศัตรูพืช ค่าไถนา ค่าเกี่ยวข้าว
เฉลี่ยแล้ว1แปลง จะต้องลงทุน 2,497 บาท/ครั้ง
ส่วน บัญชีเมีย เรามาคิดต่อวันก่อน ถัวเฉลี่ยประมาณ 80
บาท/วัน/ครอบครัว เป็นค่ากะปิ น้ำปลา ฯลฯ ยังไม่รวมค่าข้าวสาร ก็เอา 2 บัญชีนี้มาคิดกันว่าจะลดอะไรได้บ้าง อย่างพืชผักสวนครัวเราน่าจะปลูกกินเองได้ อย่างบ้านหนึ่งมีพริก 2 ต้น ทำให้ค่าใช้จ่ายลดลงไปได้ถึง 10 กว่าบาท เป็นต้น
แรกๆ เพื่อนบ้านก็หาว่าเราบ้า ไหนๆ เขาก็ว่าเราบ้าแล้วเรามา แกล้งจน กันดีกว่า เมื่อก่อนจะไปงานทีต้องตัดชุดผ้าไหมที ตกแล้วชุดละ 1,700 2,000 บาท คิดแล้วปีๆ หนึ่งเสียค่าใช้จ่ายไปหลายหมื่นบาท ซึ่งยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก ก็เลยตกลงทำสัญญา แกล้งจน ร่วมกัน ตอนนี้เราก็มีเครือข่ายมากขึ้น เป็น 400 หลังคาเรือน ใน 5 ตำบลของอำเภอบางปลาม้าจนถึงปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิกมากถึง 2 พันกว่าครัวเรือนใน 6 ตำบลโดยมีการจัดขบวนเชื่อมโยงเครือข่ายกันอย่างเป็นระบบ มีการประสานไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคือ อบต.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การศึกษานอกโรงเรียน สาธารณสุขจังหวัด ฯลฯ ให้เข้ามาเป็นภาคีพันธมิตรเพื่อร่วมกันทำอำเภอบางปลาม้าปลอดจากสารเคมี กำนันเสมียน เล่าต่อว่า มีบางคนที่เห็นเราทำแล้วสำเร็จก็อยากที่จะทำแต่ไม่กล้า เราจึงจัดทำโครงการ การทำเกษตรเปรียบเทียบ ขึ้น เพื่อให้คนเหล่านั้นเห็นเป็นตัวอย่างเท่ากับเป็นการวิจัยไปในตัวด้วย ตอนนี้มีคนที่เข้าร่วม 30 ราย โดยแบ่งแปลงในการทำเกษตรอินทรีย์จากเดิมที่ทำแปลง โดยใช้สารเคมีทั้งหมด เมื่อได้ผลผลิตก็จะนำมาเปรียบเทียบกันทั้งรายได้ ต้นทุนการผลิตปริมาณของผลผลิตที่ได้ ถ้าไม่มั่นใจ กลุ่มจะจ่ายค่าประกันความเสี่ยงให้ ได้เก็บไปแล้ว 1 แปลงผลที่ได้คือผลผลิตจากแปลงที่ใช้สารเคมีผลิต 97 ถัง/ไร่ ใช้ต้นทุน 2,536 บาท/ไร ่และผลผลิตจากแปลงที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ผลิต 86 ถัง/ไร่ ใช้ต้นทุน 1,319 บาท/ไร่ แต่นี่แค่แปลงทดลองเท่านั้น ในระยะยาวแปลงเกษตรอินทรีย์จะมีค่าใช้จ่ายลดลงเรื่อย ๆ จนไม่มีค่าใช้จ่ายและสภาพดินก็จะค่อย ๆ ฟื้นตัวสุขภาพเกษตรกรก็จะดีขึ้น
ความสำเร็จที่สะท้อนให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม ชาวชุมชนบางปลาม้าสามารถลดต้นทุนการผลิตลดการพึ่งพาจากภายนอก ทั้งยังเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตให้เกษตรกรได้ด้วยภูมิปัญญาที่มีอยู่ภายในชุมชน เป็นการแก้ไขปัญหาความยากจนของชาวชุมชนได้อย่างแท้จริง
ที่มา: http://www.chumchonthai.or.th
|