ความยากจนสามารถแก้ไขได้ด้วยการให้โอกาส และการปลดปล่อยศักยภาพของตน ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน และประชาชนสามารถช่วยตนเองได้

นิยามความยากจน
สาเหตุของความยากจน
แนวทางแก้ไขปัญหา
การเขียนแผนธุรกิจ
การทำขยะหอม

 

 

โรงงานแป้งขนมจีนจังหวัดนครศรีฯ

          ตำบลกะหรอ กิ่งอำเภอนบพิตำ   จ.นครศรีธรรมราช    ที่นี่มีบริษัทแห่งหนึ่งที่ไม่เหมือนกับบริษัททั่ว ๆ ไป เพราะเป็นบริษัทของชุมชน ที่จัดตั้งถือหุ้นดำเนินการ โดยชุมชนอย่างแท้จริง เป็นบริษัทผลิตแป้งขนมจีน   ซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านอย่างหนึ่งของคนใต้ ออกส่งจำหน่ายไปหลายจังหวัด บริษัทนี้มีชื่อว่า "บริษัทเครือข่ายผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด" ตั้งอยู่ที่ ๒๗๖ หมู่ ๕ ต.กะหรอ กิ่งอำเภอนบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเราได้นัดหมายไว้กับ วิโรจน์ คงปัญญา ผู้นำชุมชนและผู้จัดการบริษัทฯ

ก่อนจะมาเป็นโรงงานแป้งขนมจีน

          คุณวิโรจน์ เล่าถึงความเป็นมาของบริษัทให้ฟังว่า เกิดขึ้นจากเวทีประชุมของผู้นำชุมชนในภาคใต้ ที่จังหวัดสงขลาเมื่อปลายปี ๒๕๓๕ จากการประสานงานของสถาบันพัฒนาชนบท มูลนิธิหมู่บ้าน  โดยที่ประชุมได้เสนอแนวคิดค้นหารูปแบบ เพื่อการสร้างงานให้ชุมชนในรูปแบบธุรกิจชุมชน เพื่อให้เกิดแนวร่วมในการพัฒนาเครือข่ายร่วมกันในอนาคต หลังจากนั้นได้มีการไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับธุรกิจชุมชนที่ภาคอีสานหลายจังหวัดรวมทั้งโรงแป้งขนมจีนของ บริษัท พ.ศ.ช.ผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด  ที่จังหวัดศรีสะเกษ  ซึ่งเป็นที่ผลิตแป้งสำหรับทำเส้นขนมจีนจำหน่ายให้แก่ผู้ผลิตเส้นขนมจีนในภาคอีสาน หลังจากกลับจากการศึกษาดูงานแล้วก็กลับมาคิดกันว่าจะทำอะไรที่สามารถต่อยอดอาชีพของคนบ้านเราซึ่งเป็นเกษตรกรได้ เมื่อมาเห็นว่าบ้านเรากินขนมจีนกันมากรวมทั้งในจังหวัดภาคใต้อื่นๆด้วย ดังเช่นที่ประยงค์ รณรงค์ ประธานบริษัท และผู้นำกลุ่มไม้เรียงเคยพูดเกี่ยวกับการบริโภคขนมจีนของคนใต้ไว้ว่า "เฉพาะในนครศรีธรรมราชเพียงจังหวัดเดียว ก็มีปริมาณบริโภคเส้นขนมจีนในแต่ละวันเท่ากับคนอีสานทั้งภาคเลยทีเดียว"  จึงเกิดความคิดว่ามีความเป็นไปได้สูงในการที่จะนำธุรกิจตัวนี้มาทำในภาคใต้ จากนั้นก็ได้มีการประชุมพูดคุยกันหลายครั้งจนได้ข้อสรุปร่วมกันในการที่จะจัดตั้งโรงงานแป้งขนมจีนเป็นธุรกิจของชุมชน อันจะนำไปสู่การเรียนรู้ ภูมิปัญญา และสามารถพัฒนาไปสู่ความเป็นชุมชนเข้มแข็งอย่างแท้จริงได้ในที่สุด

          ในช่วงแรกตั้งใจไว้ว่าจะลงทุนเพียงล้านกว่าบาท ซึ่งต้องใช้วิธีการระดมทุนจากสมาชิกและกลุ่มองค์กรชุมชนที่สนใจ แต่กว่าจะทำได้นั้นต้องใช้วิธีการต่าง ๆ หลายวิธีและใช้เวลาค่อนข้างยาวนาน (เริ่มคิดเมื่อ ๒๕๓๕ เริ่มเปิดดำเนินการได้ประมาณกลางปี ๒๕๓๙)    คุณวิโรจน์บอกว่า    "ต้องประชุมกันแทบนับไม่ถ้วน คือไม่ว่าจะไปชุมเรื่องอะไรเวทีไหน จะต้องเอาเรื่องนี้ไปแทรกด้วยทุกครั้ง ต่อมาคิดกันว่าทำเป็นโครงการเย็บเป็นเล่ม ไปพูดไหนแจกนั่น เราแจกเพื่อต้องการเรียกหุ้น เมื่อเรียกหุ้นได้แล้วพบว่ายอดจองเกือบ ๓ ล้านบาท" อันแสดงให้เห็นถึงการทำงานอย่างจริงจังและต่อเนื่องของผู้นำจนสามารถระดมหุ้นได้จำนวนมาก      แต่อย่างไรก็ตามเมื่อได้เริ่มดำเนินการสร้างโรงงานจริงทุนที่ทางกลุ่มคิดว่ามากแล้วก็ไม่เพียงพอ เพราะต้องใช้ทุนจริงถึง ๕ ล้านบาท ทางกลุ่มจึงได้ใช้วิธีการกู้ธนาคารและระดมหุ้นเพิ่มเติมจนสามารถเปิดดำเนินการได้อย่างเต็มรูปแบบในที่สุด โดยมีผู้หุ้น  ๑๐๐  กว่าคนเป็นผู้นำและสมาชิกของชุมชน  และยังดึงเอาองค์กรชุมชนมาร่วมหุ้นด้วยอีก ๕ องค์กร ซึ่งแต่ละองค์กรมีสมาชิกอยู่จำนวนมาก รวมแล้วสมาชิกที่ได้รับผลประโยชน์ทางอ้อมตรงนี้ ไม่ต่ำกว่า ๗,๐๐๐ กว่าคนเลยทีเดียว

สูตรแป้งขนมจีนจากภูมิปัญญา

          คุณวิโรจน์ เล่าต่อว่าในการทำแป้งขนมจีนของโรงงานในช่วงแรกนั้นจะใช้แป้งหมักตามสูตรของภาคอีสานตามที่ได้ศึกษาดูงานมา แต่ก็เกิดปัญหาขึ้น  เมื่อแป้งขนมจีนมีกลิ่นจากการหมัก เป็นผลให้ตลาดในท้องถิ่นไม่ยอมรับ   จึงต้องไปศึกษาสูตรของท้องถิ่น จากหลายแหล่ง เช่น ที่ในตัวเมืองนครฯ ปากพนัง ทุ่งสง สิชล สุราษฎร์ เป็นต้น จนได้สูตรที่เหมาะกับความต้องการของตลาดท้องถิ่น   คือใช้วิธีการแช่แป้งแล้วบด  ขณะที่ในอีสานใช้วิธีการหมัก ตะวันออกใช้วิธีการบ่มเช่นเดียวกับภาคกลางซึ่งนับเป็นการเรียนรู้วิธีการผลิตแป้งขนมจีนจากภูมิ ปัญญาท้องถิ่นที่สั่งสม ถ่ายทอดกันมาหลายชั่วอายุคน แล้วนำมาดัดแปลงประยุกต์ให้เหมาะสมกับ   การทำแบบอุตสาหกรรมได้อย่างผสมกลมกลืน

แป้งขนมจีนที่นี่ทำกันอย่างไร

          ในการผลิตแป้งขนมจีนนั้น คุณสร้อย ทองพันธ์   ผู้จัดการฝ่ายผลิตได้ให้ความรู้ถึงกระบวนการการผลิตของโรงงานแป้งขนมจีนโดยเล่าให้เราฟังว่าโรงงานผลิตแป้งขนมจีนของที่นี่จะใช้ข้าวสารจากลุ่มน้ำปากพนังทั้งสิ้น  ซึ่งเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวปากพนังที่ขายข้าวสารได้ราคาถูก กระบวนการผลิตจะนำข้าวสารที่ได้มาแช่น้ำไว้ประมาณ ๑ คืน จากนั้นก็จะนำไปเข้าเครื่องบดและร่อน ก่อนที่จะนำไปพักไว้ในบ่อพักอีก   ๑   คืนโดยเติมน้ำเกลือลงไปช่วยทำให้ยีสต์เพิ่มจำนวน และช่วยไม่ให้แป้งบูด สามารถเก็บไว้ได้นาน  จากนั้นจึงถ่ายน้ำออกนำแป้งเข้าเครื่องอัดเพื่อบีบน้ำออกอีกครั้งหนึ่งจนได้เป็นก้อนแป้ง แล้วนำมาชั่งน้ำหนักบรรจุถุงพร้อมที่จะส่งจำหน่ายได้ โดยจะบรรจุถุงละ ๒๐ กิโลกรัม   ราคาขายหน้าโรงงานถุงละ ๑๘๐ บาท ซึ่งแป้งขนมจีนที่นี่สามารถเก็บไว้ได้ประมาณ ๕-๗ วัน   โรงงานผลิตแป้งขนมจีนแห่งนี้จะผลิตแป้งขนมจีนออกจำหน่ายเฉลี่ยวันละประมาณ ๗ ตัน  (กำลังการผลิตเต็มที่ประมาณ ๑๔ ตัน)    ซึ่งโรงงานแห่งนี้นอกจากจะผลิตแป้งขนมจีนส่งจำหน่ายแล้ว ยังได้ผลิตเครื่องทำเส้นขนมจีนจำหน่ายอีกด้วย

          โรงงานแป้งขนมจีนแห่งนี้ เริ่มเดินเครื่องทำการผลิตเมื่อประมาณกลางปี ๒๕๓๙ ในปีแรกที่ดำเนินการนั้น กิจการขาดทุนเพราะยังไม่มีประสบการณ์ แต่ได้นำบทเรียนที่ได้จากประสบการณ์มาพัฒนา จนกระทั่งในปี   ๒๕๔๐  ก็เริ่มได้กำไร   ขายได้ประมาณ ๔-๕ ล้านบาท  จากนั้นก็ได้กำไรมาตลอด โดยเดือนหนึ่ง ๆ ไม่ต่ำกว่า ๑ ล้านบาท ทำให้สามารถขายหุ้นได้เพิ่มถึง ๕ ล้านบาท (๕๐,๐๐๐ หุ้นๆละ ๑๐๐ บาท) "ซึ่งในตอนแรกชาวบ้านไม่ค่อยเชื่อเท่าไรทำให้เราไม่สามารถระดมหุ้นได้เต็มที่ แต่ตอนนี้ถ้าถามว่าถ้าสร้างโรงงานใหม่จะมีหุ้นไม๊…เราไม่กลัวอีกแล้ว เพราะชาวบ้านเชื่อแล้ว     ตอนนี้ไม่ว่าจะตั้งโรงงานอะไรเขาก็เชื่อแล้ว   นี่มาจากความเชื่อมั่น แต่ถ้าคิดแบบนักธุรกิจที่หอบเงินมาลงเขาไม่คุ้ม  เขาใช้เวลาสั้นคิดว่าเวลาเท่าใด ได้เท่าใด ดอกเบี้ยเท่าไร คุ้มไม่คุ้ม แต่ถ้าคิดแบบทำเอาวิชาความรู้ เอาประสบการณ์ทำเชิงวิจัยที่จะเรียนรู้ตรงนี้มันมีค่ามหาศาล เพราะเราได้รู้ เราเชื่อว่าถ้านายทุนหอบเงินมาลงสัก ๑๐ ล้านมาลง แล้วเรามีเงินทำสัก ๑๐ ล้านมาแข่งขันกันถ้าล้มเชื่อว่าของเขาล้มก่อน เพราะไม่มีกระบวนการเรียนรู้   ของเราเรียนรู้อย่างต่อเนื่องทั้งข้อดี ข้อเสีย จุดอ่อน จุดแข็ง เรียนรู้มาหมด"     คุณวิโรจน์บอกเราด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความภาคภูมิใจในความสำเร็จ อย่างไรก็ตามในช่วงที่เริ่มก่อตั้งโรงงานนั้นได้มีบททดสอบผู้นำชุมชนที่สำคัญ นั่นคือมีบริษัทยักษ์ใหญ่บริษัทหนึ่งมาขอซื้อกิจการโรงงาน โดยจะให้ราคาถึง ๒๐ ล้านบาท ในขณะที่โรงงานมีทุนก่อตั้งเริ่มแรกเพียงแค่ ๓ ล้านบาทเท่านั้น โดยทางบริษัทยักษ์ใหญ่ขอซื้อตัวผู้นำและพนักงานระดับนำไปด้วยพร้อมทั้งเสนอเงื่อนไขค่าตอบแทนให้อย่างที่พอใจ แต่คุณวิโรจน์บอกว่า "ผู้นำ-คณะกรรมการของเราไม่ต้องการเพราะเสียศักดิ์ศรี   ถ้าเรายอมเพราะเห็นแก่เงินก็จะทำให้เป็นการทำลายขบวนการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนไปในทันที" การเกิดขึ้นของโรงขนมจีน นอกจากทำให้ชุมชนมีงานทำและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนจากธุรกิจชุมชนแล้ว ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าของวัตถุดิบคือ "ข้าวสาร"ของลุ่มน้ำปากพนังที่มีราคาต่ำให้เกิดมูลค่าเพิ่มอย่างมหาศาล (ดูรายละเอียดในกรอบ)  ซึ่งหากชุมชนต่าง ๆ   เริ่มคิดถึงการเพิ่มมูลค่าวัถุดิบหรือทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างเป็นระบบเช่นนี้แล้วก็จะสามารถพัฒนาชุมชนไปสู่ความเข้มแข็งและยั่งยืนอย่างแน่นอน

จาก "ข้าวสาร" สู่ "เส้นขนมจีน" มูลค่าเพิ่มจากชุมชน

          ข้าวสาร ๑๐๐ กิโลกรัม ราคาขณะนี้ ๗๘๐ บาท   (กิโลกรัมละ ๗.๘๐ บาท)   สามารถผลิตแป้งขนมจีนได้ประมาณ ๑๓๕ กิโลกรัม ราคาขายแป้งหน้าโรงงานกิโลกรัมละ ๙ บาท นำไปทำเส้นขนมจีนได้ประมาณ ๒๓๕ กิโลกรัม ราคาขายกิโลกรัมละ ๑๐บาท

          จะเห็นได้ว่ามูลค่าเพิ่มจากข้าวสาร ๑๐๐ กิโลกรัม ราคา ๗๘๐ บาท มาผลิตเป็นแป้งขนมจีนได้ถึง ๑๓๕ กก. ๑,๒๑๕ บาท (๑๓๕ กก. x ๙ บาท)     ได้กำไรส่วนต่างจากข้าวสารถึง ๔๓๕ บาท และเมื่อนำแป้งไปผลิตเป็นเส้นขนมจีนจะได้น้ำหนัก ๒๓๕ กิโลกรัม มูลค่า ๒,๓๕๐ บาท (๑๓๕ กก. x ๙ บาท) กำไรส่วนต่างจากข้าวสารถึง ๑,๕๗๐ บาท

ถ้าวันหนึ่งผลิตได้ถึง ๗ ตัน จะเป็นมูลค่าสักเท่าไหร่…

           แม้ว่าบริษัทและโรงงานแป้งขนมจีนจะเดินไปได้อย่างน่าพอใจ แต่ก็ไม่หยุดนิ่งอยู่แค่นั้น ได้มีการประสานกับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์   ในการวิจัยและพัฒนาต่อยอดจากโรงงานแป้งขนมจีนเพื่อเพิ่มมูลค่าและการขยายงาน ในการนำเอาแป้งมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง เช่นทำเส้นหมี่ เพราะต่างประเทศยังต้องการอยู่มาก หรือ การนำน้ำที่เหลือจากการผลิตนำมาทำน้ำส้ม ซึ่งจะทำให้โรงงานนี้พัฒนาไปสู่การเป็นโรงงานต้นแบบที่สามารถทำผลผลิตให้เกิดประโยชน์สูงสุด    และยังเป็นการประสานภาคีต่าง ๆ  ให้มาร่วมมือกันอีกด้วย นอกจากนั้นก็ได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อยู่เสมอทั้งในประเทศและชาวต่างประเทศ   เช่น จีน ญี่ปุ่น และฝรั่งเศสมาเรียนรู้และทำการศึกษาวิจัยกระบวนการของชุมชน เขาไม่ได้มาศึกษาว่ากระบวนการผลิตว่าการทำแป้งขนมจีนนั้นทำอย่างไร  แต่เขาศึกษากระบวนการเกิดว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร   เป็นการศึกษากระบวนการของชุมชนที่ต่างชาติให้ความสนใจ

แนวคิดการประสานเพื่อการพัฒนา

           ผู้จัดการบริษัทฯได้บอกกล่าวถึงแนวคิดในการพัฒนาว่า ประเทศไทยมีทรัพยากรมหาศาล แต่เราขาดแว่นในการส่องดู ขาดคนที่เป็นปัญญาชนที่เป็นหัวสมองเก่ง ๆ ที่จะมาคิดค้น และที่สำคัญคือขาดการประสาน คือวิชาการเรามี ทุน(เงิน)เรามี ภูมิปัญญาเราก็มี กฎหมายเราก็มีแต่อยู่คนละแห่งกัน ทำอย่างไรให้คน ๔ กลุ่มนี้มาจับมือร่วมกันแล้วรับรองว่าประเทศไทยไม่จน ที่ผ่านมาเราไม่ได้มีการประสานกัน นักวิชาการก็คิดไปทางหนึ่ง ทุนก็อยู่ทางหนึ่ง ภูมิปัญญา(ชุมชน)ก็ทำกันไปทางหนึ่ง กฎหมายก็ไม่เปิดช่องให้ชุมชน หรือให้คนไทยได้ทำงานตามภูมิปัญญาของชุมชน ถ้าต่างฝ่ายต่างคิดรับรองได้ว่าไม่มีวันสำเร็จ ถ้าเราเอาภูมิปัญญามาต่อยอดกับผลิตผลของชาวบ้าน เช่น เอาข้าวน้ำนมมาบรรจุกล่อง สมุนไพร ผลไม้เพื่อสุขภาพ เป็นต้น แต่ต้องให้คนทั้ง ๔ กลุ่มนี้มาประสานกัน ถ้าทำได้ หมู่บ้านละล้านก็ไม่จำเป็นต้องทิ้งลงมา; เราเอาชุมชนมาเป็นทุนโดยการผลักดันทีละตัว แต่กฎหมายต้องเปิดช่องให้เรารวมได้ ให้เราทำภาคีกันได้; เช่นเดียวกับบริษัทของเรา ความหวังสูงสุดของการก่อตั้งบริษัทนี้ขึ้นมาก็ไม่ได้หวังว่าชาวบ้าน/ชุมชนจะร่ำรวยแต่ประการใด แต่มุ่งหวังเพื่อให้ชาวบ้านสามารถเลี้ยงตัวเองได้จากต้นทุน หรือทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมากมายในชุมชนและรู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของพร้อมที่จะรักษา ดูแล และใช้มันอย่างคุ้มค่า"

          สุดท้ายคุณวิโรจน์ฝากข้อคิดเห็นไว้ว่า ถ้าหากชุมชนอื่นๆ ต้องการที่จะทำธุรกิจของชุมชนในรูปแบบนี้ให้ประสบผลสำเร็จนั้น ให้คำนึงถึงปัจจัยหลัก ๔ ประการ คือ

          ประการที่ 1  ผู้นำต้องมีความคิด มีวิสัยทัศน์ และกำหนดยุทธศาสตร์ที่ต่อยอดกับอาชีพเดิมในชุมชนให้ได้

          ประการที่ 2  ต้องคิดจากฐานของทุนชุมชนเป็นหลักไม่ใช่ทุนภายนอก ทั้งทุนทรัพยากร ทุนบุคคล และทุนทางสังคมอื่น ๆ

          ประการที่ 3  ต้องมีนักวิชาการมาเป็นพี่เลี้ยงหรือที่ปรึกษา แต่ไม่ใช่มาสั่งการ

          ประการที่ 4  สำคัญมาก คือ ต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้และมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ถ้าได้อย่างนี้แล้วโอกาสประสบความสำเร็จจะมีสูง และจะเกิดความเป็นชุมชนที่เข้มแข็งตามมาไม่ใช่ชุมชนเข้มแข็งที่เป็นแค่เพียงคำพูดหรือตัวหนังสือ


ที่มา: http://www.chumchonthai.or.th

จัดทำและบริหารระบบ โดย ศูนย์สารสนเทศ สำนักประชาสัมพันธ์เขต 3 จังหวัดเชียงใหม่
49 ถนนประชาสัมพันธ์ ตำบลช้างคลาน อำเภอเมือง เชียงใหม่ 50-100
โทร. 0-5328-3734 - 6 / แฟ็กซ์. 0-5328-3738