ส า ร ะ น่ า รู้
บทความ ทั่วไป
เรื่อง : ปฏิบัติธรรมวันมาฆบูชาและร่วมเฉลิมฉลอง ๒,๖๐๐ ปี พุทธชยันตี
เรียบเรียงโดย : นิสารัชต์ นิลสว่าง ส.ปชส.น่าน
ป้อนข้อมูลโดย :

วันมาฆบูชา หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือน ๓ (ภาคกลาง) หรือเดือน ๖ (ภาคเหนือ) เนื่องในโอกาสคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ซึ่งมีความสำคัญ ด้วยมีเหตุการณ์อัศจรรย์ที่พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า จำนวน ๑,๒๕๐ รูป ทั้งหมดเป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา ๖ และเป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง เดินทางมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ โดยมิได้นัดหมาย เพื่อรับฟังการแสดงโอวาทปาติโมกข์ของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นทั้งหลักอุดมการณ์และวิธีปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้ทุกสังคม มีสาระสำคัญ คือ ให้ละความชั่วทุกชนิด ทำความดี ให้ถึงพร้อม และทำจิตใจให้ผ่องใส
และเนื่องในปีพุทธศักราช ๒๕๕๕ ถือเป็นปีแห่งพุทธชยันตี ๒,๖๐๐ ปี ที่พระพุทธเจ้าองค์ศาสดาศาสนาพุทธทรง ตรัสรู้ มีชัยชนะต่อหมู่มารและกิเลสทั้งปวง ซึ่งเป็นผลให้พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นในโลก
วันมาฆบูชานี้ พุทธศาสนิกชนควรนำหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านำไปปฏิบัติเพื่อป้งอักน และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตเพื่อความลุดพ้นจากความทุกข์ โดยใช้หลักธรรม ๓ ประการ มีดังนี้
๑. การไม่ทำบาปทั้งปวง ต้องงดเว้น การลด ละเลิก ทำบาปทั้งปวง ได้แก่ ความชั่วทั้ง ๑๐ ประการซึ่งเกิดการ กระทำทั้ง ๓ ทาง
๑.๑ ความชั่วทางกาย ได้แก่ การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม
๑.๒ ความชั่วทางวาจา ได้แก่ การพูดเท็จ การพูดส่อเสียด การพูดเพ้อเจ้อ
๑.๓ ความชั่วทางใจ ได้แก่ การอยากได้สมบัติของคนอื่น การผูกพยาบาท และความเห็นผิดจากทำนอง คลองธรรม
๒. การทำกุศลให้ถึงพร้อม ทำความดีทุกอย่าง ทั้ง ๑๐ ประการ ซึ่งเกิดการกระทำทั้ง ๓ ทาง
๒.๑ ความดีทางกาย ได้แก่ การไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทำร้ายเบียดเบียนผู้อื่นมีแต่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่ถือเอาสิ่งของ ที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้มาเป็นของตน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และไม่ประพฤติผิดในกาม
๒.๒ ความดีทางวาจา ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ และไม่พูดเพ้อเจ้อ พูดแต่คำจริง พูดคำ อ่อนหวาน พูดคำให้เกิดความสามัคคี และพูดถูกกาลเทศะ
๒.๓ ความดีทางใจ ไม่โลภอยากได้ของของผู้อื่นมีแต่คิดเสียสละ ไม่ผูกอาฆาตพยายาทมีแต่คิดเมตตาและ ปรารถนาดี มีความเห็นความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ตามทำนองคลองธรรม เช่น เห็นว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นต้น ทำจิตใจให้ผ่องใส
๓. การทำจิตใจให้ผ่องใส คือ การทำจิตของตนให้ผ่องใส ปราศจากเครื่องกั้นหรือเครื่องขัดขวางจิตไม่ให้เข้าถึงความสงบ ซึ่งมีอุปสรรคสำคัญ ๕ ประการ คือ
๓.๑ กามฉันทะ ความพอใจ ติดใจ หลงใหลใฝ่ฝัน ในกามโลกีย์ทั้งปวงดุลคนหลับอยู่
๓.๒ พยาบาท ความไม่พอใจจาความไม่ได้สมดังปรารถนาในโลกียะสมบัติทั้งปวง เปรียบเหมือนคนถูก ลงทัณฑ์ทรมานอยู่
๓.๓ ถีนมิทธะ ความขี้เกียจ ท้อแท้ อ่อนแอ หมอดอาลัย ไร้กำลังใจ
๓.๔ อุทธัจจะกุกกุจจะ ความคิดซัดส่ายตลอดเวลา ไม่สงบนิ่งอยู่ในความคิดใด ๆ
๓.๕ วิจิกิจฉา ความไม่แน่ใจ ลังเลใจ สงสัย กังวล ไม่มั่นใจ
สำหรับชาวพุทธมีวีปฏิบัติตน ดังนี้
๑. ไม่กล่าวให้ร้าย หรือกล่าวโจมตีผู้อื่น
๒. ไม่ทำร้าย หรือเบียนเบียนผู้อื่น
๓. เคารพระเบียนวินัย กฎกติกา กฎหมาย รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของสังคม
๔. รู้จักประมาณตน ได้แก่ รู้จักความพอดีในการบริโภคอาหารหรือการใช้สอยสิ่งต่าง ๆ
๕. อยู่ในสถานที่สงบมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม
๖. ฝึกหัดจิตใจให้สงบ ได้แก่ ฝึกหัดชำระจิตให้สงบมีสุขภาพคุณภาพและประสิทธิภาพที่ดี
เนื่องในวันมาฆบูชา ขอเชิญพุทธศาสนนิกชนร่วมกันปฏิบัติธรรมในวันสำคัญนี้ และเพื่อร่วมเฉลิมฉลองใน วาระปีแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า พุทธชยันตี ๒,๖๐๐ ปี และเป็นโอกาสที่ชาวพุทธจะได้ถือปฏิบัติบูชาน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในมหามงคลทรงมีพระชนมายุ ๗ รอบ ๘๔ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถจะทรงมีพระชนมายุ๘๐ พรรษา และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร จะทรงมีพระชนมายุ ๖๐ พรรษา ในปี ๒๕๕๕.
ที่มา : สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
6 มีนาคม 2555