ส า ร ะ น่ า รู้
บทความ อาหารและยา
เรื่อง : สรรพคุณทางการแพทย์ของลำไย
เรียบเรียงโดย : ทายาท ถีระแก้ว
ป้อนข้อมูลโดย :

ลำไย ถือเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าอย่างมหัศจรรย์ ไม่เพียงแต่อุดมด้วยคุณค่า ทางโภชนาการจากสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นวิตามิน เกลือแร่ กรดหลายชนิดที่ร่างกายต้องการ เช่น กรดกลูโคนิค กรดมาลิก กรดซิตริก ฯลฯ รวมทั้งมีกรดอะมิโน อีก 9 ชนิด ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และแร่ธาตุอีกหลายชนิดที่ดีและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น ทองแดง สังกะสี แมงกานีส เป็นต้น ลำไยยังมีคุณค่าทางการแพทย์และเภสัชอีกด้วยถึงแม้ว่าหลายคนจะมีความเชื่อกันว่าหากรับประทานลำไยมากจะทำให้อ้วน แต่ความเป็นจริงรสหวานจากน้ำตาลผลไม้นั้นจะย่อยง่ายและมีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งคือน้ำตาล 3 ชนิด คือ กลูโคส ฟรุกโตส และซูโครสที่ร่างการต้องการ
การแพทย์แผนโบราณของจีนนั้นได้นำลำไยโดยเฉพาะลำไยแห้ง ซึ่งมีสรรพคุณใช้บำรุงเลือด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการไหลเวียนของโลหิต บำรุงร่างกาย ลำไย สามารถป้องกันเชื้อโรคบางชนิดได้ เป็นยาบำรุงร่างกาย ช่วยบำรุงกำลัง ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และช่วยบำรุงกำลังของสตรี ภายหลังจากการคลอดบุตร ช่วยบำรุงประสาท ในคนที่เป็นโรคประสาทอ่อน ๆ นอนไม่หลับ ใจสั่น จะช่วยให้หลับสบาย ช่วยระงับประสาท ที่อ่อนเพลียจากการตรากตรำทำงานหนัก ขี้ลืม ลืมง่าย ช่วยให้ความจำดี ช่วยลดความเครียดและแก้อาการเครียด กระวนกระวาย บำรุงประสาทตา บำรุงผิวพรรณ รับประทานขนาด 10-15 กรัม บำรุงม้าม บำรุงหัวใจ ช่วยย่อยอาหาร เป็นต้น ชาวจีนโบราณนิยมกินลำไยแห้ง หรือต้มดื่มน้ำลำไยอุ่นๆ บ้างก็เอามาปรุงเป็นอาหาร หั่นฝอยผัดกับข้าวก็ได้ หรือจะเอามาต้มน้ำแกงก็มีประโยชน์ต่อผิวพรรณและสุขภาพเช่นกัน
ในประเทศไทย ผลการวิจัยลำไยแห้งจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย รศ.ดร.อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ ภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ พบว่าในลำไย มีฤทธิ์ยับยั้งสารก่อมะเร็ง ช่วยลดอนุมูลอิสระในเม็ดเลือดขาว และในอนาคตอาจนำมาใช้ร่วมกับการรักษามะเร็งเพราะให้ผลข้างเคียงน้อยลงหรือไม่มีเลย ทำให้ลดขนาดการใช้ยา หรือเคมีบำบัดลง ซึ่งผลข้างเคียงมากกว่า ทั้งยังยืนยันสรรพคุณของลำไยว่ามีสารออกฤทธิ์เหนี่ยวนำเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่และเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวให้ตาย สารที่ยับยั้งความเป็นพิษของสารก่อมะเร็งทางเดินอาหาร สารที่ออกฤทธิ์ลดการเสื่อมสลายของข้อเข่า ผลการวิจัยล่าสุดได้พบว่าลำไยแห้งสามารถออกฤทธิ์ทำลายและต่อต้านอนุมูลอิสระได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีผิวเมลานิน ได้ดีกว่าสารเคมีที่ใช้ในเครื่องสำอางปัจจุบัน
ที่มา : คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
5 กรกฎาคม 2555