การป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง...

  • ข่าวจาก : สปชส.เชียงราย
  • เมื่อวันที่ : 13 ม.ค. 2563
  • อ่าน : 190 ครั้ง

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2563 ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เยี่ยมชมกิจกรรมรณรงค์ประหยัดน้ำในช่วงวิกฤตภัยแล้งของกระทรวงมหาดไทย เพื่อสร้างการรับรู้และตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการประหยัดน้ำ การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า การดูแลอุปกรณ์การใช้น้ำไม่ให้รั่วไหล เพื่อช่วยลดน้ำที่ต้องสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์   โดยกิจกรรมจะจัดขึ้นในช่วง เดือนมกราคม – มีนาคม 2563 พร้อมย้ำให้ทุกคนร่วมมือร่วมใจประหยัดน้ำ ใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อผ่านพ้นวิกฤตภัยแล้งนี้ ไปด้วยกัน เช่น หากเข้าห้องน้ำ แปรงฟัน แค่ประหยัดน้ำคนละ 1 นาทีต่อวันต่อคน ก็จะประหยัดได้มาก หรือการปิดก๊อกน้ำประปาที่ไม่ใช้ นอกจากจะประหยัดน้ำแล้วยังลดต้นทุนในการผลิตน้ำประปาด้วย

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการสนับสนุนงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปี 2562 ไปพลางก่อน สำหรับใช้เป็นค่าใช้จ่ายในโครงการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 ตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เสนอตามความเห็นของสำนักงบประมาณ รวมทั้งสิ้น 2,041 โครงการ ภายในวงเงิน 3,079,472,482 บาท เพื่อดำเนินโครงการแก้ปัญหาภัยแล้งดังนี้

1. ด้านอุปโภค-บริโภค

1.1 ในเขตพื้นที่บริการของการประปานครหลวง (กปน.) ได้จัดทำแผน ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง  จำนวน 4 โครงการ  

1.2 ในเขตพื้นที่บริการของการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ได้ประเมินพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำในเขต รวม 61 สาขา 31 จังหวัด ครอบคลุมโรงพยาบาลในพื้นที่เสี่ยง    จำนวน 224 แห่ง 

 1.3 ส่วนพื้นที่นอกเหนือจากข้อ 1.1 และ 1.2 กรมส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่น ได้สำรวจพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำครอบคลุมพื้นที่เสี่ยง 43 จังหวัด 42,452 หมู่บ้าน

2. ด้านเกษตร 

2.1 ในพื้นที่เขตชลประทาน มีมาตรการในการควบคุมจัดสรรน้ำให้เป็นไปตามแผนจัดสรรน้ำและสอดคล้องต่อปริมาณน้ำต้นทุน  โดยมีการปรับแผนจัดสรรน้ำอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ – กลาง เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2562 มีการปรับแผนเพิ่มขึ้น จำนวน 587 ล้านลูกบาศก์เมตร จากแผนเดิม 11,984 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็น 12,570 ล้านลูกบาศก์เมตร

2.2 นอกพื้นที่เขตชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมสำรวจพื้นที่ปลูกไม้ผลไม้ยืนต้นเสี่ยงขาดแคลนน้ำ 2.6 ล้านไร่ พบพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำขั้นรุนแรง ยืนต้นตายจำนวน 0.37 ล้านไร่ ในพื้นที่ 30 จังหวัด โดยมอบ      กรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาลจะดำเนินการจัดหาแหล่งน้ำต้นทุนสนับสนุนพร้อมทั้งจัดทำแผนและมาตรการเสนอโดยด่วนต่อไป

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2563 ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เยี่ยมชมกิจกรรมรณรงค์ประหยัดน้ำในช่วงวิกฤตภัยแล้งของกระทรวงมหาดไทย เพื่อสร้างการรับรู้และตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการประหยัดน้ำ การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า การดูแลอุปกรณ์การใช้น้ำไม่ให้รั่วไหล เพื่อช่วยลดน้ำที่ต้องสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์   โดยกิจกรรมจะจัดขึ้นในช่วง เดือนมกราคม – มีนาคม 2563 พร้อมย้ำให้ทุกคนร่วมมือร่วมใจประหยัดน้ำ ใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อผ่านพ้นวิกฤตภัยแล้งนี้ ไปด้วยกัน เช่น หากเข้าห้องน้ำ แปรงฟัน แค่ประหยัดน้ำคนละ 1 นาทีต่อวันต่อคน ก็จะประหยัดได้มาก หรือการปิดก๊อกน้ำประปาที่ไม่ใช้ นอกจากจะประหยัดน้ำแล้วยังลดต้นทุนในการผลิตน้ำประปาด้วย

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการสนับสนุนงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปี 2562 ไปพลางก่อน สำหรับใช้เป็นค่าใช้จ่ายในโครงการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 ตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เสนอตามความเห็นของสำนักงบประมาณ รวมทั้งสิ้น 2,041 โครงการ ภายในวงเงิน 3,079,472,482 บาท เพื่อดำเนินโครงการแก้ปัญหาภัยแล้งดังนี้

1. ด้านอุปโภค-บริโภค

1.1 ในเขตพื้นที่บริการของการประปานครหลวง (กปน.) ได้จัดทำแผน ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง  จำนวน 4 โครงการ  

1.2 ในเขตพื้นที่บริการของการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ได้ประเมินพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำในเขต รวม 61 สาขา 31 จังหวัด ครอบคลุมโรงพยาบาลในพื้นที่เสี่ยง  จำนวน 224 แห่ง 

 1.3 ส่วนพื้นที่นอกเหนือจากข้อ 1.1 และ 1.2 กรมส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่น ได้สำรวจพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำครอบคลุมพื้นที่เสี่ยง 43 จังหวัด 42,452 หมู่บ้าน

2. ด้านเกษตร 

2.1 ในพื้นที่เขตชลประทาน มีมาตรการในการควบคุมจัดสรรน้ำให้เป็นไปตามแผนจัดสรรน้ำและสอดคล้องต่อปริมาณน้ำต้นทุน  โดยมีการปรับแผนจัดสรรน้ำอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ – กลาง เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2562 มีการปรับแผนเพิ่มขึ้น จำนวน 587 ล้านลูกบาศก์เมตร จากแผนเดิม 11,984 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็น 12,570 ล้านลูกบาศก์เมตร

2.2 นอกพื้นที่เขตชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมสำรวจพื้นที่ปลูกไม้ผลไม้ยืนต้นเสี่ยงขาดแคลนน้ำ 2.6 ล้านไร่ พบพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำขั้นรุนแรง ยืนต้นตายจำนวน 0.37 ล้านไร่ ในพื้นที่ 30 จังหวัด โดยมอบ กรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาลจะดำเนินการจัดหาแหล่งน้ำต้นทุนสนับสนุนพร้อมทั้งจัดทำแผนและมาตรการเสนอโดยด่วนต่อไป

 3. ด้านการเตรียมความพร้อมรับมือ

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หน่วยบัญชา การทหารพัฒนา และกองทัพบกได้เตรียมความพร้อมเครื่องจักรกลยานพาหนะ เครื่องมือและอุปกรณ์ รวม 4,192 เครื่อง แบ่งเป็นรถบรรทุกน้ำ และรถผลิตน้ำ 1,517 เครื่อง เครื่องจักรและเครื่องขุด 175 เครื่อง และ เครื่องเจาะบ่อและสูบน้ำ 2,500 เครื่อง โดยมอบหมาย ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรับไปดำเนินการวางแผนการใช้เครื่องจักรเครื่องมือ เพื่อแก้ไขปัญหา ภัยแล้งต่อไป

ครม.เห็นชอบกรอบโครงสร้างศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจและแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤตน้ำ ตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เสนอ โดยกรอบโครงสร้างขององค์กรภายใต้ศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจและองค์ประกอบ กำหนดโครงสร้างตามระดับสาธารณภัยด้านน้ำที่เกิดขึ้น 3 ระดับ ดังนี้

ระดับ.1 ภาวะสถานการณ์มีแนวโน้มความรุนแรงเพิ่มขึ้นและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีความรุนแรงในพื้นที่มากกว่าร้อยละ 10  ของระดับภาค

ใช้โครงสร้างศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจ โดยมีผู้อำนวยการ คือ เลขาธิการ สทนช. มีอำนาจหน้าที่ อำนวยการ บริหารจัดการ รวบรวม บูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศทรัพยากรน้ำ ติดตาม วิเคราะห์แนวโน้ม ควบคุม กำกับ ดูแลสถานการณ์น้ำ รวมถึงวิเคราะห์สถานการณ์ รายงานกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ แล้วแจ้งเตือนไปยังกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) และหน่วยปฏิบัติอื่นๆ

ระดับ 2 ภาวะรุนแรง (หรือคาดว่าจะรุนแรง) และคาดว่าจะมีผลกระทบต่อประเทศไทยและมีแนวโน้มความรุนแรงสูงขึ้นในพื้นที่มากกว่าร้อยละ 30 ของระดับภาคและ/หรืออาจจะก่อให้เกิดผลกระทบ/ความเสียหายในบริเวณกว้าง ใช้โครงสร้างกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ โดยมีผู้อำนวยการ คือ รองนายกรัฐมนตรี   ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย รองผู้อำนวยการ คือ เลขาธิการ สทนช. โดยมีการบริหารจัดการน้ำซึ่งอยู่ในเกณฑ์วิกฤตน้ำรุนแรงหรือคาดการณ์ว่าจะรุนแรง(ระดับ 2) ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ติดตาม วิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ รวมถึงประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

ระดับ 3 ภาวะวิกฤติ (หรือคาดว่าจะเกิดวิกฤติ) และคาดว่า จะมีผลกระทบกับประเทศไทยและมีแนวโน้มความรุนแรงสูงขึ้นในพื้นที่มากกว่าร้อยละ 60 ของระดับภาค และ/หรืออาจจะก่อให้เกิดผลกระทบ/ความเสียหายในบริเวณกว้าง ใช้โครงสร้างศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ ซึ่งมีนายกฯ เป็นผู้บัญชาการ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ควบคุม สั่งการ บัญชาการ และอำนวยการแก้ไขปัญหาวิกฤตน้ำ    เป็นการชั่วคราว จนกว่าปัญหาวิกฤตน้ำจะผ่านพ้นไป รวมถึงออกคำสั่งเพื่อการป้องกันแก้ไข ควบคุม ระงับ หรือบรรเทา

ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : ส.ปชส.เชียงราย
บรรณาธิการ : ส.ปชส.เชียงราย
แหล่งที่มา : สปชส.เชียงราย

ข่าวสปข.3 ที่น่าสนใจ