รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดลำพูน เผย วัคซีนจะมาถึงไทยประมาณเดือนเมษายน 2564 และจะฉีดให้กลุ่มเสี่ยง 3 กลุ่มก่อน เช่น ผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป กลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ และกลุ่มเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 5 ปี

  • ข่าวจาก : ส.ปชส.ลำพูน
  • เมื่อวันที่ : 25 พ.ย. 2563
  • อ่าน : 325 ครั้ง

วันที่(25 พฤศจิกายน 2563) ที่ศาลากลางจังหวัดลำพูน  นายวรยุทธ เนาวรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน พร้อมด้วย นายแพทย์สุริยพงณช์   สุริยะพงฑากุล นายแพทย์เชี่ยวชาญ ( ด้านเวชกรรมป้องกัน ) รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดลำพูน  ร่วมกันแถลงสถานการณ์ไวรัสโควิด – 19   ทาง “  เฟซบุ๊ก แฟนเพจ  ศูนย์ข่าวโควิด – 19  ลำพูน  ”   ดำเนินการถ่ายทอดสดโดย สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลำพูน ทุกวันพุธ เวลา 15.00 น.   ซึ่งประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร การถ่ายทอดสดการแถลงสถานการณ์ และฝากข้อสอบถามข้อสงสัยได้ในแฟนเพจฯ ดังกล่าว

                 สำหรับสถานการณ์โควิด - 19 จังหวัดลำพูน  ณ วันที่  25  พฤศจิกายน  2563  ไม่พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม โดยมีผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อสะสม 4 ราย กลับบ้านแล้วทั้ง 4 ราย ไม่มีผู้รอผลตรวจ มีกลุ่มผู้เดินทางกลับจากต่างประเทศ 523 ราย ทำให้จังหวัดลำพูน ปราศจากผู้ติดเชื้อมาเป็นเวลา  239 วันแล้ว โดยจังหวัดยังคงบังคับใช้มาตรการป้องกัน โดยให้ประชาชนสวมใส่หน้ากากอนามัย - หน้ากากผ้าก่อนออกจากบ้าน เคหสถาน หรือไปยังพื้นที่ ที่แออัด การเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล และ ไม่ควรอยู่ในห้องที่มีความแออัด เกิน  2  ชั่วโมง  ห้างร้านสถาน ประกอบการควรหมั่นทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัส โต๊ะ เก้าอี้  และจัดจุดลงทะเบียน ด้วยการจดบันทึก หรือใช้ แอปพลิเคชั่น ไทยชนะ  มีจุดล้างมือ บริการอย่างเพียงพอ  และขอความร่วมมือร้านค้า ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความสะอาดและเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดระลอกที่สอง

                ด้าน รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดลำพูน เผยว่า บริษัทหลายแห่งกำลังเร่งพัฒนาวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรน่า2019 หรือโควิด-19 ปัจจุบัน วัคซีนของ 4 บริษัท คือ อ็อกซ์ฟอร์ด-แอสตราเซเนกา (Oxford-Astrazeneca), ไฟเซอร์-ไบออนเทค (Pfizer-BioNTech), สปุตนิก (Sputnik) และ โมเดอร์นา (Moderna) ต่างรายงานผลเบื้องต้นในการทดลองขั้นที่ 3 สำหรับประเทศไทย ได้สั่งนำเข้าวัคซีนมาจากประเทศอังกฤษ เป็นของบริษัท อ็อกซ์ฟอร์ด-แอสตราเซเนกา (Oxford-Astrazeneca) ซึ่งเป็นวัคซีนที่มีความปลอดภัย ตัววัคซีนผลิตขึ้นจากไวรัสของลิงชิมแปนซี แต่ว่าไวรัสตัวนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นในคน จากนั้นผู้ทดลองได้เติมยีนไวรัสโควิดเข้าไปที่ผิวของไวรัสตัวนี้อีกที จึงเกิดเป็นวัคซีนขึ้นมาและมีความปลอดภัยสูง โดยปกติวัคซีนจะมีอยู่ 2 แบบ คือ เชื้อเป็น และเชื้อตาย แต่วัคซีนที่ไทยได้รับมาในครั้งนี้เป็นวัคซีนที่ผลิตมาจากเชื้อเป็น แต่เป็นไวรัสที่ไม่สามารถเกิดขึ้นในคน สำหรับวัคซีนตัวนี้มีข้อดีก็คือ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีภูมิอากาศร้อน จึงสามารถเก็บวัคซีนตัวนี้ในอุณหภูมิที่ 0-8 องศาได้ดี วัคซีนตัวนี้มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคในคนได้ถึง 70-90%  รัฐบาลได้สั่งนำเข้ามาจำนวน 13 ล้านคน หรือ จำนวน 26 ล้านโดส คือ 1 คนจะสามารถฉีดได้ 2 ครั้ง ห่างกัน 1 เดือน

                ทั้งนี้จะทยอยฉีดในกลุ่มเสี่ยงที่ติดเชื้อโควิด-19 แล้วมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตก่อน เช่น กลุ่มผู้สูงอายุเกิน 70 ปีขึ้นไป กลุ่มที่มีโรคร่วมต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคถุงลมโปร่งพอง โรคอ้วนที่มีน้ำหนักเกิน 100 กิโลกรัมขึ้นไป  และอีกกลุ่มก็คือกลุ่มของเด็กเล็กที่มีอายุแรกเกิด-5ปี กลุ่มเหล่านี้จะได้รับการฉีดวัคซีนก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนวัคซีนที่นำเข้ามานั้นจะเดินทางมาถึงประเทศไปประมาณเดือนเมษายน 2564 และที่สำคัญขอยืนยันว่าเป็นวัคซีนที่ปลอดภัยอย่างแน่นอน.

ภาพข่าว

ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : อานนท์ บุญมาตุ้ย เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์จังหวัดลำพูน
ผู้เรียบเรียง : นายประเสริฐ อินทา ประชาสัมพันธ์จังหวัดลำพูน
แหล่งที่มา : ส.ปชส.ลำพูน

ข่าวที่น่าสนใจ