สมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน ลงพื้นที่รับฟังปัญหา  และพบปะประชาชนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการ  คทช. ที่อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน

  • ข่าวจาก : สวท.น่าน
  • เมื่อวันที่ : 27 ส.ค. 2563
  • อ่าน : 391 ครั้ง

       พลเอก สกนธ์  สัจจานิตย์ สมาชิกวุฒิสภา  รองประธานคณะกรรมการโครงการคนที่หนึ่ง  และนายสมชาย หาญหิรัญ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมการ คนที่สามและคณะ ได้ลงพื้นที่พบปะและรับฟังความคิดเห็นประชาชนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการของคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติหรือ  คทช.  โดยมีนายสัมฤทธิ์  สวามิภักดิ์  รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นำหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วยประชาชนในพื้นที่ร่วมให้ข้อมูล  ณ บ้านพี้กลาง หมู่ที่ 5  ตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน
       จากการลงพื้นที่ได้รับทราบข้อมูล คือการดำเนินงาน คทช. เกิดความเหลื่อมล้ำในเชิงพื้นที่แต่ละประเภท  โดยมีปัญหาอุปสรรค  คือความล่าช้า ไม่ต่อเนื่อง ไม่ชัดเจนในการดำเนินงาน  การพัฒนาโครงการตามนโยบายข้ามขั้นตอน  หน่วยงานเจ้าหน้าที่ภาครัฐไม่พยายามเข้าร่วมการขับเคลื่อนการพัฒนาที่แท้จริง  หน่วยงานที่รับผิดชอบในการพัฒนาระบบน้ำไม่ทำงานตามแผนที่วางไว้  และขาดการสร้างความเข้าใจกระบวนการขั้นตอนและยุทธศาสตร์การพัฒนาขับเคลื่อนโครงการ การออกคู่มือ  ขาดการจัดระเบียบของสมาชิก คทช. ไม่มีความชัดเจนในการพัฒนาและการใช้พื้นที่แท้จริง  ซึ่งคณะสมาชิกวุฒิสภารับที่จะนำปัญหาไปเสนอส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการแก้ไขต่อไป
     ด้านนายอิสรภาพ  คำฟู นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพี้  ได้กล่าวให้ข้อมูลการดำเนินงานตามคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติหรือ  คทช. ในพื้นที่ตำบลบ้านพี้  อ.บ้านหลวง  ว่า ประชาชนได้รับการอนุญาตให้ทำกินในพื้นที่ของรัฐ โดยพื้นที่ ต.บ้านพี้ เป็น 1 ใน 4 ตำบล ที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำยาว และป่าน้ำสวด คือ ต.ตาลชุม ต.บ้านพี้ ต.บ้านยอด และต.เปีย เมื่อปี 2559 ได้รับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่จาก พลเอกประยุทธ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี โดยบ้านพี้มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ คทช. จำนวน 103 ครัวเรือน  รวมพื้นที่ 1,994  ไร่  ได้ดำเนินการตั้งแต่ปี 2559 - 2563 ได้มีการพัฒนา คือการปรับพื้นที่นาขั้นบันไดปลูกข้าว ส่งเสริมการเลี้ยงปลาดุก ส่งเสริมการเลี้ยงไก่ โดยมอบลูกไก่และอาหารไก่ให้ ซึ่งต่อมามีการขยายพันธุ์ ขายไก่ได้ ครั้งละ 100  –  200 ตัว ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และการปลูกไม้เศรษฐกิจ ซึ่งเคยส่งเสริมปลูกไม้ผล เช่น ทุเรียน แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ จึงปรับเปลี่ยนเป็นการปลูกไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ ปลูกไม้ยืนต้นบนดอย โครงการสวมหมวกให้ภูเขา สวมรองเท้าให้ตีนดอย โดยข้อดีของ คทช. คือ เกษตรกรได้รับอนุญาตให้ทำกิน ไม่ต้องหวาดระแวง ได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนจากรัฐมากขึ้น ส่วนข้อเสีย คือเกิดความเหลื่อมล้ำในเชิงพื้นที่ในแต่ละประเภท ทั้งนี้อยากให้รัฐเร่งสร้างความชัดเจนในกรอบการทำงานในโครงการ คทช.  การขับเคลื่อนการพัฒนาที่ได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ การสร้างความเข้าใจในขั้นตอนกระบวนการและยุทธศาสตร์การพัฒนาและขับเคลื่อนโครงการ ที่สำคัญ คือยังไม่มีการเข้ามาพัฒนาระบบน้ำ ซึ่งเป็นความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่  นายอิสรภาพ   กล่าว

ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : สรวิชญ์ ไชยคำ(บรรลือ อินต๊ะไชย)
บรรณาธิการ : สรวิชญ์ ไชยคำ
แหล่งที่มา : สวท.น่าน

ข่าวสปข.3 ที่น่าสนใจ