<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[7 ประเด็นหลัก ภารกิจพื้นฐาน]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/index/id/2438</link>
<atom:link href="https://region3.prd.go.th/th/content/category/index/id/2438" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลย้ำมาตรการ “No ID, No Ads” ครอบคลุมผู้ลงโฆษณาทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงทุกแพลตฟอร์มที่เข้าเกณฑ์]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/554239</link>
<guid isPermaLink="false">9fb461cb9f5260697cd8a0eda1b49596</guid>
<pubDate>Mon, 26 Oct 2026 11:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://media.thaigov.go.th/KNd-hGBvvb3xQXf4pqnJyWB259Y=/https://www.thaigov.go.th/uploads/images/74/2026/10/jpg/20261026074620_3605.jpg" style="width: 75%;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;">(26 ตุลาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเพิ่มเติมถึงมาตรการพิสูจน์ตัวตนผู้ลงโฆษณาบนสื่อสังคมออนไลน์ ภายใต้แนวทาง &ldquo;No ID, No Ads&rdquo; ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ว่า รัฐบาล โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้การกำกับดูแลของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มุ่งยกระดับความปลอดภัยของประชาชนจากอาชญากรรมออนไลน์ โดยไม่ได้มีเป้าหมายเพิ่มภาระให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม แต่ต้องการให้แพลตฟอร์มมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกัน พร้อมเปิดโอกาสให้แต่ละแพลตฟอร์มเลือกวิธีพิสูจน์ตัวตนที่เหมาะสมกับระบบของตนเอง โดยต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นางสาวลลิดากล่าวว่า มาตรการดังกล่าวไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ลงโฆษณาในประเทศไทย แต่ครอบคลุมถึงผู้ลงโฆษณาจากต่างประเทศที่เผยแพร่โฆษณาเข้าถึงประชาชนในประเทศไทยผ่านแพลตฟอร์มที่อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ด้วย โดยแพลตฟอร์มสามารถใช้ระบบพิสูจน์ตัวตนที่มีอยู่แล้ว รวมถึงตรวจสอบเอกสารแสดงตนที่ออกโดยหน่วยงานรัฐต่างประเทศตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยผู้ลงโฆษณาไม่จำเป็นต้องเดินทางมายืนยันตัวตนในประเทศไทย ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงผู้เกี่ยวข้องได้เมื่อเกิดปัญหา โดยไม่สร้างอุปสรรคเกินความจำเป็นต่อการประกอบธุรกิจและการโฆษณาข้ามประเทศ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">สำหรับข้อสงสัยว่ามาตรการนี้ใช้เฉพาะแพลตฟอร์ม Meta หรือไม่ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า หลักเกณฑ์ไม่ได้กำหนดเฉพาะแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง แต่ครอบคลุมผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ทุกรายที่เข้าเงื่อนไขตามประกาศ รวมถึง TikTok และแพลตฟอร์มอื่นที่อยู่ในขอบเขตการบังคับใช้ โดยแต่ละแพลตฟอร์มสามารถเลือกใช้เทคโนโลยีและกระบวนการพิสูจน์ตัวตนที่แตกต่างกันได้ ตราบใดที่เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย ซึ่งภาครัฐจะประสานความร่วมมือกับผู้ให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานและให้เกิดการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า ภายหลังมาตรการมีผลบังคับใช้ ภาครัฐจะประสานกับแพลตฟอร์มเพื่อติดตามประสิทธิผลของมาตรการ โดยพิจารณาทั้งสัดส่วนบัญชีผู้ลงโฆษณาที่ผ่านการพิสูจน์ตัวตน จำนวนและแนวโน้มการแจ้งโฆษณาหลอกลวง ความรวดเร็วในการตรวจสอบและจัดการโฆษณาที่มีปัญหา ตลอดจนความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับถึงผู้เกี่ยวข้องเมื่อเกิดความเสียหาย โดยรัฐบาลจะให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ด้านความปลอดภัยของประชาชนและการลดความเสียหายจากการหลอกลวง มากกว่าการพิจารณาเพียงจำนวนบัญชีที่ยืนยันตัวตนแล้ว</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ทั้งนี้ หากแพลตฟอร์มไม่ดำเนินการตามมาตรการที่กฎหมายกำหนด และเกิดความเสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี อาจมีความรับผิดร่วมตามเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติ โดยการพิจารณาความรับผิดต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงและหลักเกณฑ์ของกฎหมาย ไม่ใช่การกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องรับผิดโดยอัตโนมัติทุกกรณี</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">สำหรับประชาชนที่พบโฆษณาหลอกลวงหรือได้รับความเสียหาย ขอให้เก็บหลักฐานสำคัญ ได้แก่ ภาพหน้าจอและลิงก์โฆษณา ชื่อบัญชีผู้โฆษณา ข้อความสนทนา และหลักฐานการโอนเงิน พร้อมรีบติดต่อธนาคารและแจ้งความผ่านสายด่วน 1441 หรือระบบแจ้งความออนไลน์ รวมถึงแจ้งแพลตฟอร์มที่เผยแพร่โฆษณา เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบและติดตามผู้กระทำผิด โดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจสามารถขอข้อมูลจากแพลตฟอร์มตามขั้นตอนของกฎหมายเพื่อประกอบการสืบสวนสอบสวนได้</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;รัฐบาลยืนยันว่ามาตรการ No ID, No Ads ไม่ได้มุ่งสร้างภาระให้ผู้ประกอบการหรือแพลตฟอร์ม แต่ต้องการปิดช่องว่างที่มิจฉาชีพใช้โฆษณาออนไลน์เข้าถึงประชาชน ไม่ว่าผู้ลงโฆษณาจะอยู่ในประเทศหรือต่างประเทศ หรือใช้แพลตฟอร์มใดที่อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ ก็ต้องสามารถตรวจสอบตัวตนได้ โดยรัฐบาลจะวัดความสำเร็จจากการลดความเสี่ยงและความเสียหายของประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อสร้างระบบโฆษณาออนไลน์ที่ปลอดภัย โปร่งใส และตรวจสอบได้มากขึ้น&rdquo; นางสาวลลิดากล่าว</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลจะเดินหน้าประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบังคับใช้มาตรการตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการและประชาชน เพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลดำเนินไปพร้อมกับการคุ้มครองประชาชนจากภัยอาชญากรรมออนไลน์</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/20261026784f2d62b50998df71776bba8e2dd0cf111321.jpg' type='image/jpg' length='441306' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทยยังมีจุดแข็ง! IMF ชี้ทุนสำรองมั่นคง 2.82 แสนล้านดอลลาร์ ต่างชาติลงทุนเพิ่ม 30% รัฐบาลชูฐานการผลิตแข็งแกร่ง เร่งต่อยอดสร้างงาน–เพิ่มรายได้ประชาชน]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/551211</link>
<guid isPermaLink="false">516b3703972f33c45dd9e8f8069f00bf</guid>
<pubDate>Thu, 15 Oct 2026 16:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h2 style="text-align: center;"><img alt="" src="https://media.thaigov.go.th/XCzWyvvpFSfLD-d4n5JIzLLIQfQ=/https://www.thaigov.go.th/uploads/images/235/2026/10/jpeg/20261015102117_4079.jpeg" style="width: 75%;" /></h2>

<p><span style="font-size:24px;">วันนี้ (15 ตุลาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ประเทศไทยยังมีจุดแข็งทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ทั้งเสถียรภาพทางการเงิน ทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง ฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง และความสามารถในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยรัฐบาลมุ่งนำศักยภาพเหล่านี้มาต่อยอดให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชน แม้รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ฉบับเดือนตุลาคม 2569 จะคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัว 2.1% ซึ่งยังต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาคก็ตาม</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นางสาวลลิดากล่าวว่า รายงาน External Sector Report 2026 ของ IMF ระบุว่า ประเทศไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศในปี 2568 ประมาณ 282,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 237,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 โดยมีทุนสำรองคิดเป็นประมาณ 2.6 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น และสามารถรองรับการนำเข้าได้ประมาณ 10 เดือน ซึ่ง IMF ประเมินว่าทุนสำรองของไทยอยู่สูงกว่าช่วงเกณฑ์ความเพียงพอ สะท้อนถึงความสามารถในการรองรับความผันผวนจากเศรษฐกิจโลก และเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ขณะเดียวกัน รายงาน World Investment Report 2026 ของหน่วยงานการค้าและการพัฒนาของสหประชาชาติ (UNCTAD) ระบุว่า เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทยในปี 2568 มีมูลค่า 19,098 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 14,652 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 30% สะท้อนว่าไทยยังเป็นจุดหมายการลงทุนที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะการมีฐานอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการขยายตัวของภาคการผลิต</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า จุดแข็งสำคัญอีกด้านของประเทศไทย คือฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ เครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน และโครงสร้างพื้นฐานด้านการส่งออก ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งยังเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยและแรงงานไทยพัฒนาศักยภาพเพื่อรองรับการลงทุนใหม่</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ เรามีทั้งฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง เครือข่ายผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์ เงินลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น และทุนสำรองระหว่างประเทศที่มั่นคง สิ่งเหล่านี้คือจุดแข็งที่สามารถนำมาต่อยอดได้ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนศักยภาพของประเทศให้เป็นการลงทุนจริง การจ้างงานจริง และรายได้ที่เพิ่มขึ้นของประชาชน&rdquo; นางสาวลลิดากล่าว</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สำหรับการประเมินของ IMF ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.1% และเติบโตต่ำที่สุดในกลุ่ม ASEAN-5 ซึ่งประกอบด้วยอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทยนั้น รัฐบาลรับฟังและตระหนักถึงความจำเป็นในการเร่งยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมองว่าการมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคงเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ แต่ต้องเร่งนำมาใช้สร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศ ไม่ใช่เพียงรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเท่านั้น</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ทั้งนี้ รัฐบาลมุ่งส่งเสริมการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ สนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมใหม่ พัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจ และลดอุปสรรคต่อการประกอบกิจการ เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนสามารถกระจายประโยชน์ไปสู่ประชาชนได้อย่างกว้างขวาง</span></p>

<blockquote>
<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">&ldquo;รัฐบาลไม่ได้มองข้ามปัญหาเศรษฐกิจโตช้าหรือความเดือดร้อนด้านปากท้องของประชาชน แต่เชื่อว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพและต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ดี สิ่งสำคัญจากนี้คือการใช้จุดแข็งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะความสำเร็จทางเศรษฐกิจไม่ได้วัดจากตัวเลขทุนสำรองหรือเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากการที่ประชาชนมีงานทำ มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม&rdquo; นางสาวลลิดากล่าว</span></span></p>
</blockquote>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/2026101594290316074efdf39778a1f0dd1dce78162523.jpg' type='image/jpg' length='509615' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[IMF ชี้ไทยเป็นเจ้าภาพประชุม IMF–World Bank Group ในจังหวะที่เหมาะสม สะท้อนบทบาทเอเชีย–แปซิฟิกที่เติบโตขึ้นบนเวทีเศรษฐกิจโลก]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/549243</link>
<guid isPermaLink="false">8c4031f7de3b04a1674eff3e637d9147</guid>
<pubDate>Thu, 08 Oct 2026 15:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นางคริสตาลินา กอร์เกียวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวในงาน Forbes Global CEO Conference เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ถึงการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF&ndash;World Bank Group Annual Meetings) ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในสัปดาห์หน้าว่า การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม ท่ามกลางบทบาทของภูมิภาคเอเชีย&ndash;แปซิฟิกที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระบบเศรษฐกิจโลกตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นับตั้งแต่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อปี 2534 บทบาทของภูมิภาคเอเชีย&ndash;แปซิฟิกในเศรษฐกิจโลกได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของภูมิภาคเพิ่มขึ้นจากประมาณร้อยละ 25 เป็นร้อยละ 43 ของ GDP โลก สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจโลก และบทบาทที่เพิ่มขึ้นของภูมิภาคเอเชีย&ndash;แปซิฟิกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระหว่างประเทศ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ทั้งนี้ การเติบโตของภูมิภาคเอเชีย&ndash;แปซิฟิกเป็นผลจากการขยายตัวของการค้า การลงทุน และภาคการผลิต ตลอดจนการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่มูลค่าโลก ส่งผลให้ภูมิภาคมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก และเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีศักยภาพด้านการลงทุนและการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งสำคัญนี้ นับเป็นโอกาสในการแสดงศักยภาพและยกระดับบทบาทของไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในสายตาประชาคมระหว่างประเทศ พร้อมเปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนมุมมอง กระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ และต่อยอดโอกาสทางเศรษฐกิจให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยในระยะยาว&rdquo; นางสาวลลิดา กล่าว</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/20261008b3eeb711f488b2d02dcfd99447116bae151716.png' type='image/png' length='1185088' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[โฆษกรัฐบาลย้ำ รัฐบาลบริหารน้ำไร้รอยต่อ ประสานกรุงเทพฯ สมุทรปราการ กรมชลประทาน และ สทนช. เร่งช่วยประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/549228</link>
<guid isPermaLink="false">0d657ed1e4678003362bc051a23d94d5</guid>
<pubDate>Thu, 08 Oct 2026 15:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://media.thaigov.go.th/Wt9lYutRjrjSc3NUIdRMDwk_J_s=/https://www.thaigov.go.th/uploads/images/314/2026/10/jpeg/20261008122146_8162.jpeg" style="width: 75%;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;">วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม 2569) เวลา 10.00 น. ณ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม (JICC - Joint Information and Communication Center) ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายแพทย์เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงข้อมูลสภาพอากาศและแนวโน้มฝน พร้อมการบริหารจัดการน้ำและสถานการณ์น้ำในพื้นที่ต่าง ๆ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาได้แจ้งเตือนฝนระลอกใหม่ 9&ndash;13 ตุลาคม โดยเฉพาะภาคใต้และภาคตะวันตก โดยนางสาววิรงรอง สุขา นักอุตุนิยมวิทยาชำนาญการพิเศษ กรมอุตุนิยมวิทยา ได้เปิดเผยในการแถลงของศูนย์ว่า การพยากรณ์อากาศในเดือนตุลาคม 2569 ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้บางแห่ง ขณะที่ภาคใต้ยังคงมีฝนตกหนักในบางพื้นที่</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">สำหรับช่วงวันที่ 9&ndash;13 ตุลาคม 2569 คาดว่าจะมีฝนระลอกใหม่ เนื่องจากเป็นช่วงปลายฤดูฝน โดยมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ประกอบกับร่องมรสุมจะพาดผ่านบริเวณภาคใต้ตอนบน ขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ส่งผลให้แต่ละพื้นที่มีฝนเพิ่มขึ้นตามช่วงเวลา ดังนี้</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">- วันที่ 9 ตุลาคม 2569 ฝนจะเพิ่มขึ้นบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา สุราษฎร์ธานี พังงา นครศรีธรรมราช ระนอง และยะลา<br />
- วันที่ 10 ตุลาคม 2569 ฝนจะเพิ่มขึ้นบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราชและพังงา<br />
- วันที่ 11 ตุลาคม 2569 ฝนจะเพิ่มขึ้นบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง พัทลุง สงขลา และสตูล<br />
- วันที่ 12 ตุลาคม 2569 ภาคใต้จะมีฝนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และตรัง<br />
- วันที่ 13 ตุลาคม 2569 ภาคใต้ยังคงมีฝนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจังหวัดระนองและยะลา</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">กรมอุตุนิยมวิทยาขอให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังได้ โดยขอให้ประชาชนวางแผนการดำเนินชีวิตและการเดินทางด้วยความระมัดระวัง พร้อมติดตามประกาศและข้อมูลพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง ผ่านเว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา หรือสายด่วน 1182 ตลอด 24 ชั่วโมง</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">สำหรับการบริหารจัดการน้ำและสถานการณ์น้ำในพื้นที่ต่าง ๆ นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติม ดังนี้</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">สถานการณ์แม่น้ำเจ้าพระยามีแนวโน้มดีขึ้น แม้ระดับน้ำในแม่น้ำปิงอาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาลดลงประมาณชั่วโมงละ 1&ndash;2 เซนติเมตร จึงคาดว่า หากประเมินร่วมกับปริมาณฝนที่ตกลงมา อาจสามารถปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งปัจจุบันระบายอยู่ที่ 2,350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยจะทยอยลดการระบายเป็นขั้นบันไดตามสถานการณ์</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">สำหรับปริมาณน้ำที่สถานีวัดน้ำบางไทรอยู่ที่ประมาณ 2,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยจากการตรวจสอบของกรุงเทพมหานคร ระดับน้ำในบางจุดยังต่ำกว่าระดับตลิ่งประมาณ 95 เซนติเมตร และบางจุดต่ำกว่าประมาณ 1.20 เมตร สถานการณ์แม่น้ำเจ้าพระยาจึงมีแนวโน้มคลี่คลายและระดับน้ำลดลง</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">สำหรับลุ่มน้ำแม่กลอง เขื่อนวชิราลงกรณมีปริมาณน้ำอยู่ที่ประมาณร้อยละ 98.5 ของความจุอ่างฯ โดยมีการบริหารจัดการน้ำตามสถานการณ์ฝนที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ และยังคงระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการบริหารจัดการบริเวณเขื่อนแม่กลองตอนล่าง ปัจจุบันมีการระบายน้ำประมาณ 1,127 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่แม่น้ำแม่กลองบริเวณท้ายเขื่อนสามารถรองรับน้ำได้ประมาณ 1,300&ndash;1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทั้งนี้ ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษบริเวณตลิ่งฝั่งขวาของแม่น้ำแม่กลองซึ่งมีระดับต่ำกว่าฝั่งซ้าย</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">สำหรับจังหวัดเพชรบุรี ตามข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. คาดว่าจะมีฝนตกหนักในช่วงวันที่ 10&ndash;12 ตุลาคม โดยผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์แล้ว</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นายไพฑูรย์กล่าวถึงสถานการณ์ลุ่มน้ำภาคตะวันออก ซึ่งประกอบด้วยจังหวัดปราจีนบุรี นครนายก และฉะเชิงเทรา ว่า จากการคาดการณ์มีปริมาณน้ำไหลลงสู่พื้นที่ประมาณ 2,100 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเกือบ 10 เท่าของความจุเขื่อนขุนด่านปราการชล โดยมวลน้ำส่วนใหญ่จะไหลเข้าสู่พื้นที่ด้านตะวันออกหรือฝั่งซ้ายของแม่น้ำบางปะกง</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">เมื่อพิจารณาสัดส่วนของลุ่มน้ำ พบว่า ปริมาณน้ำจากลุ่มน้ำบางปะกงมีสัดส่วนประมาณ 4 เท่าของลุ่มน้ำปราจีนบุรีและนครนายก ขณะที่บริเวณลุ่มน้ำในพื้นที่ฉะเชิงเทรา โดยเฉพาะบริเวณคลองท่าลาด มีปริมาณน้ำประมาณ 2&ndash;3 เท่า อย่างไรก็ตาม ลักษณะภูมิประเทศบริเวณด้านตะวันออกของจังหวัดฉะเชิงเทราซึ่งมีภูเขาสูง ทำให้มวลน้ำเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วและถูกผลักข้ามแนวคันโครงการพระองค์ไชยานุชิตเข้าสู่พื้นที่รอยต่อระหว่างกรุงเทพมหานครและจังหวัดฉะเชิงเทรา</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">จากการตรวจสอบข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมของยุโรปล่าสุดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พบว่ามวลน้ำบางส่วนถูกผลักเข้ามาอยู่ในพื้นที่ระหว่างจังหวัดฉะเชิงเทรากับกรุงเทพมหานคร ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้บริหารจัดการและระบายน้ำอย่างไร้รอยต่อ โดยเริ่มตั้งแต่พื้นที่นครนายก องครักษ์ และบางส่วนของบางน้ำเปรี้ยว รวมถึงพื้นที่ระหว่างแนวคันโครงการพระองค์ไชยานุชิต</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ทั้งนี้ ได้มีการประสานงานร่วมกับกรุงเทพมหานครและจังหวัดสมุทรปราการ โดยกรมชลประทานจะบริหารจัดการและเร่งผลักดันน้ำลงสู่คลองชายทะเลให้เร็วที่สุด ขณะที่บริเวณคลองชายทะเล กรมชลประทานได้เร่งสูบน้ำเพื่อรักษาระดับน้ำให้อยู่ในระดับต่ำ ส่วนคลองสำโรง หน่วยงานท้องถิ่นและองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการได้เร่งระบายน้ำเช่นกัน เพื่อเตรียมพื้นที่รองรับน้ำจากพื้นที่โดยรอบ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">เมื่อกรุงเทพมหานครสามารถบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ได้แล้ว จะสามารถเปิดรับน้ำบางส่วนเพื่อช่วยระบายน้ำจากพื้นที่รอยต่อได้เพิ่มเติม ขณะที่พื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกงในจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้แก่ บางคล้า บางน้ำเปรี้ยว บ้านโพธิ์ และราชสาส์น จะเร่งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำประมาณ 4 จุด พร้อมเร่งสูบน้ำในพื้นที่สำคัญ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อประชาชน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นายไพฑูรย์กล่าวว่า แม้ปริมาณน้ำในปีนี้จะมากกว่าปี 2556 แต่เนื่องจากมวลน้ำส่วนหนึ่งถูกผลักเข้าสู่พื้นที่ระหว่างกรุงเทพมหานครกับจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเฉพาะบริเวณฝั่งตะวันตกของจังหวัดฉะเชิงเทรา ส่งผลให้ระดับน้ำสูงสุดคาดว่าจะต่ำกว่าปี 2556 อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการระบายน้ำออกจากพื้นที่ จึงได้ระดมกำลังและทรัพยากรของทุกหน่วยงานลงพื้นที่อย่างเต็มที่ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในจังหวัดฉะเชิงเทรา นครนายก และปราจีนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขัง</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">โฆษกรัฐบาลกล่าวในช่วงท้ายว่า รัฐบาลได้ดำเนินการบริหารจัดการน้ำแบบไร้รอยต่อ โดยมีการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด และมีสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการการดำเนินงานร่วมกับกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับสถานการณ์ฝนระลอกใหม่ และเร่งคลี่คลายผลกระทบในพื้นที่ที่ยังประสบปัญหาโดยเร็วที่สุด</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/20261008257f9e631375bb4d7046655c2bad8f19150559.jpg' type='image/jpg' length='435854' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลย้ำ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” หากไม่สะดวกยืนยันสิทธิผ่านแอป “เป๋าตัง” สามารถรับบริการได้ที่ธนาคารกรุงไทยทั่วประเทศย้ำประชาชนกดยืนยันสิทธิภายใน 15 ต.ค. นี้]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/548654</link>
<guid isPermaLink="false">e87d54b662b5b72aecb4ff29f348159d</guid>
<pubDate>Wed, 07 Oct 2026 09:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (7 ตุลาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม)&rdquo; ว่า ณ วันที่ 5 ตุลาคม 2569 เวลา 23.00 น. มีประชาชนกดเข้าร่วมโครงการแล้ว 25,481,215 ราย คิดเป็น 83.0% จากจำนวนผู้มีสิทธิทั้งหมด 30,709,378 ราย ขณะที่ร้านค้าเข้าร่วมแล้ว 940,544 ราย คิดเป็น 78.9% จากจำนวนร้านค้าทั้งหมด 1,191,936 ราย</p>

<p>นางสาวลลิดากล่าวว่า รัฐบาลขอเน้นย้ำสำหรับประชาชนที่มีสิทธิ แต่ไม่สะดวกดำเนินการด้วยตนเองผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; สามารถขอรับบริการอำนวยความสะดวกในการติดตั้งและลงทะเบียนแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; รวมถึงสมัครกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ของภาครัฐ (G-Wallet) ได้ที่สาขาธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิได้อย่างทั่วถึง โดยไม่จำเป็นต้องดำเนินการผ่านโทรศัพท์ด้วยตนเองทุกขั้นตอน</p>

<p>สำหรับประชาชน สามารถกดยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; ได้ตั้งแต่วันที่ 1&ndash;15 ตุลาคม 2569 ส่วนผู้ประกอบการสามารถกดยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม&ndash;30 พฤศจิกายน 2569 โดยโครงการไม่มีการเปิดรับสมัครร้านค้ารายใหม่</p>

<p>ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับวงเงินสนับสนุนจากภาครัฐในอัตรา 60% แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม&ndash;30 พฤศจิกายน 2569 สามารถใช้จ่ายซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้ระหว่างเวลา 06.00&ndash;23.00 น. และสามารถซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหารที่เข้าร่วมโครงการได้ระหว่างเวลา 06.00&ndash;21.00 น.</p>

<p>&ldquo;ขณะนี้มีประชาชนกดยืนยันเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 25.48 ล้านราย แต่ยังมีผู้มีสิทธิอีกส่วนหนึ่งที่ยังไม่ได้ดำเนินการ รัฐบาลจึงขอให้ผู้มีสิทธิตรวจสอบและกดยืนยันภายในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่สะดวกดำเนินการผ่านแอปเป๋าตังด้วยตนเอง สามารถไปขอรับบริการอำนวยความสะดวกได้ที่สาขาธนาคารกรุงไทย เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิในโครงการ&rdquo; นางสาวลลิดากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/20261007fa53275e90bbd090a097a8300c2c7512092346.jpg' type='image/jpg' length='319212' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลเร่งระบายน้ำและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั่วประเทศ ด้าน กทม. เร่งแก้จุดน้ำท่วมขัง ขณะที่ ปภ. ทยอยรวบรวมข้อมูลส่งธนาคารออมสิน เตรียมโอนเงินเยียวยาล็อตแรก 8 ต.ค. นี้]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/548448</link>
<guid isPermaLink="false">e9e59335cb19a910881f37f20e42887d</guid>
<pubDate>Tue, 06 Oct 2026 13:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">วันนี้ (วันอังคารที่ 6 ตุลาคม 2569) เวลา 10.00 น. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการแถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม (JICC - Joint Information and Communication Center) ว่า สถานการณ์น้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ขณะนี้ถนนที่ยังมีน้ำท่วมขัง ได้แก่ ถนนฉลองกรุง จึงขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว ขณะที่ชุมชนเคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง สามารถลดระดับน้ำได้เกินเป้าหมายที่กำหนดไว้วันละ 25 เซนติเมตร ส่งผลให้ระดับน้ำลดลงจนอยู่ในระดับที่สามารถสัญจรได้แล้ว โดยยังมีน้ำขังเฉพาะบริเวณซอยย่อย คาดว่าจะสามารถระบายได้ภายใน 2 - 3 วัน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ส่วนพื้นที่มีนบุรี หนองจอก ประเวศ และสะพานสูง ซึ่งได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักเมื่อวานนี้ กรุงเทพมหานครได้เร่งระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง ขณะที่พื้นที่สายไหม - ออเงิน อยู่ระหว่างเร่งระบายน้ำ และพิจารณาเปิดประตูระบายน้ำเพื่อช่วยระบายน้ำจากจังหวัดปทุมธานี</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ด้านนายเกรียงไกร ศิวะศิริยางกูร ผู้อำนวยการส่วนปฏิบัติการจัดการคุณภาพน้ำ สำนักงานจัดการคุณภาพน้ำ สำนักการระบายน้ำ กล่าวว่า ภาพรวมสถานการณ์น้ำบนถนนสายหลักของ กทม. มีแนวโน้มดีขึ้น โดยพื้นที่เคหะร่มเกล้ายังมีน้ำขังบางส่วนในซอยย่อย หากประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากปัญหากลิ่น กทม. จะนำสารชีวภาพไปใช้เพื่อบรรเทาปัญหา ขณะเดียวกัน เมื่อระดับน้ำลดลงและมีขยะตกค้าง สำนักงานเขตและสำนักสิ่งแวดล้อมจะร่วมกันเร่งจัดเก็บและแก้ไขปัญหาขยะในพื้นที่ พร้อมเปิดช่องทางให้ประชาชนลงทะเบียนขอจัดเก็บขยะชิ้นใหญ่</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">สำหรับการลงทะเบียนขอรับการช่วยเหลือของผู้ประสบภัย ข้อมูล ณ เวลา 08.30 น. มีผู้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ claim.bangkok.go.th แล้วกว่า 49,000 ราย โดยพื้นที่ที่มีผู้ลงทะเบียนมากที่สุด ได้แก่ เขตลาดกระบัง รองลงมาเป็นเขตบางกะปิและเขตสายไหม ทั้งนี้ ประชาชนสามารถยื่นขอรับสิทธิได้หลายรายการ โดยสิทธิที่มีการยื่นขอมากที่สุด ได้แก่ ค่าดำรงชีพ ค่าซ่อมแซมบ้าน ค่าเครื่องมือ และทุนประกอบอาชีพ ตามลำดับ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ทั้งนี้ ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะคำร้องผ่านระบบออนไลน์ และลงทะเบียนทางออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือยื่นคำร้องที่สำนักงานเขตในพื้นที่ โดยการยื่นที่สำนักงานเขตสามารถใช้บัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านเพื่อแสดงตัวตน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ด้าน ดร.ศิริธร สมสุวรรณ ผู้อำนวยการกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยความคืบหน้าการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งกำหนดให้ความช่วยเหลือบ้านเรือนที่อยู่อาศัยที่ถูกน้ำท่วม ครัวเรือนละ 9,000 บาท และบ้านเรือนหรืออาคารสูงที่ถูกน้ำล้อม ครัวเรือนละ 5,000 บาท ว่า ณ เวลา 07.50 น. วันนี้ มีจังหวัดส่งข้อมูลยืนยันมายัง ปภ. แล้ว 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสระแก้ว 594 ครัวเรือน และจังหวัดกระบี่ 17 ครัวเรือน รวม 611 ครัวเรือน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ทั้งนี้ ปภ. กำหนดรวบรวมและยืนยันข้อมูลจากจังหวัดและกรุงเทพมหานครที่อยู่ในพื้นที่ประกาศให้ความช่วยเหลือ ก่อนส่งต่อให้ธนาคารออมสินภายในเวลา 20.00 น. ของทุกวัน โดยในวันนี้จะมีการยืนยันข้อมูลและรวบรวมยอดเพิ่มเติมจากจังหวัดที่ส่งข้อมูลเข้ามาระหว่างวัน เพื่อให้ธนาคารออมสินดำเนินการโอนเงินช่วยเหลือให้แก่ผู้ประสบภัยล็อตแรกภายในช่วงเช้าวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีที่ให้เร่งทยอยจ่ายเงินช่วยเหลือ โดยไม่ต้องรอให้ข้อมูลครบทั้งหมด</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นอกเหนือจาก 65 จังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ตามมติคณะรัฐมนตรีแล้ว ปภ. ได้เสนอขอความเห็นชอบเพิ่มเติมพื้นที่เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีอุทกภัยอีก 1 จังหวัด คือ จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักถึงหนักมากตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2569 ส่งผลให้มีปริมาณฝนสะสมจำนวนมาก ประกอบกับปริมาณน้ำท้ายเขื่อนแม่กลองเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เบื้องต้นมีประชาชนได้รับความเดือดร้อนกว่า 20,000 ครัวเรือน โดย ปภ. ได้เสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแล้ว และอยู่ระหว่างรอมติให้ความเห็นชอบเพิ่มเติมภายในวันนี้</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/202610065b3f8a0cc87380455482a0f1c5ef60fa134208.jpg' type='image/jpg' length='432418' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลเดินหน้า “Medical Drone” ส่งยาถึงผู้ป่วยพื้นที่ห่างไกล ลดเวลาจากกว่า 1 ชั่วโมงเหลือเพียง 14 นาที เตรียมขยายเส้นทาง รพร.ปัว เชื่อม 13 ชุมชน ขนส่งยา–เวชภัณฑ์–เลือด–สิ่งส่งตรวจ]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/548282</link>
<guid isPermaLink="false">36be4ef899be66f5ca0fa04b4b437305</guid>
<pubDate>Mon, 05 Oct 2026 20:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h2><span style="font-size:24px;"><button aria-label="Share on Facebook" data-umami-event="share" data-umami-event-category="ข่าวคณะโฆษก" data-umami-event-medium="Facebook" data-umami-event-module="news" data-umami-event-title="รัฐบาลเดินหน้า “Medical Drone” ส่งยาถึงผู้ป่วยพื้นที่ห่างไกล ลดเวลาจากกว่า 1 ชั่วโมงเหลือเพียง 14 นาที เตรียมขยายเส้นทาง รพร.ปัว เชื่อม 13 ชุมชน ขนส่งยา–เวชภัณฑ์–เลือด–สิ่งส่งตรวจ" data-umami-event-ui="desktop" data-umami-event-url="https://www.thaigov.go.th/th/news/169727" type="button"></button><button aria-label="Share on Line" data-umami-event="share" data-umami-event-category="ข่าวคณะโฆษก" data-umami-event-medium="Line" data-umami-event-module="news" data-umami-event-title="รัฐบาลเดินหน้า “Medical Drone” ส่งยาถึงผู้ป่วยพื้นที่ห่างไกล ลดเวลาจากกว่า 1 ชั่วโมงเหลือเพียง 14 นาที เตรียมขยายเส้นทาง รพร.ปัว เชื่อม 13 ชุมชน ขนส่งยา–เวชภัณฑ์–เลือด–สิ่งส่งตรวจ" data-umami-event-ui="desktop" data-umami-event-url="https://www.thaigov.go.th/th/news/169727" type="button"></button><img alt="" data-nimg="1" decoding="async" loading="lazy" src="https://media.thaigov.go.th/-_Xqpu6F6m4pxacwqR7Cg6AGL78=/https://www.thaigov.go.th/uploads/images/235/2026/10/jpeg/20261004160119_6846.jpeg" style="font-size: 22px; width: 75%; border-radius:25px;" /></span></h2>

<p><span style="font-size:24px;">วันนี้ (4 ตุลาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้านำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล โดยกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้การกำกับของนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับสนับสนุนภารกิจทางการแพทย์ หรือ Medical Drone ที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">การนำ Medical Drone มาใช้ช่วยลดระยะเวลาการส่งมอบยา จากเดิมใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง เหลือเพียงประมาณ 14 นาที ขณะที่การขนส่งในระยะทางไกลประมาณ 100 กิโลเมตร ซึ่งหากเดินทางทางบกใช้เวลาเกือบ 5 ชั่วโมง สามารถลดเหลือประมาณ 1 ชั่วโมงเมื่อขนส่งทางอากาศ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นางสาวลลิดากล่าวว่า เทคโนโลยีดังกล่าวมีความสำคัญต่อผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถเดินทางมาโรงพยาบาลได้ รวมถึงในช่วงที่เกิดเหตุฉุกเฉินหรือภัยธรรมชาติ เช่น สะพานขาดหรือถนนถูกตัดขาด ซึ่งการลดระยะเวลาขนส่งหมายถึงผู้ป่วยสามารถได้รับยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็นได้รวดเร็วและทันเวลามากขึ้น</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า กระทรวงสาธารณสุขจะเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยก้าวต่อไปเตรียมเปิดเส้นทางบินไป&ndash;กลับ หรือ Round-trip จากโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัว จังหวัดน่าน เชื่อมโยง 13 จุดยุทธศาสตร์ในชุมชน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">สำหรับรูปแบบการปฏิบัติการ ขาไปจะใช้ Medical Drone ขนส่งยาและเวชภัณฑ์ทางห้องปฏิบัติการ (Lab) จากโรงพยาบาลไปยังชุมชน ส่วนเที่ยวบินขากลับจะขนส่งเลือดและสิ่งส่งตรวจจากชุมชนกลับมายังโรงพยาบาล ทำให้เที่ยวบินสามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งสองทิศทาง และช่วยสนับสนุนระบบบริการทางการแพทย์ในพื้นที่ห่างไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;จากการส่งยาที่เคยใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง เหลือเพียง 14 นาที หรือการเดินทางไกลประมาณ 100 กิโลเมตร ที่ทางบกอาจใช้เวลาเกือบ 5 ชั่วโมง ลดเหลือราว 1 ชั่วโมง นี่คือการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้บริการทางการแพทย์เข้าถึงประชาชนได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่ที่การเดินทางมีข้อจำกัด รัฐบาลจะสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยลดช่องว่างในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข เพื่อให้ประชาชนได้รับยาและบริการที่จำเป็นอย่างทันท่วงที&rdquo; นางสาวลลิดากล่าว</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ทั้งนี้ รัฐบาลขอขอบคุณบุคลากรสาธารณสุขและภาคีเครือข่ายทุกฝ่ายที่ร่วมกันผลักดันการนำ Medical Drone มาใช้สนับสนุนภารกิจทางการแพทย์ และจะเดินหน้าต่อยอดเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพบริการสาธารณสุขและการเข้าถึงบริการของประชาชนในพื้นที่ห่างไกลอย่างต่อเนื่อง</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/202610053e9ed5a8a2f4ffbbbd8960034a5b345a205919.jpg' type='image/jpg' length='462192' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม.ขยายเวลาจ่ายเงินช่วยเหลือชาวสวนลำไย ถึง 31 ธ.ค. 69]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/546353</link>
<guid isPermaLink="false">337afc8c16c4859c4afea71f5feddb3f</guid>
<pubDate>Tue, 29 Sep 2026 17:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h2><span style="font-size:24px;">ครม. เห็นชอบขยายเวลาจ่ายเงินโครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพฯ ถึง 31 ธันวาคม 2569 เพื่อให้เกษตรกรที่ผ่านเกณฑ์แต่ยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ 96 ครัวเรือน วงเงิน 315,975 บาท ได้รับเงินครบถ้วน</span></h2>

<p><span style="font-size:24px;">แชร์</span></p>

<p><span style="font-size:24px;"><button aria-label="Share on Facebook" data-umami-event="share" data-umami-event-category="ข่าวคณะโฆษก" data-umami-event-medium="Facebook" data-umami-event-module="news" data-umami-event-title="ครม. เห็นชอบขยายเวลาจ่ายเงินโครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพฯ ถึง 31 ธันวาคม 2569 เพื่อให้เกษตรกรที่ผ่านเกณฑ์แต่ยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ 96 ครัวเรือน วงเงิน 315,975 บาท ได้รับเงินครบถ้วน" data-umami-event-ui="desktop" data-umami-event-url="https://www.thaigov.go.th/th/news/169514" type="button"></button><button aria-label="Share on X" data-umami-event="share" data-umami-event-category="ข่าวคณะโฆษก" data-umami-event-medium="X (Twitter)" data-umami-event-module="news" data-umami-event-title="ครม. เห็นชอบขยายเวลาจ่ายเงินโครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพฯ ถึง 31 ธันวาคม 2569 เพื่อให้เกษตรกรที่ผ่านเกณฑ์แต่ยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ 96 ครัวเรือน วงเงิน 315,975 บาท ได้รับเงินครบถ้วน" data-umami-event-ui="desktop" data-umami-event-url="https://www.thaigov.go.th/th/news/169514" type="button"></button><button aria-label="Share on Line" data-umami-event="share" data-umami-event-category="ข่าวคณะโฆษก" data-umami-event-medium="Line" data-umami-event-module="news" data-umami-event-title="ครม. เห็นชอบขยายเวลาจ่ายเงินโครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพฯ ถึง 31 ธันวาคม 2569 เพื่อให้เกษตรกรที่ผ่านเกณฑ์แต่ยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ 96 ครัวเรือน วงเงิน 315,975 บาท ได้รับเงินครบถ้วน" data-umami-event-ui="desktop" data-umami-event-url="https://www.thaigov.go.th/th/news/169514" type="button"></button><button aria-label="Share by email" data-umami-event="share" data-umami-event-category="ข่าวคณะโฆษก" data-umami-event-medium="Email" data-umami-event-module="news" data-umami-event-title="ครม. เห็นชอบขยายเวลาจ่ายเงินโครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพฯ ถึง 31 ธันวาคม 2569 เพื่อให้เกษตรกรที่ผ่านเกณฑ์แต่ยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ 96 ครัวเรือน วงเงิน 315,975 บาท ได้รับเงินครบถ้วน" data-umami-event-ui="desktop" data-umami-event-url="https://www.thaigov.go.th/th/news/169514" type="button"></button><img alt="" data-nimg="1" decoding="async" height="600" loading="lazy" src="https://media.thaigov.go.th/-F9hNBW3Cr9HzGxLhGzMgYbQz8k=/https://www.thaigov.go.th/uploads/images/228/2026/09/jpg/20260929160049_7453.jpg" width="800" /></span></p>

<h3><span style="font-size:24px;">พร้อมเดินหน้าฟื้นฟูสวนลำไย 8 จังหวัดภาคเหนือ ยกระดับคุณภาพผลผลิตและเพิ่มรายได้เกษตรกร</span></h3>

<p><span style="font-size:24px;"><small>วันที่ : <time datetime="2026-09-29T09:00:55.000Z">29/09/2569 16:00</time></small></span></p>

<p><span style="font-size:24px;">วันนี้ (29 กันยายน 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบขยายระยะเวลาดำเนินโครงการและระยะเวลาสิ้นสุดการจ่ายเงิน โครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพ ตัดแต่งทรงพุ่ม/ช่อผล ฟื้นฟูสวนลำไย เพื่อเพิ่มรายได้ จากเดิมสิ้นสุดการจ่ายเงินวันที่ 31 มีนาคม 2569 เป็น 31 ธันวาคม 2569 เพื่อให้สามารถจ่ายเงินช่วยเหลือแก่เกษตรกรที่ผ่านเกณฑ์ แต่ยังไม่ได้รับเงินได้ครบถ้วน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">โครงการดังกล่าวมุ่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกลำไยใน 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน และตาก โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตัดแต่งทรงพุ่มและช่อผล ไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ต่อครัวเรือน เพื่อฟื้นฟูสวนลำไย เพิ่มสัดส่วนผลผลิตคุณภาพ และยกระดับรายได้ของเกษตรกร</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">สำหรับการเข้าร่วมโครงการ เกษตรกรต้องดำเนินการปรับปรุงสวนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดและผ่านการตรวจสอบก่อนรับเงินช่วยเหลือ โดยมุ่งส่งเสริมการผลิตลำไยคุณภาพ ลดความเสี่ยงจากผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ รวมถึงส่งเสริมให้เกษตรกรมีแนวทางดูแลสวนและผลิตลำไยที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ทั้งนี้ มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการ 81,524 ครัวเรือน พื้นที่รวมประมาณ 452,057 ไร่ โดยได้รับเงินช่วยเหลือแล้ว 79,882 ครัวเรือน วงเงินรวม 425.46 ล้านบาท ขณะที่ยังมีเกษตรกรอีก 96 ครัวเรือน วงเงิน 315,975 บาท ที่การโอนเงินยังไม่สำเร็จ การขยายเวลาครั้งนี้จึงเปิดทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจ่ายเงินแก่เกษตรกรกลุ่มดังกล่าวได้ครบถ้วน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">สำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ การสนับสนุนดังกล่าวไม่ได้ช่วยเพียงลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลสวน แต่ยังส่งเสริมให้มีการ ตัดแต่งทรงพุ่มและช่อผลอย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิต ลดการกระจุกตัวของผลผลิตในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว และเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้จากลำไยคุณภาพ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">การขยายระยะเวลาครั้งนี้จึงช่วยให้เกษตรกรที่ผ่านเกณฑ์ได้รับเงินช่วยเหลือครบถ้วน พร้อมเดินหน้าฟื้นฟูสวนลำไยให้มีคุณภาพ ลดความเสี่ยงด้านผลผลิตและราคา และสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างต่อเนื่องถึง 31 ธันวาคม 2569</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/202609294253d6048b92ffa148b2321d012865b8174432.jpg' type='image/jpg' length='422765' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รฟท.ปรับเดินรถสายตะวันออก หนีน้ำท่วม]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/545983</link>
<guid isPermaLink="false">af966ad3ab64176fabf4cec7590c44fb</guid>
<pubDate>Tue, 29 Sep 2026 08:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">วันนี้ (29 กันยายน 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า แจ้งว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมทางรถไฟสายตะวันออกในหลายพื้นที่ รวมถึงพื้นที่เขตชั้นในกรุงเทพฯ ซึ่งขณะนี้ยังมีบางช่วงที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ปรับแผนการเดินรถสายตะวันออก เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนให้สามารถเดินทางเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นได้ โดยในวันที่ 29 กันยายน 2569 ได้ปรับเปลี่ยนต้นทาง&ndash;ปลายทางของขบวนรถจากสถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) เป็นสถานีบ้านทับช้าง จำนวน 8 ขบวน ดังนี้&nbsp;<br />
เที่ยวเช้า สำหรับผู้โดยสารเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ จำนวน 4 ขบวน ได้แก่ 1.ขบวนรถที่ 372 ให้บริการช่วงปราจีนบุรี&ndash;บ้านทับช้าง &nbsp;2. ขบวนรถที่ 380 ให้บริการช่วงฉะเชิงเทรา&ndash;บ้านทับช้าง 3. ขบวนรถที่ 384 ให้บริการช่วงฉะเชิงเทรา&ndash;บ้านทับช้าง และ 4. ขบวนรถที่ 388 ให้บริการช่วงฉะเชิงเทรา&ndash;บ้านทับช้าง</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">เที่ยวเย็น สำหรับผู้โดยสารเดินทางออกจากกรุงเทพฯ จำนวน 4 ขบวน ได้แก่ 1.ขบวนรถที่ 371 ให้บริการช่วงบ้านทับช้าง&ndash;ปราจีนบุรี 2. ขบวนรถที่ 379 ให้บริการช่วงบ้านทับช้าง&ndash;ฉะเชิงเทรา 3. ขบวนรถที่ 383 ให้บริการช่วงบ้านทับช้าง&ndash;ฉะเชิงเทรา และ 4. ขบวนรถที่ 391 ให้บริการช่วงบ้านทับช้าง&ndash;ฉะเชิงเทรา</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;รัฐบาลกำชับ ให้ รฟท. ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินสภาพเส้นทางและปรับแผนการเดินรถให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่ออำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางของผู้โดยสาร อย่างไรก็ตาม ผู้โดยสารสามารถตรวจสอบเส้นทางและติดตามสถานการณ์เดินรถได้ที่ https://ttsview.railway.co.th/v3/incident/easternLineFlood หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง&rdquo;นางสาวพลอยทะเล กล่าว</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/20260929aa57bcf2b7bd5f0073354c983d3441fd085350.jpg' type='image/jpg' length='435899' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลเผยตั้ง JICC ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม สื่อสารข้อมูลกลางส่งตรงถึงพี่น้องประชาชน ลดความสับสนจากข้อมูลที่หลากหลาย]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/545506</link>
<guid isPermaLink="false">a59513d5d9fbaba85d65bf08c2acb49a</guid>
<pubDate>Sun, 27 Sep 2026 21:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://media.thaigov.go.th/FNYJmkH4zePZwksvBK-lxQ-DHvo=/https://www.thaigov.go.th/uploads/images/89/2026/09/jpg/20260927170329_7208.jpg" style="width: 75%;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;">วันนี้ (27 กันยายน 2569) นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลหลั่งอย่างรวดเร็ว และมีข้อมูลจำนวนมากที่อาจทำให้ประชาชนเกิดความสับสน รัฐบาลตระหนักดีว่า ในสถานการณ์นี้ ข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการดำเนินชีวิตของพี่น้องประชาชน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">รัฐบาลจึงได้ตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม หรือ JICC - Joint Information and Communication Center เพื่อให้การสื่อสารมีความเป็นเอกภาพ ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมข้อมูลข่าวสารทั้งหมด จัดทำเป็นข้อมูลกลาง เพื่อส่งตรงถึงพี่น้องประชาชน ลดความสับสนจากข้อมูลที่หลากหลาย โดยกำหนดแถลงอย่างเป็นทางการเป็นประจำทุกวัน ในเวลา 10:00 น. ผ่านทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ NBT และผ่านเพจ ไทยคู่ฟ้า</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สิ่งที่พี่น้องประชาชนกังวลใจมากที่สุดตอนนี้ จะมีคำถามที่ว่า เรากำลังเผชิญกับน้ำท่วมใหญ่ ซ้ำรอยวิกฤตน้ำท่วมในปี 2554 แล้วหรือไม่? เพื่อให้ได้เข้าใจไทยสถานการณ์สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างสถานการณ์ปี 2554 และสถานการณ์ปัจจุบัน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">น้ำท่วม 2554 ขณะนั้นประเทศไทยเผชิญกับสถานการณ์พายุซ้ำซ้อนถึง 5 ลูกติด เกิดมวลน้ำเหนือไหลบ่า แผ่ขยายเป็นวงกว้าง ทำให้พื้นที่รับน้ำของเขื่อนหลัก อย่างเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสัก และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เต็มความจุที่ 100% และต้องเร่งระบายน้ำลงสู่ภาคกลาง ต่างจากสถานการณ์ปัจจุบัน ที่แม้จะยังอยู่ช่วงฤดูฝน แต่ศักยภาพในการรองรับน้ำของ 4 เขื่อนหลัก ยังมีศักยภาพรองรับน้ำได้ถึง 7,260 ล้านลูกบาศก์เมตร</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้น กับกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ในปัจจุบันเป็นการกำลังเผชิญกับ &ldquo;สภาพอากาศสุดขั้ว&rdquo; จากฝนที่ตกลงมาเป็นลักษณะฝนหมุนวน ครอบคลุมพื้นที่ ภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมทั้ง กรุงเทพ และปริมณฑล โดยตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน จนถึงปัจจุบัน วัดปริมาณฝนสะสมสูงสุดอยู่ที่ 340 มิลลิเมตร หรือคิดเป็นมวลน้ำที่มากถึง 248 ล้านลูกบาศก์เมตร</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ปริมาณฝนที่เผชิญขณะนี้ถือเป็นปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมามากที่สุดนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 หรือ ในรอบ 43 ปี ส่วนการระบายน้ำในปัจจุบัน รัฐบาลได้ประสานกับกรุงเทพมหานคร สั่งการให้ระบบระบายน้ำเดินเครื่องสูบเต็มกำลัง ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านสถานีสูบน้ำและอุโมงค์ระบายน้ำ เพื่อสูบน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">โดยหากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่ม คาดว่าสถานการณ์น้ำที่ยังท่วมขังในพื้นที่ส่วนใหญ่ จะเริ่มคลี่คลายภายใน 2-3 วัน ศักยภาพการระบายน้ำที่ทำได้เฉลี่ยอยู่ที่ 50 ล้านลูกบาศก์ต่อวัน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ข้อมูลล่าสุดจากกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า หย่อมความกดอากาศต่ำ ขณะนี้ได้เคลื่อนตัวไปทางด้านตะวันตกของประเทศไทย ส่งผลให้ประเทศไทยยังคงมีฝนตกหนักได้บางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณภาคตะวันตก ภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมทั้งพื้นที่กรุงเทพ ปริมณฑล</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">และเนื่องจากหลายพื้นที่ยังมีน้ำท่วมขังสะสม แนะนำพี่น้องประชาชนหลีกเลี่ยงการสัญจรเข้าไปในจุดที่ยังมีน้ำท่วมสูง แต่ทั้งนี้หากประชาชนยังมีความกังวลในสถานการณ์ รัฐบาลประสานความร่วมมือจากทุกหน่วยงานในการดูแลและอำนวยความสะดวกกับพี่น้องประชาชน ด้วยการจัดเตรียมพื้นที่รองรับสำหรับจอดยานพาหนะ และ ศูนย์พักพิงชั่วคราว ซึ่งสามารถติดตามข้อมูลได้จากศูนย์ JICC ผ่านเพจไทยคู่ฟ้า</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;รัฐบาลเข้าใจดีถึงความยากลำบากและความกังวลของพี่น้องประชาชน จะไม่ปล่อยให้ทุกท่านต้องเผชิญกับสถานการณ์นี้เพียงลำพัง ทุกหน่วยงานกำลังทำงานแข่งกับเวลา เพื่อนำความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ปกติกลับมาให้ทุกท่านโดยเร็วที่สุด&rdquo; โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้มีการฟื้นฟู เยียวยา โดยไม่ต้องรอน้ำลดทั้งหมด</span><br />
&nbsp;</p>

<p><span style="font-size:24px;">นายกรัฐมนตรียังได้ให้คำมั่นกับพี่น้องประชาชนว่า ข้อมูลต้องถูกต้อง แม่นยำ การช่วยเหลือต้องรวดเร็ว และ ประชาชนต้องไม่ประสบภัยเพียงลำพัง</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/202609270431b3648b10563d0f4660f1e80bc9b8215126.jpg' type='image/jpg' length='477586' />
</item>
</channel>
</rss>
