<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[7 ประเด็นหลัก ภารกิจพื้นฐาน]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/index/id/2438</link>
<atom:link href="https://region3.prd.go.th/th/content/category/index/id/2438" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[แถลงการณ์นายกรัฐมนตรี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/511732</link>
<guid isPermaLink="false">d24bc9e23fd0acb82d9b2319ffed3419</guid>
<pubDate>Fri, 12 Jun 2026 11:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://media.thaigov.go.th/_gIQiM30JhdxT2ejTKgLIDqQKzk=/https://www.thaigov.go.th/uploads/images/228/2026/06/jpg/20260612104059_8429.jpg" style="width: 75%;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;">วันนี้ (12 มิถุนายน 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ โดยมีใจความสำคัญว่า</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">พี่น้องประชาชนชาวไทยทุกท่าน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">สำนักพระราชวังได้มีประกาศอย่างเป็นทางการว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้สิ้นพระชนม์แล้ว นำมาซึ่งความโทมนัสสุดอาลัยต่อพสกนิกรชาวไทยทั่วทั้งแผ่นดิน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ไม่มีถ้อยคำใดที่จะสามารถบรรยายความรู้สึกของพสกนิกรชาวไทยได้อย่างครบถ้วน เพราะความสูญเสียครั้งนี้ มิได้เป็นเพียงข่าวร้ายที่ประชาชนได้รับรู้ หากเป็นความอาดูรสุดที่จะประมาณที่เกิดขึ้นในดวงใจของผู้คนทั้งชาติ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงเป็นที่รัก เคารพ และเทิดทูนของประชาชนทุกหมู่เหล่า ทรงเป็นเจ้าฟ้าราชนารีผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตา พระปรีชาสามารถและพระจริยวัตรอันงดงาม เป็นแบบอย่างแห่งการอุทิศพระองค์เพื่อประเทศชาติ และประชาชนตลอดพระชนม์ชีพ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงดำรงพระองค์เป็นขัตติยนารีผู้ทรงคุณูปการยิ่งแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และกำลังพระทัย ด้วยพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการสร้างสรรค์สังคมที่เปี่ยมด้วยความยุติธรรม ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">พระปรีชาสามารถอันรอบด้าน ทั้งในฐานะนักกฎหมาย นักการทูต นักสังคมสงเคราะห์ ล้วนเป็นแบบอย่างการดำรงพระองค์ให้คนไทยเชื่อมั่นในคุณค่าของตนเอง กล้าที่จะใฝ่ฝัน มุ่งมั่นพัฒนาตนเอง และใช้ความรู้ความสามารถเพื่อสร้างประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">แม้วันนี้ ขัตติยนารีผู้ทรงเป็นความภาคภูมิใจของแผ่นดินไทย ได้เสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว พระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประเทศชาติและประชาชน และพระปณิธานในการสร้างสังคมแห่งความเมตตา ความยุติธรรม และความเสมอภาค จะยังคงดำรงอยู่เป็นมรดกทางคุณธรรมของชาติ เป็นดั่งประกายแสงแห่งเพชรที่ส่องนำทางแก่คนไทยรุ่นแล้วรุ่นเล่าสืบไป</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ในการนี้ กระผมขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน ร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยการตั้งมั่นอยู่ในความดี การมีเมตตาต่อกัน การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส และการทำคุณประโยชน์เพื่อส่วนรวม อันเป็นคุณค่าที่พระองค์ทรงยึดถือและทรงปฏิบัติเป็นแบบอย่างมาตลอดพระชนม์ชีพ เพื่อถวายเป็นกำลังพระราชหฤทัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ในห้วงเวลาแห่งความเศร้าโศกนี้</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">กระผมในนามของรัฐบาล ข้าราชการ และพสกนิกรชาวไทยทั้งในและนอกราชอาณาจักร ขอน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ขอให้พระเกียรติคุณ พระจริยวัตร และพระกรุณาธิคุณ สถิตเป็นมิ่งขวัญ เป็นแสงสว่างแห่งเพชรในดวงใจของปวงชนชาวไทยตราบกาลนิรันดร์</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/2026061250e4da6f4aaed9da989ee57b861cf21e110657.jpg' type='image/jpg' length='445788' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รองโฆษกรัฐบาลแจง “การดี” ปม TH AI Passport ย้ำสัญญามีผลผูกพันแล้วตามกฎหมาย ชี้ถึงเวลาบริหารสัญญา ไม่ใช่ย้อนกลับไปถกเถียงเรื่อง TOR รับฟังทุกความเห็นเพื่อเพิ่มประโยชน์ให้ประชาชน]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/511353</link>
<guid isPermaLink="false">bbf53896a26c69f0a0ab7ca5f9398328</guid>
<pubDate>Thu, 11 Jun 2026 09:52:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/202606119aa33792a51453df1d491e334b48d4ec095948.jpg" style="width: 80%;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;">วันนี้ (11 มิถุนายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่ นางการดี เลียวไพโรจน์ ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับโครงการ TH AI Passport โดยระบุว่ายังสามารถทบทวนหรือปรับ TOR ได้ ว่า รัฐบาลรับฟังทุกข้อเสนอแนะด้วยความเคารพ แต่ในบางประเด็นอาจสะท้อนความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของโครงการและกระบวนการบริหารสัญญาภาครัฐ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า โครงการ TH AI Passport ได้ลงนามในสัญญาเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างดำเนินการครบถ้วนตามกฎหมายทุกขั้นตอน ดังนั้น ประเด็นที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้จึงไม่ใช่เรื่องการจัดทำ TOR หรือการกลับไปแก้ไข TOR อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องการบริหารสัญญาให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและประเทศ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;เมื่อสัญญามีผลผูกพันแล้ว สิ่งที่หน่วยงานรัฐต้องทำคือบริหารสัญญาให้มีประสิทธิภาพที่สุด ไม่ใช่ย้อนกลับไปถกเถียงในขั้นตอนที่ผ่านพ้นไปแล้ว หากใครยังมองว่าทางออกของทุกเรื่องคือการกลับไปแก้ TOR ก็อาจสะท้อนความเข้าใจที่ไม่ครบถ้วนเกี่ยวกับกระบวนการทำงานหลังการลงนามสัญญาของภาครัฐ&rdquo; รองโฆษกรัฐบาลกล่าว</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นางสาวลลิดากล่าวต่อว่า หลักการที่รัฐบาลยึดถืออย่างชัดเจน คือ &ldquo;แก้สัญญาไม่ได้ แต่ปรับปรุงเพิ่มเติมได้ หากคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน และประโยชน์ที่รัฐจะได้รับต้องไม่ลดลง&rdquo; ซึ่งเป็นแนวทางที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;รัฐบาลไม่ได้ปิดกั้นข้อเสนอแนะ ตรงกันข้าม เรากำลังเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย เพื่อนำไปหารือกับคู่สัญญาและพิจารณาปรับปรุงเพิ่มเติมในส่วนที่สามารถทำได้ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ประโยชน์ที่ประชาชนและรัฐจะได้รับต้องไม่ลดลง จะเพิ่มขึ้นได้ แต่ลดลงไม่ได้&rdquo; รองโฆษกรัฐบาลกล่าว</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">สำหรับประเด็นที่มีการระบุว่ายังไม่มีการจ่ายเงินงวดแรก จึงยังสามารถทบทวนโครงการได้นั้น รองโฆษกรัฐบาลชี้แจงว่า การจ่ายเงินไม่ใช่ตัวกำหนดสถานะทางกฎหมายของสัญญา เพราะสัญญามีผลผูกพันตั้งแต่วันที่ลงนาม ส่วนการตรวจรับงานงวดแรกเป็นเพียงขั้นตอนปกติของการบริหารสัญญา</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;การจ่ายเงินไม่ใช่จุดเริ่มต้นของสัญญา และการยังไม่จ่ายเงินไม่ได้หมายความว่าสามารถยกเลิกหรือรื้อโครงการได้ตามต้องการ การบริหารโครงการภาครัฐต้องยึดตามข้อกฎหมายและข้อผูกพันที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่ยึดตามความรู้สึกหรือกระแสทางการเมือง&rdquo; รองโฆษกรัฐบาลกล่าว</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ในส่วนของเวทีรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการ TH AI Passport ในวันที่ 11 มิถุนายน 2569 รองโฆษกรัฐบาลยืนยันว่า เป็นเวทีที่จัดขึ้นด้วยเจตนาที่จะรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจะเข้าร่วมรับฟังด้วยตนเอง พร้อมเชิญผู้รับจ้างเข้าร่วมรับฟังข้อเสนอแนะโดยตรง เพื่อให้สามารถนำความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ไปหารือร่วมกันและพัฒนาโครงการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;การตัดสินล่วงหน้าว่าเวทีดังกล่าวเป็นเพียงการฟอกขาว ทั้งที่เวทียังไม่เกิดขึ้น เป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะอาจทำให้ประชาชนที่ต้องการเข้ามาแสดงความคิดเห็นรู้สึกไม่กล้าหรือกังวล ทั้งที่ทุกความคิดเห็นมีคุณค่า และรัฐบาลพร้อมนำไปใช้ประโยชน์จริง&rdquo; รองโฆษกรัฐบาลกล่าว</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">รองโฆษกรัฐบาลกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลไม่ได้ยึดติดกับวิธีการใดวิธีการหนึ่ง แต่ยึดเป้าหมายเป็นสำคัญ คือการทำให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยี AI อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;การพัฒนาประเทศเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ขณะที่ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบและเสนอแนะ ซึ่งรัฐบาลยินดีรับฟังเสมอ แต่ขอให้การวิพากษ์วิจารณ์อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ครบถ้วน เพราะเป้าหมายสูงสุดของทุกฝ่ายควรเป็นประโยชน์ของประชาชนและอนาคตของประเทศ&rdquo;</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;หากมีข้อเสนอที่ช่วยให้โครงการดีขึ้น คุ้มค่าขึ้น และสร้างประโยชน์ให้ประชาชนมากขึ้น รัฐบาลพร้อมรับฟังทุกประการ แต่หากยังวนอยู่กับประเด็นที่พ้นจากขั้นตอนการดำเนินงานไปแล้ว ก็อาจไม่ช่วยให้ประชาชนได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น สิ่งสำคัญในวันนี้คือการทำให้โครงการเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดต่อคนไทย ไม่ใช่การย้อนกลับไปเริ่มต้นใหม่ในทุกครั้งที่มีข้อถกเถียงทางการเมือง&rdquo; รองโฆษกรัฐบาลกล่าว.</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/2026061188974a43877d7f2a88ae330940a3b5cc100849.jpg' type='image/jpg' length='313994' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยให้คนโกง! รัฐบาลผนึกเครือข่ายโลก ปิดเว็บหลอกลวงกว่า 115,000 URL ลุยล้างบางสแกมเมอร์ข้ามชาติ]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/511328</link>
<guid isPermaLink="false">231ef550c43824fbca6840d8751bc310</guid>
<pubDate>Thu, 11 Jun 2026 09:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://media.thaigov.go.th/TQX64PMISu3yOKOLdkSA1dwM9-0=/https://www.thaigov.go.th/uploads/images/92/2026/06/jpg/20260610135022_8997.jpg" style="width: 75%;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;">( 11 มิถุนายน 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์และอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเข้มข้น จนเกิดผลเป็นรูปธรรม โดยศูนย์ต่อต้านฉ้อโกงออนไลน์ (AOC) สามารถปิดกั้นช่องทางหลอกลวงออนไลน์ได้แล้ว 115,584 URL ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 &ndash; 20 พฤษภาคม 2569 แบ่งเป็นการปิดกั้นเชิงรับ 3,961 URL และการปิดกั้นเชิงรุก 111,623 URL จากการเฝ้าระวังและตรวจสอบเครือข่ายหลอกลวงก่อนประชาชนจะตกเป็นเหยื่อ</span><span style="font-size:24px;"></span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของไทยกับกว่า 25 องค์กรและเครือข่ายระดับโลก รวมถึง 15 หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่างประเทศ อาทิ Interpol, FBI, National Crime Agency (NCA) สหราชอาณาจักร และภาคเอกชนด้านเทคโนโลยีอย่าง Meta เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง ติดตามเส้นทางการเงิน และขยายผลถึงผู้บงการเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;"></span><span style="font-size:24px;">โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความร่วมมือระดับนานาชาติไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายสแกมเมอร์เท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือผู้เสียหายจากขบวนการค้ามนุษย์และเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ รวมถึงการประสานส่งตัวผู้ได้รับผลกระทบกลับประเทศอย่างปลอดภัย สะท้อนบทบาทเชิงรุกของไทยในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติร่วมกับประชาคมโลก</span><span style="font-size:24px;"></span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ทั้งนี้ ไทยเตรียมยื่นสัตยาบันเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ภายในเดือนธันวาคม 2569 เพื่อยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศในการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น</span><span style="font-size:24px;"></span></p>

<blockquote>
<h2><span style="font-size:24px;">&ldquo;รัฐบาลจะเดินหน้ากวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ บัญชีม้า และขบวนการฟอกเงินข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อปิดทุกช่องทางของคนโกง และสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม&rdquo; นางสาวรัชดากล่าว</span></h2>
</blockquote>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/20260611bdd50f9a5e0e3e8a5eef2ceffdfc7eb0092525.jpg' type='image/jpg' length='421575' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ข่าวดีชาวน่าน! ครม. ไฟเขียวจัดตั้ง "มหาวิทยาลัยประจำจังหวัดน่าน" มิติใหม่ของการศึกษาที่เปิดกว้างสำหรับคนทุกวัย]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/511041</link>
<guid isPermaLink="false">92916f4e04aedcc561030022cb8419bb</guid>
<pubDate>Wed, 10 Jun 2026 13:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดน่าน ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ โดยการยกฐานะมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน (มทร.ล้านนา น่าน) ขึ้นเป็นสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดน่าน เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสมหามงคลทรงเจริญพระชนมายุครบ 6 รอบ หรือ 72 พรรษา ในวันที่ 2 เมษายน 2570 พร้อมทั้งอนุมัติข้อยกเว้นการปฏิบัติตามมติ ครม. เดิม (เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2554) ที่จำกัดการจัดตั้งมหาวิทยาลัยใหม่ด้วยการหลอมรวมหรือยุบรวม<br />
<br />
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า มทร.ล้านนา น่าน มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนทรัพยากรท้องถิ่นมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การวิจัยและพัฒนาน้อยหน่าเครือ มันป่า ปลาท้องถิ่น และไก่พื้นเมือง อีกทั้งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดน่าน ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข วัฒนธรรม และสังคมอย่างยาวนาน การยกฐานะสถาบันฯ ครั้งนี้ จึงเป็นการสืบสานพระราชปณิธานและมุ่งหวังที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของชุมชนในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนให้เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน<br />
สำหรับสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดน่านแห่งใหม่นี้ จะถูกออกแบบให้เป็นมหาวิทยาลัยรูปแบบใหม่ (New Generation University) ที่หลุดพ้นจากกรอบเดิมๆ โดยมีลักษณะเด่น 4 ด้าน คือ </span></p>

<p><span style="font-size:24px;">1.เป็นมหาวิทยาลัยที่พึ่งของจังหวัดและบริหารจัดการในรูปแบบใหม่ เน้นการบริหารงานที่ยืดหยุ่น คล่องตัว ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและทุนทางสังคม </span></p>

<p><span style="font-size:24px;">2. เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ปรับบทบาทอาจารย์จากผู้สอนมาเป็น &quot;ผู้เอื้ออำนวยการเรียนรู้&quot; (Facilitator) และ &quot;โค้ช&quot; (Coach) โดยให้ผู้เรียนร่วมสร้างสรรค์ความรู้ผ่านประสบการณ์จริง </span></p>

<p><span style="font-size:24px;">3. เน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีหลักสูตรระยะสั้นแบบสะสมหน่วยกิต เพื่อส่งเสริมการ Upskill และ Reskill ให้แก่คนทุกช่วงวัยในท้องถิ่น</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">4. มุ่งสู่สถาบันนวัตกรรมระดับโลก เน้นการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมที่เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อก้าวสู่สากล<br />
<br />
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า การเห็นชอบในหลักการนี้ ทางสำนักงบประมาณชี้แจงว่า จะยังไม่ก่อให้เกิดภาระงบประมาณในปัจจุบัน แต่จะเกิดขึ้นในอนาคตเมื่อมีการจัดตั้งสถาบันฯ อย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเตรียมวางแผนงบประมาณและดำเนินการให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 อย่างเคร่งครัด</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/202606103483248ca229ea03c1738d00e880cec4140053.jpg' type='image/jpg' length='504071' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ อนุทิน แถลงผลงานชิ้นโบแดง ทลายสารตั้งต้นยาเสพติด 50 ตัน สกัดยาบ้าได้ทันที 1,100 ล้านเม็ด!]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/510943</link>
<guid isPermaLink="false">aa9237b00c476d9edb285961a01f8c4d</guid>
<pubDate>Wed, 10 Jun 2026 11:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://media.thaigov.go.th/8sM4LOq59fEkPJ1rh1NVqL7RN5k=/https://www.thaigov.go.th/uploads/images/185/2026/06/jpeg/20260609214115_2795.jpeg" style="width: 75%;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;">วันที่ (9 มิถุนายน 2569) เวลา 20.15 น. ณ โกดังเก็บสารเคมี จ.สมุทรปราการ (โกดังที่ 20) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงผลปฏิบัติการ &ldquo;พิฆาตยาเสพติด&rdquo; เครือข่ายนายฐปนันท์ ธรรมรัตน์ธาดา หรือ &ldquo;หนูเฉิน&rdquo; และเครือข่ายจีนเทา</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลไทยได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลเกาหลีใต้ โดยสำนักข่าวกรองแห่งชาติสาธารณรัฐเกาหลี (National Intelligence Service - NIS) ได้ขยายผลทางการข่าว และมีการส่งตัวนักค้ายาเสพติดรายสำคัญ คือ นายฐปนันท์ ธรรมรัตน์ธาดา หรือ หนูเฉิน ให้กับทางการไทยหลังหนีออกจากไทยไป 14 &nbsp;ปี ก่อนที่สำนักงาน ป.ป.ส. และหน่วยงานภาคี ทั้งตำรวจ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จะขยายพบเครือข่ายที่เชื่อมโยงไปยังธุรกรรมต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงทั้งในไทยและต่างประเทศ และหนึ่งในธุรกรรมนั้นคือการลักลอบซื้อ - ขาย และส่งสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ เพื่อนำไปใช้ในโรงงานผลิตยาเสพติดในพื้นที่ผลิตสามเหลี่ยมทองคำ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">โดยปฏิบัติการในวันนี้ มีการปฏิบัติการทั้งสิ้น 3 บริษัท ในพื้นที่ 4 จังหวัด (กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ระยอง และนนทบุรี) ทั้งหมด 10 จุดปฏิบัติการ นอกจากนี้ ยังพบว่าบริษัทเหล่านี้ มีความเชื่อมโยงไปยังกลุ่มจีนเทาที่กระทำผิดในไทย ที่ลักลอบนำสารเคมีไปใช้การผลิตเอโทมิเดต (วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2) ซึ่งนำไปผสมในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า และได้มีการจับกุมไปแล้ว จำนวน 4 ครั้ง</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">การปฏิบัติการครั้งนี้ จึงเป็นการผนึกกำลังกันอีกครั้ง เพื่อขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องและตัดตอนการผลิตยาเสพติดในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ ไม่ให้เข้าสู่ประเทศไทย โดยสามารถตรวจยึดสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ในกระบวนการผลิตยาเสพติดได้จำนวน 5 ชนิด ได้แก่ อาเซโตน 9,105 กก. (อุตสาหกรรมพลาสติก) กรดไฮโดรคลอริก 225 กก. (อุตสาหกรรมโลหะ การฟอกขาวผลิตปุ๋ยทำความสะอาด ยา และสารอินทรีย์) กรดอะซิติก 10,170 กิโลกรัม (ใช้สำหรับอุตสาหกรรมย้อมผ้า ฟอกหนัง) กรดซัลฟิวริก 4,500 กิโลกรัม (สารใช้ล้างคราบไขมัน หรือชุบผิวโลหะ) และ ไดออกทิล ทาเลต 26,000 กิโลกรัม จำนวนรวม 50 ตัน โดยสารเคมีดังกล่าวหากส่งไปถึงโรงงานผลิตยาเสพติด จะสามารถนำไปผลิตยาบ้าได้ปริมาณ 1,100 ล้านเม็ด เท่ากับปริมาณการตรวจยึดยาบ้าได้ทั้งปี หรือผลิตไอซ์ได้ 21 ตัน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&quot;รัฐบาลยืนยันการเดินหน้าปราบปรามยาเสพติดและสารตั้งต้นที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด ทั้งภายในประเทศและการลักลอบส่งข้ามแดน โดยบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดในทุกมิติ พร้อมสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ เชื่อมั่นว่าทุกหน่วยงานตระหนักถึงภัยอันตรายที่เกิดขึ้น และปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่&quot; นายกรัฐมนตรี กล่าว</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/202606100b7292b2a6fc023506c43787db1beff8111158.jpg' type='image/jpg' length='484537' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[อนุทินเปิดศึกกวาดล้างไซเบอร์–นอมินีทั่วประเทศ]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/509749</link>
<guid isPermaLink="false">9f646af13042b591b794e4c0409995b5</guid>
<pubDate>Fri, 05 Jun 2026 15:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h2><span style="font-size:26px;"><strong>&quot;นายกฯ อนุทิน&quot; นั่งประธานเปิดประชุม &quot;คณะกรรมการปราบอาชญากรรมไซเบอร์-อาชญากรรมข้ามชาตินัดแรก&quot; สั่งทุกหน่วยงานจับมือสแกนเข้ม กวาดล้างขบวนการสแกมเมอร์ นอมินี และกลุ่มทุนแฝงกฎหมาย เร่งสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่ประชาชน และนานาชาติ</strong></span></h2>

<p><span style="font-size:24px;">วันนี้ (5 มิ.ย. 69) เวลา 13.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง พร้อมด้วยข้าราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล</span><span style="font-size:24px;"></span></p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://media.thaigov.go.th/Ea2LfqDgug-KWHp_ZTuyPTWYJbg=/https://www.thaigov.go.th/uploads/images/89/2026/06/jpg/20260605142616_1882.jpg" style="width: 50%;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;">นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมการชุดนี้ ภายหลังจากที่ได้มีคำสั่งแต่งตั้งไปเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ตามที่รัฐบาล ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา หนึ่งในนโยบายที่สำคัญประการหนึ่งคือ การสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ให้ปลอดภัยจากอาชญากรรมในทุกรูปแบบ ทั้งยาเสพติด การฉ้อโกง การก่อการร้าย อาชญากรรมทางไซเบอร์ การฟอกเงิน และอาชญากรรมและรูปแบบอื่นที่กระทบต่อความปลอดภัยความมั่นคงของพี่น้องประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ</span><span style="font-size:24px;"></span></p>

<blockquote>
<h2><span style="font-size:24px;">&ldquo;ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งปราบปรามภัยอาชญากรรมเหล่านี้อย่างจริงจังและต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกวาดล้างกระบวนการสแกนเมอร์ การทลายเครือข่ายยาเสพติดและอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน แผลผลผลผลละได้มีการแถลงผลงานออกมาเป็นที่ประจักษ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องขอชื่นชมทุกหน่วยงานที่ได้ให้ความร่วมมือในการสนองนโยบายของรัฐบาลอย่างเต็มที่ อาจจะเป็นการช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนได้มั่นใจว่ารัฐบาลได้ตั้งใจที่จะดำเนินการเรื่องการสร้างความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนอย่างจริงจัง&rdquo; นายอนุทิน กล่าว</span><span style="font-size:24px;"></span></h2>
</blockquote>

<p><span style="font-size:24px;">นายอนุทิน กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในปัจจุบันนี้ รัฐบาลก็ยังไม่นิ่งนอนใจเมื่อทราบว่ายังคงมีชาวต่างชาติที่เข้ามาค้าขายประกอบธุรกิจในประเทศของเราเพิ่มขึ้นจำนวนมาก โดยคนกลุ่มเหล่านี้มักจะเข้ามาประกอบอาชีพในพื้นที่ประเทศไทยและได้ใช้สัญชาติไทย รวมถึงทำธุรกิจถือครองอสังหาริมทรัพย์ผ่านตัวแทนคนไทย หรือที่เรียกว่า &ldquo;นอมินี&rdquo; หรือในบางกรณีก็มีการรวมตัวกันของต่างชาติในชนชาติของตนเองในบางพื้นที่ของประเทศ และมีการจัดกิจกรรมรวมกลุ่ม ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และหากมีการปล่อยประละเลยก็อาจจะเกิดเป็นปัญหาใหญ่ที่ลุกลามสร้างความเสียหายในระบบเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เกิดเป็นปัญหาทางสังคมและความมั่นคงตามมา</span></p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://media.thaigov.go.th/VP7CFfQfJeksnf3pBJ_Gr4gpc5g=/https://www.thaigov.go.th/uploads/images/89/2026/06/jpg/20260605142616_8186.jpg" style="width: 50%;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;การจัดตั้งคณะกรรมการฯ ดำเนินการชุดนี้ขึ้นมาจึงเป็นการให้ความสำคัญต่อการปราบปรามอาชญากรรม ทุกประเภท ผ่านการบูรณาการของทุกส่วนราชการร่วมกันเพื่อการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับสถานการณ์ความเสียหายและผลที่อาจจะเกิดขึ้น โดยในวันนี้ต้องขอขอบพระคุณทุกท่านทุกหน่วยงานทางผู้บริหารหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องที่ได้มาร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งจะทำให้พี่น้องประชาชนได้เห็นถึงความพร้อม ความตั้งใจจริงของรัฐบาลที่จะคอยปกป้องดูแลความปลอดภัย ความมั่นคงชีวิตและทรัพย์สินของทุกท่าน และขอให้ข้าราชการทุกท่านได้มุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งต่อไป เพื่อให้การดำเนินการการปราบปรามการกระทำความผิดเครือข่ายอาชกรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติได้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สร้างความเชื่อมั่นของประเทศไทยให้อยู่ในระดับที่สูงในสายตานานาชาติ ก่อให้เกิดผลสำเร็จและสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องคนไทยได้ในที่สุด&rdquo; นายอนุทิน กล่าวช่วงท้าย</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/20260605a4d4d202bade1ec6c58285620e6584ba153423.jpg' type='image/jpg' length='514940' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พัฒนา” รับหมอลาออกปัญหาสะสม เร่งแก้ไข เพิ่มค่าตอบแทน ชู ‘คลินิกพรีเมียม’ สร้างรายได้เพิ่ม]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/509601</link>
<guid isPermaLink="false">22b91379e194b9efdba14d56bf9c4dcc</guid>
<pubDate>Fri, 05 Jun 2026 10:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">รมว.สธ.ยอมรับ &ldquo;บุคลากรทางการแพทย์&rdquo; ลาออกเป็นปัญหาสะสมทั่วประเทศ เร่งแก้ไขทั้งด้านค่าตอบแทน ภาระงาน และกระจายกำลังคน พร้อมเดินหน้า &quot;Premium Clinic&quot; &nbsp;เพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้บุคลากร &nbsp; ย้ำกรณี แพทย์ใช้ทุนลาออก จ.เพชรบูรณ์ ล่าสุดจัดสรรใหม่ทดแทน 20 คน<br />
เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เผยภายหลังการประชุมบอร์ด สปสช. ถึงกรณีแพทย์ในจังหวัดเพชรบูรณ์ลาออก 11 คน ว่า กระทรวงสาธารณสุขรับทราบและเข้าใจสถานการณ์การลาออกของบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องและกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นายพัฒนา กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขกำลังดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาหลายด้าน ทั้งการจัดสรรบุคลากรทดแทน การสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่ขาดแคลนหรือพื้นที่สีแดง โดยเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ รวมถึงพยายามจัดสรรให้บุคลากรได้ทำงานใกล้ภูมิลำเนาหรือสถาบันที่เคยศึกษาให้มากที่สุด</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นอกจากนี้ กระทรวงยังให้ความสำคัญกับการปรับปรุงค่าตอบแทนและลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกัน โดยกรณีสร้างรายได้ เพื่อให้มีช่องทางค่าตอบแทนเพิ่ม ได้ผลักดันโครงการ Premium Clinic และคลินิกนอกเวลาราชการ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้บุคลากรในระบบภาครัฐ<br />
&ldquo;สาเหตุหลักที่บุคลากรออกจากระบบ ส่วนหนึ่งมาจากการย้ายไปทำงานในโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งมีค่าตอบแทนแตกต่างจากภาครัฐค่อนข้างมาก กระทรวงจึงพยายามลดช่องว่างดังกล่าวให้แคบลงมากที่สุด&rdquo; นายพัฒนา กล่าว</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นายพัฒนา กล่าวต่อว่า เมื่อมีบุคลากรลาออกจำนวนมาก ภาระงานของผู้ที่ยังปฏิบัติงานอยู่ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จึงต้องเร่งพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิให้เข้มแข็ง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการดูแลรักษาใกล้บ้าน ลดความจำเป็นในการเดินทางมารับบริการที่โรงพยาบาล และช่วยลดภาระงานของแพทย์ในโรงพยาบาลได้<br />
ทั้งนี้ นายพัฒนา ได้กล่าวขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ทุกคนที่ยังคงปฏิบัติงานอยู่ในระบบ พร้อมยืนยันว่าเข้าใจเหตุผลและข้อจำกัดของผู้ที่ตัดสินใจลาออก โดยกระทรวงจะเดินหน้ามาตรการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีจังหวัดเพชรบูรณ์นั้น แม้จะมีแพทย์ลาออก 11 คน แต่ในปีนี้ได้รับการจัดสรรแพทย์เข้าปฏิบัติงานใหม่จำนวน 20 คน</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/20260605715923e71e4b5f49c13f6c1ac6798290102727.jpg' type='image/jpg' length='361233' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[คืนสิทธิทำกิน 12.5 ล้านไร่ คนอยู่ได้ ป่าอยู่รอด]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/509426</link>
<guid isPermaLink="false">72fdd648a44ee07fae804cc944a7d46d</guid>
<pubDate>Thu, 04 Jun 2026 15:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">วันนี้ (4 มิถุนายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม และการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินของประชาชนในที่ดินของรัฐอย่างเป็นระบบ ภายใต้การดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) โดยมีนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขับเคลื่อนนโยบายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสามารถอยู่อาศัยและทำกินได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของประเทศอย่างยั่งยืน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">รองโฆษกฯ กล่าวว่า รัฐบาลสามารถดำเนินการจัดสรรที่ดินทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติได้สำเร็จตามเป้าหมายรวมกว่า 12.5 ล้านไร่ ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2569 ครอบคลุมพื้นที่ 66 จังหวัด จำนวน 19,576 หมู่บ้าน มีประชาชนได้รับประโยชน์แล้วกว่า 1.2 ล้านราย โดยประชาชนที่ได้รับสิทธิจะมีเอกสารรับรองสิทธิในรูปแบบดิจิทัล สามารถใช้ประกอบการทำกิน การเข้าถึงบริการภาครัฐ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างมั่นคงมากขึ้น</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ตัวอย่างสำคัญคือพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเกษตรกรที่เคยทำกินอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ได้รับสมุดดิจิทัลรับรองสิทธิทำกินตามนโยบายรัฐบาล ทำให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องหวาดระแวงว่าจะถูกมองว่าอยู่หรือทำกินอย่างผิดกฎหมายอีกต่อไป</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นอกจากนี้ การได้รับสิทธิในที่ดินยังช่วยยกระดับเศรษฐกิจของเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม โดยเกษตรกรชาวสวนทุเรียนสามารถนำเอกสารสิทธิไปขอการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยืนยันว่าเป็นผลผลิตจากพื้นที่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ส่งผลให้สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่สูงขึ้น และส่งออกไปยังต่างประเทศได้</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ในปี 2568 ที่ผ่านมา เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ &ldquo;ป่านานกกก&rdquo; อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 190 ราย พื้นที่รวมกว่า 2,052 ไร่ ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP สามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตและส่งออก สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศกว่า 180 ล้านบาท ช่วยยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่อย่างชัดเจน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลยังเดินหน้าต่อยอดการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีการอยู่อาศัยและทำกินใน &ldquo;พื้นที่ป่าไม้ถาวร&rdquo; ซึ่งเป็นปัญหาที่ประชาชนรอการแก้ไขมานานกว่า 65 ปี ล่าสุด กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เร่งดำเนินการตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี พร้อมเสนอกรอบมาตรการการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าไม้ถาวรต่อคณะรัฐมนตรี ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2.2 ล้านไร่ คาดว่าจะมีประชาชนได้รับประโยชน์มากกว่า 200,000 ราย ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการคลี่คลายปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ควบคู่กับการรักษาพื้นที่ป่าไม้ของประเทศให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังกล่าวเพิ่มเติมในที่ประชุมว่า การได้รับสิทธิในที่ดินทำกิน ไม่ได้ช่วยเฉพาะเรื่องอาชีพและรายได้เท่านั้น แต่ยังช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้มากขึ้น ทั้งการขอติดตั้งไฟฟ้า ระบบน้ำ และบริการพื้นฐานต่าง ๆ ของรัฐ ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ห่างไกลอย่างเป็นรูปธรรม</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;รัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ภายใต้หลักการ &lsquo;คนอยู่ได้ ป่าอยู่รอด&rsquo; เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นคงในชีวิต มีรายได้ที่ยั่งยืน ขณะเดียวกันก็รักษาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศให้คงอยู่สำหรับคนรุ่นต่อไป&rdquo; นางสาวลลิดา กล่าว</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/20260604853d801e9ffc9a125760742995ea9edf155956.jpg' type='image/jpg' length='503493' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลเดินหน้าลดขนาดกำลังคนภาครัฐ ปัดข้อเสนอขยายอายุเกษียณ 60 ปี ดันแผน Early Retire พร้อมเล็งขึ้นเงินเดือนข้าราชการ]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/509422</link>
<guid isPermaLink="false">5aedb9299ce642f0da3a3b8acb1d600e</guid>
<pubDate>Thu, 04 Jun 2026 15:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/202606048caa03873cca2fccf483b01809bec8ad154531.jpg" style="width: 60%;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;">นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ประกาศชัดเจน ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดขยายอายุเกษียณราชการเกิน 60 ปี สั่งการ ก.พ. เร่งคลอดแผนเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retire) หวังเปิดทางให้เด็กรุ่นใหม่เข้าสู่ระบบราชการ พร้อมเตรียมแผนปรับขึ้นเงินเดือนและค่าตอบแทนให้ข้าราชการที่ยังอยู่ในระบบ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้สอดคล้องกับภาระงาน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">การปฏิรูปครั้งนี้มุ่งเน้นการแก้ปัญหาโครงสร้างกำลังคนอย่างยั่งยืน โดยรองนายกรัฐมนตรีระบุว่า การยืดอายุเกษียณจะส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานและปิดกั้นโอกาสของคนรุ่นใหม่ ในทางกลับกัน รัฐบาลมุ่งเป้าไปที่การลดจำนวนข้าราชการให้มีขนาดที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะ (Upskill) ให้บุคลากรสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุดและมีรายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นโยบายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ตามมาตรฐาน OECD โดยมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้ในกระบวนการอนุมัติและอนุญาตต่างๆ ซึ่งจะช่วยลดความจำเป็นในการใช้บุคลากรจำนวนมาก ดังเช่นความสำเร็จในประเทศนิวซีแลนด์ที่สามารถลดจำนวนข้าราชการลงได้กว่า 8,700 คนภายในปีเดียว ขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุหลังเกษียณ รัฐบาลมีแผนจะส่งเสริมการจ้างงานแบบยืดหยุ่นในลักษณะเดียวกับประเทศญี่ปุ่น เพื่อสร้างรายได้และรักษาคุณค่าในสังคมโดยไม่ต้องทำงานเต็มเวลา</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/202606048caa03873cca2fccf483b01809bec8ad154531.jpg' type='image/jpg' length='445185' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลปรับงบต้านโกง ดันเทคโนโลยี–เปิดข้อมูลรัฐ]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/509409</link>
<guid isPermaLink="false">85106dae6ae52ca751dead99919032de</guid>
<pubDate>Thu, 04 Jun 2026 15:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">วันนี้ (4 มิถุนายน 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 แล้วนั้น ในส่วนของงบประมาณบูรณาการด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต รัฐบาลมีแนวทางปรับการใช้งบให้มุ่งเน้นผลลัพธ์ที่วัดผลได้มากขึ้น โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีและระบบข้อมูลมาใช้ปิดช่องว่างการทุจริตในกระบวนการทำงานของภาครัฐ</span><span style="font-size:24px;"></span></p>

<p><span style="font-size:24px;">แนวทางดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ต้องการยกระดับระบบราชการให้ทันสมัย โปร่งใส และตอบโจทย์ประชาชน โดยเชื่อว่าการแก้ปัญหาทุจริตต้องเริ่มจากการปรับระบบงาน ไม่ใช่เพียงรณรงค์หรือสร้างการรับรู้เท่านั้น</span><span style="font-size:24px;"></span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลการขับเคลื่อนงานด้านการต่อต้านการทุจริต เห็นว่า ในอดีตงบประมาณส่วนหนึ่งถูกใช้กับกิจกรรมอบรมและสร้างจิตสำนึกจำนวนมาก แต่คะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) ของไทยยังไม่ปรับตัวดีขึ้นอย่างที่ควร จึงถึงเวลาทบทวนการใช้งบประมาณให้มุ่งไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบบงานอย่างแท้จริง ภายใต้แนวทางใหม่ งบประมาณบูรณาการด้านการปราปปรามการทุจริต ประมาณ70% ได้ถูกจัดสรรไปกับการนำเทคโนโลยีมาใช้ปรับปรุงกระบวนการทำงาน การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน มากกว่าการจัดอบรมซ้ำในรูปแบบเดิม เพื่อเป้าหมายทำข้อมูลอยู่ในระบบ ตรวจสอบได้ วิเคราะห์ต่อได้ และลดพื้นที่ที่เอื้อต่อการทุจริต</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับนโยบาย Open Data หรือการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐในรูปแบบที่นำไปใช้และวิเคราะห์ต่อได้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยเมื่อข้อมูลของภาครัฐเชื่อมโยงและเปิดเผยมากขึ้น หน่วยงานตรวจสอบ เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) จะสามารถตรวจจับความผิดปกติและดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น ปัจจุบันหลายหน่วยงานได้เริ่มใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความโปร่งใสแล้ว เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่พัฒนาระบบจดทะเบียนและตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลผ่านระบบดิจิทัล และกรมบัญชีกลางที่เปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐให้ประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ สามารถติดตามตรวจสอบได้</span><span style="font-size:24px;"></span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นางสาวรัชดา กล่าวว่า รัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้าแก้ปัญหาทุจริตอย่างจริงจัง โดยมุ่งเน้นการปรับระบบงานให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดช่องว่างการทุจริต เพื่อให้ทุกบาททุกสตางค์ของงบประมาณแผ่นดินเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;"></span><span style="font-size:24px;">&ldquo;เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงการรณรงค์ต่อต้านการทุจริต แต่คือการทำให้การทุจริตเกิดขึ้นได้ยาก ตรวจสอบได้เร็ว และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุนว่าเงินภาษีของประเทศถูกใช้ด้วยความโปร่งใสและคุ้มค่า&rdquo; นางสาวรัชดา กล่าว</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/20260604eac306dc482477e426e86d86e519774f154033.jpg' type='image/jpg' length='381622' />
</item>
</channel>
</rss>
