<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[7 ประเด็นหลัก ภารกิจพื้นฐาน]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/index/id/2438</link>
<atom:link href="https://region3.prd.go.th/th/content/category/index/id/2438" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลเปิด 3 ทางเลือก “สินเชื่อ AI นกกระซิบ” รายย่อยเลือกตามขนาดธุรกิจ วงเงิน 5 หมื่น–5 แสน–3 ล้านบาท ใช้ยอดขายจริงช่วยประกอบการขอสินเชื่อ]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/540728</link>
<guid isPermaLink="false">ceec9632b7d1f268dd47b3918500c795</guid>
<pubDate>Fri, 11 Sep 2026 09:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;</p>

<p style="text-align: center;"><span style="font-size:24px;"><img alt="" src="https://media.thaigov.go.th/Sc-VBSl35GFTl6SFVjHR480epVk=/https://www.thaigov.go.th/uploads/images/241/2026/09/jpg/20260911083258_2571.jpg" style="width: 75%; border-radius:25px;" /></span><br />
&nbsp;</p>

<p><span style="font-size:24px;">(11 กันยายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าช่วยพ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ ผ่านโครงการ &ldquo;สินเชื่อ AI นกกระซิบ&rdquo; โดยนำข้อมูลยอดขายจริงจากแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; มาใช้เป็นข้อมูลเพิ่มเติมประกอบการพิจารณาสินเชื่อ พร้อมเปิดทางเลือกให้ผู้ประกอบการเลือกวงเงินให้เหมาะกับขนาดและความต้องการของธุรกิจ ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ประกาศรายละเอียดแล้วแบ่งได้ง่าย ๆ เป็น 3 ระดับ ดังนี้</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">1. ร้านเล็ก ต้องการเงินหมุนเวียนไม่เกิน 50,000 บาท</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;สินเชื่อออมสิน QR มหาเฮง x นกกระซิบ&rdquo; เหมาะกับผู้ประกอบการรายย่อยที่ใช้แอปถุงเงิน ต้องการเงินทุนจำนวนไม่สูง และไม่มีหลักประกัน วงเงินสูงสุด 50,000 บาทต่อราย ไม่ใช้หลักประกัน ไม่คิดค่าธรรมเนียมขอสินเชื่อ อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 0.75 ต่อเดือน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">2. พ่อค้าแม่ค้าถุงเงิน ต้องการวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;สินเชื่อสิบหมื่น&rdquo; ของธนาคารกรุงไทย เหมาะกับพ่อค้าแม่ค้าที่ต้องการเงินหมุนเวียนหรือเสริมสภาพคล่องในกิจการ วงเงินสูงสุด 500,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นร้อยละ 11 ต่อปี ผ่อนเริ่มต้น 500 บาทต่อเดือน และไม่คิดค่าธรรมเนียมขอสินเชื่อ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">3. ธุรกิจที่ต้องการขยายกิจการ วงเงินสูงสุด 3 ล้านบาท</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;สินเชื่อ SME ไซส์เล็ก&rdquo; ของธนาคารกรุงไทย เหมาะกับผู้ประกอบการค้าส่ง ค้าปลีก บริการ และร้านค้าออนไลน์ที่ใช้ AI นกกระซิบบนแอปถุงเงิน และต้องการวงเงินสูงขึ้นเพื่อใช้ในธุรกิจ วงเงินสูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นร้อยละ 3.5 ต่อปี คงที่ใน 2 ปีแรก และไม่คิดค่าธรรมเนียมขอสินเชื่อ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นางสาวลลิดา กล่าวว่า ผู้ประกอบการควรเลือกสินเชื่อจาก &ldquo;เงินที่ต้องใช้จริง&rdquo; มากกว่าดูว่าวงเงินใดให้กู้ได้สูงที่สุด และควรดูต้นทุนให้ครบถ้วน โดยเฉพาะฐานการคิดดอกเบี้ย เนื่องจากสินเชื่อออมสิน QR มหาเฮง x นกกระซิบ ระบุอัตราร้อยละ 0.75 &ldquo;ต่อเดือน&rdquo; ขณะที่สินเชื่อของธนาคารกรุงไทยระบุอัตราดอกเบี้ย &ldquo;ต่อปี&rdquo; จึงไม่ควรนำตัวเลขมาเปรียบเทียบกันโดยตรงโดยไม่ดูระยะเวลาและเงื่อนไขประกอบ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">สำหรับจุดเด่นของ &ldquo;AI นกกระซิบ&rdquo; คือการนำข้อมูลยอดขายจริงจากแอปถุงเงินมาช่วยสะท้อนการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ ทั้งยอดขาย แนวโน้มรายได้ และข้อมูลจากการค้าขายผ่านโครงการภาครัฐ เช่น ไทยช่วยไทย พลัส และคนละครึ่ง พลัส ทำให้พ่อค้าแม่ค้าที่มีรายได้และค้าขายจริง แต่อาจไม่มีสลิปเงินเดือนหรืองบการเงินแบบบริษัท มีข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับใช้ประกอบการยื่นขอสินเชื่อ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;เข้าใจง่าย ๆ คือ ถ้าร้านค้าขายจริง ข้อมูลยอดขายที่เกิดขึ้นก็ไม่สูญเปล่า แต่สามารถนำมาช่วยสะท้อนศักยภาพของร้านในการขอสินเชื่อได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม AI ไม่ได้เป็นผู้อนุมัติสินเชื่อ และการมียอดขายในถุงเงินไม่ได้หมายความว่าจะกู้ผ่านโดยอัตโนมัติ ธนาคารยังต้องพิจารณาคุณสมบัติ ความสามารถในการชำระหนี้ และหลักเกณฑ์ของแต่ละผลิตภัณฑ์ ผู้ประกอบการจึงควรเลือกวงเงินที่เหมาะกับกิจการ กู้เท่าที่จำเป็น และมั่นใจว่าสามารถชำระคืนได้&rdquo; นางสาวลลิดา กล่าว</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ทั้งนี้ สำหรับผู้ประกอบการที่มีศักยภาพแต่ติดข้อจำกัดเรื่องหลักประกันหรือผู้ค้ำประกัน ยังมีกลไกค้ำประกันสินเชื่อของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ โดยการค้ำประกันเป็นกลไกสนับสนุนเพิ่มเติม ไม่ใช่การอนุมัติวงเงินสินเชื่อโดยอัตโนมัติ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">รัฐบาลมุ่งใช้เทคโนโลยีและข้อมูลช่วยเปิดประตูให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าสู่ระบบการเงินได้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ &ldquo;ค้าขายจริง มีรายได้จริง แต่เอกสารทางการเงินอาจไม่ครบในรูปแบบเดิม&rdquo; พร้อมส่งเสริมให้ประชาชนเลือกใช้สินเชื่ออย่างเหมาะสมกับขนาดธุรกิจและความสามารถในการชำระคืน</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/20260911392cfc4d6005e2e9cc19142b9179e75c092853.jpg' type='image/jpg' length='425997' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลดันธุรกิจไทยโตไปกับคลื่นลงทุนใหม่ ไฟเขียว 55 โครงการ อัปเกรด AI–ระบบอัตโนมัติ พร้อมสร้างคนทักษะสูงกว่า 1 หมื่นคน]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/540383</link>
<guid isPermaLink="false">2583da02168a2b676ee8ee38574f2ee7</guid>
<pubDate>Thu, 10 Sep 2026 09:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">(10 กันยายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าทำให้ผู้ประกอบการไทยได้รับประโยชน์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมและการลงทุนยุคใหม่มากขึ้น โดยใช้กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เป็นกลไกช่วยให้ธุรกิจไทยลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ควบคู่กับการสร้างบุคลากรทักษะสูง เพื่อให้ธุรกิจไทยเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และขยับขึ้นไปมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานที่มีมูลค่าสูงขึ้น</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ที่ประชุมคณะอนุกรรมการสรรหาและเจรจา ภายใต้กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เห็นชอบสนับสนุนโครงการใหม่รวม 55 โครงการ แบ่งเป็นมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน หรือ Business Transformation จำนวน 48 โครงการ และมาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ หรือ Skill Bridge จำนวน 7 โครงการ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">สำหรับมาตรการ Business Transformation รอบใหม่นี้ มีโครงการที่ได้รับความเห็นชอบ 48 โครงการ เงินลงทุนรวม 3,540 ล้านบาท และวงเงินสนับสนุน 1,663 ล้านบาท ครอบคลุมการวิจัยและพัฒนา การเพิ่มประสิทธิภาพกิจการด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ การนำระบบอัตโนมัติ เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้ ตลอดจนการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมใหม่และอุตสาหกรรมสีเขียว โดยมีเป้าหมายสำคัญคือทำให้ผู้ประกอบการไทยมีเทคโนโลยีและประสิทธิภาพเพียงพอที่จะเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">เมื่อรวมกับโครงการที่ได้รับอนุมัติก่อนหน้านี้ มาตรการ Business Transformation มีโครงการที่ได้รับการส่งเสริมแล้ว 66 โครงการ เงินลงทุนรวม 5,806 ล้านบาท วงเงินสนับสนุนรวม 2,796 ล้านบาท โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ประเมินว่า โครงการทั้งหมดจะช่วยเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการประมาณ 3,900 ล้านบาทต่อปี และเพิ่มการจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และบริการภายในประเทศกว่า 7,100 ล้านบาทต่อปี สะท้อนว่าประโยชน์จากการลงทุนจะไม่ได้อยู่เฉพาะบริษัทที่ได้รับการส่งเสริม แต่จะเชื่อมโยงไปถึงผู้ผลิตชิ้นส่วน ซัพพลายเออร์ และธุรกิจบริการของไทยในห่วงโซ่อุปทาน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นอกจากนี้ คาดว่าจะเกิดการจ้างงานทั้งระดับปฏิบัติการและงานทักษะสูงประมาณ 1,500 ตำแหน่ง พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานไทยกว่า 3,800 ราย ช่วยเพิ่มโอกาสให้บริษัทไทยสามารถยกระดับมาตรฐานการผลิต เชื่อมต่อกับอุตสาหกรรมใหม่ และเข้าไปอยู่ในส่วนของห่วงโซ่อุปทานที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ขณะเดียวกัน รัฐบาลเร่งเตรียม &ldquo;คนไทย&rdquo; ให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม โดยมาตรการ Skill Bridge รอบนี้ได้รับความเห็นชอบเพิ่มอีก 7 โครงการ วงเงินสนับสนุน 307 ล้านบาท มีแผนพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 10,180 คน เมื่อรวมโครงการที่ได้รับอนุมัติก่อนหน้านี้ มีโครงการภายใต้มาตรการ Skill Bridge แล้ว 42 โครงการ วงเงินสนับสนุนรวม 2,029 ล้านบาท และมีแผนพัฒนาบุคลากรรวม 76,728 คน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">โครงการพัฒนาบุคลากรจะต้องผ่านการพิจารณาทั้งด้านมาตรฐานหลักสูตร ความเชื่อมโยงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ความเชี่ยวชาญของผู้ฝึกอบรม และความพร้อมในการจัดฝึกอบรม เพื่อให้ทักษะที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมได้จริง และช่วยให้แรงงานไทยรองรับงานที่มีทักษะและมูลค่าสูงขึ้น</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;วันนี้โจทย์ของรัฐบาลไม่ใช่เพียงทำอย่างไรให้มีเงินลงทุนเข้าประเทศมากขึ้น แต่ต้องทำอย่างไรให้การลงทุนเหล่านั้นสร้างโอกาสให้ธุรกิจไทยและคนไทยมากขึ้นด้วย เราจึงต้องเร่งยกระดับผู้ประกอบการไทยให้เข้าถึง AI ระบบอัตโนมัติ งานวิจัยและเทคโนโลยีใหม่ พร้อมสร้างคนที่มีทักษะตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม เพื่อให้เมื่ออุตสาหกรรมใหม่เติบโตในประเทศไทย ธุรกิจไทยสามารถเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานและรับประโยชน์จากการเติบโตนั้นได้มากขึ้น&rdquo; นางสาวลลิดา กล่าว</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หากรวมทั้งมาตรการ Business Transformation และ Skill Bridge ปัจจุบันมีโครงการที่ได้รับการส่งเสริมสะสมแล้ว 108 โครงการ วงเงินสนับสนุนรวม 4,825 ล้านบาท โดย 55 โครงการเป็นโครงการใหม่ที่ได้รับความเห็นชอบเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ส่วน 108 โครงการเป็นยอดสะสมรวมโครงการที่ได้รับอนุมัติก่อนหน้านี้</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">รัฐบาลมุ่งให้การส่งเสริมการลงทุนเดินไปพร้อมกับการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจภายในประเทศ ทั้งการยกระดับเทคโนโลยีของบริษัทไทย การพัฒนากำลังคน การเพิ่มการจัดซื้อในประเทศ และการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อให้ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงฐานรองรับเงินลงทุน แต่มีผู้ประกอบการและบุคลากรไทยที่สามารถเติบโตและสร้างมูลค่าเพิ่มไปพร้อมกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/20260910f363cd559c5694a1b89f4dea80914c11092556.jpg' type='image/jpg' length='406474' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทยเดินหน้ารับแรงงานศรีลังกา 1 หมื่นคน อุดช่องว่างแรงงานขาดแคลน วางระบบจ้างงานถูกกฎหมาย–คุ้มครองสิทธิ]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/539870</link>
<guid isPermaLink="false">b2dea9906df6ff198534981da00a390e</guid>
<pubDate>Tue, 08 Sep 2026 14:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://media.thaigov.go.th/YIjfuXyAjqf2Uf7g3slnQ3iIjIY=/https://www.thaigov.go.th/uploads/images/88/2026/09/jpg/20260908131748_8254.jpg" style="width: 75%;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;">วันที่ 8 กันยายน 2569 ครม.เห็นชอบ MOU ไทย&ndash;ศรีลังกา และบันทึกข้อตกลงการจ้างแรงงาน วางระบบตั้งแต่สรรหา ทำสัญญา ตรวจสุขภาพ ไปจนถึงส่งกลับประเทศต้นทาง พร้อมป้องกันการสรรหาแรงงานผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา และบันทึกข้อตกลงด้านการจ้างแรงงานชาวศรีลังกาในประเทศไทย เพื่อวางกรอบความร่วมมือและจัดระบบการส่ง&ndash;รับแรงงานระหว่างสองประเทศให้มีความชัดเจน โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเดินหน้ารับแรงงานศรีลังกาครั้งนี้เกิดจาก ประเทศไทยยังมีความต้องการแรงงานในบางภาคส่วน และได้รับข้อเรียกร้องจากภาคอุตสาหกรรมและนายจ้างที่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน รัฐบาลจึงเร่งหาแนวทางเพิ่มช่องทางจัดหาแรงงานต่างชาติที่สามารถเข้าสู่ระบบได้อย่างถูกต้อง โดยศรีลังกาเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายแรก ๆ และกำหนดเป้าหมายเบื้องต้น 1 หมื่นคน เพื่อช่วยเติมเต็มกำลังแรงงานในส่วนที่ขาดแคลน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ทั้งนี้ การดำเนินการระหว่างไทยกับศรีลังกาไม่ได้เกิดขึ้นในระยะสั้น แต่ มีการหารือและประสานความร่วมมือด้านแรงงานมาอย่างต่อเนื่องหลายปี ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะสามารถจัดทำรายละเอียดและบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ในครั้งนี้ โดยข้อตกลงจะช่วยให้การจ้างแรงงานเป็นไปตามกติกาเดียวกันและตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">สำหรับ MOU ว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน จะครอบคลุมการแลกเปลี่ยนข้อมูลตลาดแรงงาน กฎหมายและนโยบายด้านแรงงาน ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และแนวปฏิบัติที่ดี รวมถึงการพัฒนาทักษะฝีมือและเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อป้องกันการสรรหาแรงงานโดยผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ส่วน บันทึกข้อตกลงด้านการจ้างแรงงานชาวศรีลังกาในประเทศไทย จะกำหนดขั้นตอนการจ้างงานอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การสรรหาและคัดเลือก การกำหนดข้อมูลนายจ้าง จำนวนและคุณสมบัติแรงงาน รวมถึงเงื่อนไขการจ้างและค่าตอบแทน โดยแรงงานที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับสัญญาจ้างก่อนเดินทางเข้าประเทศ และสัญญาจ้างต้องทำโดยตรงระหว่างแรงงานกับนายจ้าง</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ด้านการคุ้มครองสิทธิ แรงงานศรีลังกาจะได้รับ การปฏิบัติอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมกับแรงงานท้องถิ่นบนหลักการไม่เลือกปฏิบัติ รวมถึงได้รับสิทธิและประโยชน์ตามสัญญาจ้างและกฎหมายแรงงานไทย และสามารถเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายได้เมื่อเกิดข้อพิพาทจากการจ้างงาน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ขณะเดียวกัน แรงงานต้องเข้าประเทศและทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ต้องได้รับใบอนุญาตทำงาน และทำงานเฉพาะกับนายจ้างและในอาชีพที่ได้รับอนุญาต รวมถึงต้องผ่านการตรวจสุขภาพและมีหลักฐานประกันสุขภาพตามที่กำหนดก่อนเริ่มงาน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ข้อตกลงยังกำหนดระยะเวลาสัญญาจ้าง 2 ปี และสามารถขยายได้อีก 2 ปี เมื่อสิ้นสุดสัญญา แรงงานต้องเดินทางกลับประเทศต้นทาง และหากทำงานครบตามสัญญา นายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการส่งกลับทั้งหมด</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า เป้าหมายของความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนแรงงาน แต่เป็นการจัดระบบให้แรงงานที่เข้ามาทำงานในส่วนที่ตลาดแรงงานไทยยังขาดแคลน เข้าสู่กระบวนการที่ถูกกฎหมาย โปร่งใส และตรวจสอบได้ ขณะเดียวกันแรงงานได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย มีสัญญาจ้างที่ชัดเจน และมีช่องทางแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดข้อพิพาท พร้อมลดความเสี่ยงจากการสรรหาแรงงานผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/20260908fef11de77a918dce966178ae0f19ee14143514.jpg' type='image/jpg' length='351203' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลวางมาตรการสกัดทุจริตสอบราชการ “โกงสอบ–ไล่ออกสถานเดียว” จัดทำ Blacklist กลางทั่วประเทศ เตรียมเปลี่ยนสอบภาค ก. เป็น e-Exam และออกกฎหมายเอาผิดทั้งขบวนการ]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/539864</link>
<guid isPermaLink="false">b3c12f92c560e020ada57707bd3b90b8</guid>
<pubDate>Tue, 08 Sep 2026 14:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://media.thaigov.go.th/bNCT-sPQK_nVCYSjKfSPuPAOB08=/https://www.thaigov.go.th/uploads/images/228/2026/09/jpg/20260908131453_5059.jpg" style="width: 75%;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;">(8 กันยายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการให้เข้มข้นและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ หลังสำนักงาน ก.พ. ตรวจพบการทุจริตในการสอบภาค ก. ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน รวม 114 กรณี โดยเฉพาะการสวมตัวสอบ ซึ่งบางกรณีมีผู้เข้าสอบแทนบุคคลอื่นหลายราย และพบว่าช่องว่างของระบบเดิมยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่เคยทุจริตในหน่วยงานหนึ่งสามารถเวียนไปสมัครสอบในหน่วยงานอื่นได้</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) จึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณามาตรการสำคัญ ทั้งการกำหนดมาตรฐานทางวินัย การจัดทำฐานข้อมูลกลางผู้เคยทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ หรือ Blacklist รวมถึงแผนป้องกันและปราบปรามการทุจริตในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่ออุดช่องโหว่ของระบบเดิมและป้องกันไม่ให้ผู้ทุจริตสามารถเข้าสู่ระบบราชการได้อีก</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นางสาวลลิดา กล่าวว่า มาตรการสำคัญคือการกำหนดให้ข้าราชการที่ทุจริตในการสอบเข้ารับราชการภายหลังได้รับการบรรจุแล้ว ถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และกำหนดโทษไล่ออกจากราชการสถานเดียว เพื่อให้ทุกหน่วยงานใช้มาตรฐานเดียวกัน ขณะที่หากตรวจพบว่าการทุจริตเกิดขึ้นก่อนการบรรจุ ให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุดำเนินการให้ออกจากราชการโดยพลัน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">พร้อมกันนี้ จะให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลของแต่ละประเภทจัดทำบัญชีผู้เคยทุจริตในการสอบเข้ารับราชการตามกฎหมายของตน และส่งรายชื่อให้สำนักงาน ก.พ. รวบรวมเป็นฐานข้อมูลกลาง เพื่อให้ทุกหน่วยงานของรัฐสามารถตรวจสอบลักษณะต้องห้ามก่อนรับบุคคลเข้ารับราชการ ปิดช่องโหว่ที่ผู้เคยทุจริตจากหน่วยงานหนึ่งสามารถย้ายไปสมัครสอบในอีกหน่วยงานหนึ่งได้</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">สำนักงาน ก.พ. ยังได้กำหนดให้ผู้ที่ทุจริตในการสอบภาค ก. เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามในการเข้ารับราชการ และมีอำนาจดำเนินการเพิกถอนหนังสือรับรองผลการสอบผ่านภาค ก. โดยปัจจุบันได้มีการกำหนดผู้ทุจริตในการสอบภาค ก. เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามแล้ว 24 ราย ณ วันที่ 22 กรกฎาคม 2569</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นางสาวลลิดา กล่าวว่า นอกจากมาตรการทางวินัยและฐานข้อมูลกลางแล้ว ยังมีแผนปรับระบบสอบใน 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น ภายใน 1 ปี จัดทำหลักเกณฑ์และมาตรฐานทางวินัยให้ชัดเจน ระยะกลาง ภายใน 3 ปี เตรียมปรับการสอบภาค ก. จากระบบ Paper &amp; Pencil ควบคู่กับ e-Exam ไปสู่การสอบแบบ e-Exam เพียงรูปแบบเดียว เพื่อเพิ่มมาตรการป้องกันการทุจริตและยกระดับการตรวจสอบ และระยะยาว ภายใน 5 ปี เตรียมผลักดันกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ โดยกำหนดโทษทางอาญาที่เข้มงวดและครอบคลุมผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งขบวนการ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ในระยะยาว ยังมีแนวทางแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สามารถเรียกคืนเงินเดือนและผลประโยชน์อื่นจากผู้ที่ทุจริตในการสอบแล้วได้รับการบรรจุเข้ารับราชการได้เต็มจำนวน ซึ่งเดิมกฎหมายกำหนดเพียงให้ออกจากราชการโดยพลัน โดยไม่กระทบต่อเงินเดือนหรือผลประโยชน์ที่ได้รับไปก่อนมีคำสั่งให้ออกจากราชการ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;รัฐบาลต้องการปิดช่องว่างตั้งแต่ต้นทาง ไม่ให้คนที่โกงสอบสามารถเข้ามาอยู่ในระบบราชการ และหากตรวจพบภายหลัง ก็ต้องมีมาตรฐานลงโทษที่ชัดเจนและจริงจัง รวมถึงต้องมีฐานข้อมูลกลางที่ทุกหน่วยงานตรวจสอบร่วมกันได้ เพื่อไม่ให้ผู้ที่เคยทุจริตสามารถเวียนไปสมัครสอบในหน่วยงานอื่นอีก&rdquo; นางสาวลลิดา กล่าว</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา สำนักงาน ก.พ. ได้ปรับปรุงกระบวนการสอบภาค ก. โดยเพิ่มการตรวจสอบรูปถ่ายของผู้สมัคร และพิมพ์รูปผู้สมัครสอบลงบนกระดาษคำตอบ เพื่อป้องกันการสวมตัวสอบ พร้อมแจ้งความดำเนินคดีทางอาญากับผู้ที่ตรวจพบการทุจริต และรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินการทางปกครองและทางวินัยต่อไป</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกันในการลงโทษผู้ทุจริต ป้องกันการหมุนเวียนผู้กระทำผิดเข้าสู่หน่วยงานรัฐอื่น และยกระดับความน่าเชื่อถือของระบบสอบเข้ารับราชการให้โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้มากขึ้น</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/2026090879ff9c73ae9e9c6469e594ebd8a750c6142951.jpg' type='image/jpg' length='281163' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลย้ำผู้ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ รายใหม่กว่า 5 แสนรายยังไม่ e-KYC ต้องการเริ่มใช้สิทธิ 1 ต.ค. ให้ดำเนินการภายใน 30 ก.ย. ผู้ทบทวนส่งเอกสารได้ถึง 20 ก.ย.]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/539099</link>
<guid isPermaLink="false">f3acff3020cc464a34ace48c7462de9a</guid>
<pubDate>Mon, 07 Sep 2026 09:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">วันนี้ (7 กันยายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลขอเน้นย้ำประชาชนในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ให้ตรวจสอบสถานะและดำเนินการให้ถูกต้องตามกลุ่มของตน โดยเฉพาะผู้ผ่านเกณฑ์รายใหม่ที่ต้องยืนยันตัวตน (e-KYC) และต้องการเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ควรยืนยันตัวตนให้สำเร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 เพื่อไม่ให้การเริ่มรับสิทธิล่าช้า</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 4 กันยายน 2569 พบว่า ผู้ผ่านเกณฑ์รายใหม่ที่ต้องยืนยันตัวตนมีจำนวน 3,139,886 ราย ในจำนวนนี้มาดำเนินการแล้ว 2,639,799 ราย แบ่งเป็นยืนยันตัวตนสำเร็จ 2,613,730 ราย และยืนยันตัวตนไม่สำเร็จ 26,069 ราย ขณะที่ยังมีผู้ที่ไม่ได้ดำเนินการอีก 500,087 ราย ซึ่งรัฐบาลขอให้กลุ่มที่ยังไม่ได้ดำเนินการและกลุ่มที่ยืนยันไม่สำเร็จรีบตรวจสอบสถานะ โดยเฉพาะผู้ที่ประสงค์จะเริ่มใช้สิทธิในวันที่ 1 ตุลาคมนี้</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นางสาวลลิดา กล่าวว่า เพื่อไม่ให้ประชาชนสับสนเรื่องกำหนดเวลา ขอให้แยกการดำเนินการตามสถานะออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรก ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม จำนวน 6,366,645 ราย ซึ่งผ่านคุณสมบัติและเคยยืนยันตัวตนในระบบแล้ว ไม่ต้องยืนยันตัวตนใหม่</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">กลุ่มที่สอง ผู้ผ่านเกณฑ์รายใหม่ที่ระบบระบุว่าต้องยืนยันตัวตน จำนวน 3,139,886 ราย ต้องดำเนินการ e-KYC ให้สำเร็จ โดยหากต้องการเริ่มใช้สิทธิงวดแรกตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ควรดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2569</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">กลุ่มที่สาม ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์และได้ยื่นคำขอทบทวนสิทธิภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 แล้ว หากยังมีข้อมูลที่ต้องแก้ไขหรือเอกสารที่ต้องส่งเพิ่มเติม สามารถติดต่อหน่วยงานเจ้าของข้อมูลหรือศูนย์ประสานงาน One Stop Service (OSS) ระดับอำเภอหรือเขตได้ถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 ก่อนกระทรวงการคลังประกาศผลการทบทวนสิทธิในวันที่ 30 กันยายน 2569</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;ขอให้ประชาชนตรวจสอบสถานะของตนก่อนดำเนินการ เพราะผู้มีสิทธิเดิมไม่ต้อง e-KYC ใหม่ทุกคน ขณะที่ผู้ผ่านเกณฑ์รายใหม่ซึ่งระบบแจ้งว่าต้องยืนยันตัวตน หากต้องการเริ่มใช้สิทธิพร้อมกันในวันที่ 1 ตุลาคม ควรดำเนินการให้สำเร็จภายในวันที่ 30 กันยายน ส่วนวันที่ 20 กันยายน เป็นกำหนดสำหรับการแก้ไขข้อมูลหรือส่งเอกสารเพิ่มเติมของผู้ที่ยื่นทบทวนสิทธิไว้แล้ว ไม่ใช่การเปิดรับคำขอทบทวนสิทธิรอบใหม่&rdquo; นางสาวลลิดา กล่าว</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">สำหรับการยืนยันตัวตน ผู้ผ่านเกณฑ์รายใหม่สามารถดำเนินการผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; หรือหน่วยรับลงทะเบียนของธนาคารของรัฐ 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย โดยผู้ที่ไม่สามารถดำเนินการด้วยตนเอง สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนได้ตามหลักเกณฑ์และเอกสารที่กำหนด</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ผู้ที่ยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังแล้ว ควรตรวจสอบให้สถานะปรากฏเครื่องหมายถูกสีเขียวครบทั้ง 3 จุด ส่วนผู้ที่ดำเนินการผ่านธนาคารควรตรวจสอบหลักฐานให้แน่ใจว่าระบบแสดงผลยืนยันตัวตนสำเร็จ หากพบว่ายืนยันไม่สำเร็จ ควรตรวจสอบสาเหตุและดำเนินการใหม่โดยเร็ว</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า วันที่ 30 กันยายน 2569 เป็นกำหนดสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มใช้สิทธิในวันที่ 1 ตุลาคม ไม่ใช่วันปิดการยืนยันตัวตนทุกช่องทาง โดยธนาคารกรุงไทยและแอปพลิเคชันเป๋าตังยังเปิดให้ยืนยันตัวตนถึงวันที่ 12 มกราคม 2570 ขณะที่ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ธอส. และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เปิดให้บริการถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ทั้งนี้ การเริ่มได้รับสิทธิจะเป็นไปตามเงื่อนไขและรอบเวลาที่โครงการกำหนด</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;ขณะนี้ยังมีผู้ที่ระบบระบุว่าต้องยืนยันตัวตนแต่ยังไม่ได้ดำเนินการ 500,087 ราย และอีก 26,069 รายที่ดำเนินการแล้วแต่ยังไม่สำเร็จ รัฐบาลจึงขอให้รีบตรวจสอบและดำเนินการให้เรียบร้อย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม เพื่อให้ได้รับสิทธิตามรอบโดยไม่ล่าช้า&rdquo; นางสาวลลิดา กล่าว</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะและติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ หรือสอบถามระบบยืนยันการลงทะเบียนได้ที่สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง โทร. 0 2126 5900 ต่อ 30353&ndash;30355 สอบถามงานทะเบียนและบัตรได้ที่สายด่วนกระทรวงมหาดไทย 1548 และศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โทร. 0 2109 2345</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/2026090708a05a6c303009a4d9036a79daf0381e094341.jpg' type='image/jpg' length='333305' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ศธ. ผนึกเกษตรฯ เร่งแก้หนี้ครู 1.14 ล้านล้านบาท]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/538995</link>
<guid isPermaLink="false">d11e455cd72e19675c81ca5c8a259fe8</guid>
<pubDate>Sun, 06 Sep 2026 19:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h3><span style="font-size:24px;">ศธ. ผนึก เกษตรฯ เร่งแก้หนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู หลังพบหนี้รวมกว่า 1.14 ล้านล้านบาท สมาชิก 8.6 แสนราย ตั้งคณะกรรมการร่วม 2 กระทรวง ดึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการ่วมดูข้อกฎหมาย วางแนวทางตั้งแต่หาแหล่งเงินกู้ต้นทุนต่ำ เปลี่ยนแหล่งเงินกู้ รวมหนี้ ปรับแผนชำระ</span></h3>

<p><span style="font-size:24px;">ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยขยับจากการช่วยลดภาระดอกเบี้ย ไปสู่การแก้ปัญหา &ldquo;ทั้งระบบ&rdquo; โดยเฉพาะหนี้จากสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ซึ่งเป็นภาระสำคัญของครูจำนวนมาก พร้อมบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อวางแนวทางแก้หนี้ที่ครอบคลุมตั้งแต่แหล่งเงินทุนของสหกรณ์ ไปจนถึงภาระหนี้ของสมาชิก</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ข้อมูลจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ระบุว่า ปัจจุบันมีสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 116 แห่ง มีสมาชิก 862,539 ราย และมีเงินให้กู้รวม 1,141,545 ล้านบาท &nbsp;ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูมีค่าเฉลี่ย 5.60% และสูงสุดถึง 9% โดยมีสหกรณ์ 15 แห่ง หรือ 13% ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า 7%</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;แก้หนี้ครูจะมองแค่การลดดอกเบี้ยไม่ได้ เพราะหากต้นทุนในการหาเงินมาปล่อยกู้ของสหกรณ์ยังสูง ภาระหนี้และระยะเวลาชำระยังไม่เหมาะสม และสมาชิกยังสามารถก่อหนี้เพิ่มได้ ปัญหาก็อาจกลับมาอีก รัฐบาลจึงต้องแก้ตั้งแต่ต้นทางของเงินทุน ไปจนถึงการบริหารหนี้ของครูแต่ละคน&rdquo; ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากการหารือเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ระหว่างนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กับนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้จัดตั้ง คณะกรรมการร่วมระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีเลขาธิการ สกสค. และอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นประธานกรรมการฝ่ายละหน่วย พร้อมเชิญผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเข้าร่วมพิจารณาข้อกฎหมาย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสามารถเดินหน้าได้อย่างรวดเร็วและนำไปใช้ได้จริง</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">สำหรับแนวทางที่อยู่ระหว่างการศึกษา จะครอบคลุมตั้งแต่การหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้สหกรณ์ เพื่อลดต้นทุนในการนำเงินมาปล่อยกู้และช่วยให้สหกรณ์มีเงินเพียงพอในการบริหารจัดการ ไปจนถึงการช่วยสมาชิก เปลี่ยนไปใช้แหล่งเงินกู้ที่มีต้นทุนต่ำลง การรวมหนี้เป็นก้อนเดียว การปรับแผนชำระหนี้ และการยืดระยะเวลาผ่อนชำระ เพื่อให้ยอดที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือนสอดคล้องกับรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของสมาชิกมากขึ้น โดยแนวทางของกรมส่งเสริมสหกรณ์เสนอให้บูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อจัดหาแหล่งสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำมาช่วยลดภาระทางการเงินของสมาชิกและสหกรณ์</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ขณะเดียวกัน การแก้หนี้ต้องไม่จบแค่การช่วยชำระหนี้เดิม แต่ต้องป้องกันไม่ให้เกิดหนี้ก้อนใหม่ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์มีแนวทางนำเครื่องมือ Credit Lock มาใช้ร่วมกับบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) เพื่อป้องกันสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการไม่ให้ไปก่อหนี้เพิ่มกับสถาบันการเงินหรือผู้ให้สินเชื่อรายอื่นตามเงื่อนไขที่กำหนด ปัจจุบันมีสหกรณ์ 14 แห่งนำเครื่องมือนี้ไปใช้กับสมาชิก 914 รายแล้ว ในจำนวนนี้เป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 9 แห่ง สมาชิก 864 ราย</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นอกจากนี้ ยังมีแนวทาง กำหนดอัตราเงินปันผลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับผลการดำเนินงานของสหกรณ์ เพื่อให้การบริหารสหกรณ์มีความสมดุลและไม่เพิ่มแรงกดดันให้ต้องหารายได้จากการปล่อยสินเชื่อที่มีความเสี่ยง รวมถึงปรับหลักเกณฑ์การปล่อยกู้ให้เป็นไปตามแนวคิด &ldquo;การปล่อยกู้อย่างรับผิดชอบ&rdquo; (Responsible Lending) โดยพิจารณาความสามารถของสมาชิกในการชำระหนี้ในระยะยาว รวมถึงภาระทางการเงินที่จะเกิดขึ้นหลังเกษียณ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่แค่ทำให้ครูจ่ายดอกเบี้ยน้อยลง แต่ต้องทำให้ครูมีหนี้ที่บริหารจัดการได้ มีเงินเหลือเพียงพอต่อการดำรงชีวิต และมีระบบที่ช่วยป้องกันไม่ให้กลับไปเป็นหนี้เพิ่มอีก&rdquo; รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาที่ต้องเร่งแก้คือกรณีครูบางส่วนมีภาระหนี้จนถูกหักเงินเดือนในสัดส่วนสูง เหลือเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวันไม่ถึง 30% ของเงินเดือน ซึ่งกระทบโดยตรงต่อการดำรงชีวิต ดังนั้น การแก้หนี้ครูจึงต้องทำควบคู่กันทั้ง &ldquo;ลดต้นทุน &ndash; ลดภาระผ่อนต่อเดือน &ndash; ปรับหนี้ให้เหมาะกับรายได้ &ndash; ป้องกันหนี้ใหม่&rdquo;</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ทั้งนี้ คณะกรรมการร่วม 2 กระทรวงจะเร่งศึกษารายละเอียดทั้งด้านมาตรการ แหล่งเงินทุน แนวทางปรับหนี้ และข้อกฎหมาย ก่อนรายงานผลภายใน 30 วัน เพื่อนำไปสู่แนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมต่อไป</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;จากลดดอกเบี้ย ต้องไปให้ถึงลดต้นทุน จากลดต้นทุน ต้องไปถึงการปรับหนี้ให้เหมาะกับรายได้ และจากนั้นต้องสร้างระบบที่ช่วยให้ครูไม่กลับไปเป็นหนี้ซ้ำ เป้าหมายสุดท้ายคือทำให้ครูมีความมั่นคงทางการเงิน มีเงินเหลือสำหรับดำรงชีวิต และสามารถกลับไปทุ่มเทกับการสอนและดูแลนักเรียนได้อย่างเต็มที่&rdquo; รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/202609065150b818c82742b12dca682414878077190131.jpg' type='image/jpg' length='375044' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลแนะประชาชนขอรับเงินเยียวยาน้ำท่วม ลงทะเบียนได้ทั้งแอป “ทางรัฐ” และ อปท. ในพื้นที่ เน้นย้ำผูกบัญชีพร้อมเพย์เพื่อความรวดเร็วในการรับเงินเยียวยา]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/537770</link>
<guid isPermaLink="false">b18582b58b32ed49144b1a26f4e5fc31</guid>
<pubDate>Wed, 02 Sep 2026 10:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://media.thaigov.go.th/WCkLRBSJzj53pCZFVrUqRpwO0XQ=/https://www.thaigov.go.th/uploads/images/74/2026/09/jpg/20260902075843_9372.jpg" style="width: 75%;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;">วันที่ 2 กันยายน 2569 &nbsp;นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้น รัฐบาลสั่งการหน่วยงานดูแลเยียวยาผู้ประสบภัยให้เป็นไปอย่างเหมาะสม โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 พร้อมอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณ &nbsp;เพื่อเร่งบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยกำหนดเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือ ดังนี้</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">กรณีที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขัง ไม่เกิน 7 วันและทรัพย์สินได้รับความเสียหาย และที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังติดต่อกัน เกิน 7 วันขึ้นไป ให้ความช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท โดยที่อยู่อาศัยนั้น ต้องอยู่ในพื้นที่ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยหรือเขตการให้ความช่วยเหลือฯ และจะได้รับความช่วยเหลือ 1 ครั้งต่อ 1 หลังคาเรือน ส่วนกรณีเสียชีวิตจากดินโคลนถล่ม และอุทกภัยทางตรง ให้ความช่วยเหลือเป็นค่าจัดการศพ รายละ 2,000,000 บาท</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า สำหรับการลงทะเบียนเพื่อรับความช่วยเหลือ &nbsp;ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยสามารถยื่นคำร้องได้ทั้ง 2 ช่องทาง ได้แก่&nbsp;<br />
1.ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน &quot;ทางรัฐ&quot; ซึ่งระบบจะเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรเพื่อตรวจสอบความถูกต้องทันที และประชาชนสามารถติดตามสถานะได้แบบเรียลไทม์&nbsp;<br />
2.ยื่นเอกสารด้วยตนเองได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่จะอำนวยความสะดวกนำข้อมูลเข้าสู่ระบบให้</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;นายกรัฐมนตรีสั่งการให้เร่งดำเนินการเยียวยาประชาชนให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว ขอให้ประชาชนที่มีสิทธิ์ตามหลักเกณฑ์ ตรวจสอบการผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขประจำตัวประชาชนให้พร้อม เนื่องจากธนาคารออมสินจะโอนเงินเยียวยาเข้าบัญชีพร้อมเพย์ของผู้มีสิทธิ์เท่านั้น และที่สำคัญกำชับให้หน่วยงานในพื้นที่ทยอยส่งข้อมูลผู้ที่ผ่านการตรวจสอบแล้วเข้าสู่ระบบโดยไม่ต้องรอให้รวบรวมข้อมูลครบทั้งหมู่บ้าน เพื่อให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยนำส่งข้อมูลให้ธนาคารออมสินเพื่อโอนเงินให้กับผู้ประสบภัยโดยเร็วต่อไป&rdquo; นางสาวพลอยทะเล กล่าว</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/20260902861800be197cb4d6fea87dee2b224e7b101238.jpg' type='image/jpg' length='369879' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม.ดันโครงการ 5 จังหวัดชายแดนใต้สู่แผนปฏิบัติจริง เร่งแก้น้ำท่วม–ซ่อมถนน–สร้าง รพ.–หนุนธุรกิจ พร้อมเดินหน้า 44 โครงการเร่งด่วน 1,269 ล้านบาท]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/537516</link>
<guid isPermaLink="false">8d27ea716af9293b9957c74771182756</guid>
<pubDate>Tue, 01 Sep 2026 13:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;"></span></p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://media.thaigov.go.th/BhI-pj1C0kKI0AhGd5K1M7ZeGmU=/https://www.thaigov.go.th/uploads/images/241/2026/09/jpg/20260901125240_2133.jpg" style="width: 75%;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;">วันนี้ (1 กันยายน 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ (สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี) &nbsp;ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">โดยที่ประชุม ครม. มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาข้อเสนอโครงการสำหรับ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อบรรจุไว้ในแผนปฏิบัติราชการประจำปีของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและขอรับการจัดสรรงบฯ ตามขั้นตอนต่อไป ดังนี้&nbsp;<br />
<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. โครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วน (พร้อมดำเนินการได้ทันที) รวมทั้งสิ้น &nbsp;44 โครงการ งบประมาณ 1,269.02 ลบ.&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. ข้อเสนอเชิงนโยบายของพื้นที่ที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุน รวมทั้งสิ้น 59 โครงการ งบประมาณ 62,336.44 ลบ.</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นอกจากนี้ ครม. ยังเห็นชอบในหลักการข้อเสนอมาตรการเร่งด่วนที่มีความพร้อมในการขับเคลื่อน (Quick win) และข้อเสนอเพื่อดำเนินการในระยะยาว 4 ด้านสำคัญ ได้แก่</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. ด้านเศรษฐกิจ เช่น ปรับปรุงเงื่อนไข Soft Loan ลดขั้นตอนด่าน ตม. ศุลกากร &nbsp;พัฒนาระบบออนไลน์ และตั้ง One Stop Service การประกอบธุรกิจ&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. ด้านสังคม เช่น ออกแบบโรงพยาบาลหาดใหญ่ แห่งที่ 2 และทำ MOU แรงงาน ไทย - มาเลเซีย&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. ด้านความมั่นคง เช่น ยกระดับ ชรบ. เป็นเครือข่ายความปลอดภัย และติดตั้ง CCTV ให้ครอบคลุม&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; 4. ด้านภัยพิบัติ เช่น เพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำ สร้างศูนย์พักพิง ผู้ประสบภัย จ.ปัตตานี และเร่งฟื้นฟูถนนเสียหาย &nbsp;</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นางสาวรัชดากล่าวต่อว่า &nbsp;นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม. ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ในพื้นที่ 5 จังหวัดให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว สำหรับโครงการที่เห็นควรขอรับการจัดสรรงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงินรวม 67 ลบ. ประกอบด้วย &nbsp;</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำ (เทศบาลนครหาดใหญ่) งบประมาณ 25.90 ลบ. &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. &nbsp;โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติ (เทศบาลเมืองควนลัง) งบประมาณ 21.10 ลบ.&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. &nbsp;โครงการก่อสร้างอาคารศูนย์พักพิงชั่วคราว สำหรับผู้ประสบภัย จังหวัดปัตตานี งบประมาณ 20 ลบ.</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp; รวมทั้ง มอบหมายหน่วยงานพิจารณาขอรับการจัดสรรงบฯ โดยเร่งด่วน ประกอบด้วย</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. ก.คมนาคม : ขุดลอกร่องน้ำของท่าเรือสงขลาและปัตตานีให้ลึกประมาณ 9 - 10 เมตร เพื่อให้สามารถรับเรือสินค้าขนาดใหญ่และรองรับการระบายน้ำในพื้นที่ &nbsp; โดยให้สำนักงบฯ พิจารณาแหล่งเงินที่เหมาะสม &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. ก.สาธารณสุข: เร่งรัดการออกแบบก่อสร้างโรงพยาบาลหาดใหญ่ แห่งที่ 2 วงเงิน 250 &nbsp;ลบ. โดยพิจารณาปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบฯ &nbsp;ทั้งนี้ หากไม่เพียงพอให้ ดำเนินการเสนอขอใช้งบกลางตามระเบียบขั้นตอน<br />
ต่อไป &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. โครงการตามแผนความต้องการฟื้นฟูทางหลวงของกรมทางหลวง จำนวน 45 โครงการ กรอบวงเงิน 835. 8 ลบ. เพื่อเร่งซ่อมแซมถนนและโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์ภัยพิบัติ ตั้งแต่ปี 68 &nbsp;ทั้งนี้ ให้ ก.คมนาคม รับไปพิจารณาความพร้อมและความเหมาะสมของโครงการ เพื่อบรรจุไว้ในแผนปฏิบัติราชการประจำปีของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและขอรับการจัดสรรงบฯ ตามขั้นตอนต่อไป</span></p>

<p><span style="font-size:24px;"></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/20260901ee0c1cb3cf16e25de91aa44e09269a08134342.jpg' type='image/jpg' length='416574' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม.ไฟเขียวประกันภัยพิบัติแห่งชาติ คุ้มครอง 3 ภัย 30 ล้านครัวเรือน รัฐช่วยค่าเบี้ย บ้านเสียหายรับสูงสุด 1 แสนบาท เสียชีวิต 2 ล้านบาท]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/537508</link>
<guid isPermaLink="false">96ec5b361f933643f2dc6637546dd11d</guid>
<pubDate>Tue, 01 Sep 2026 13:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="font-size:24px;"><img alt="" src="https://media.thaigov.go.th/XDDSET7bu3rFq_psQDFS8YSDbwk=/https://www.thaigov.go.th/uploads/images/312/2026/09/jpg/20260901124552_7105.jpg" style="width: 75%; border-radius:25px;" /></span></p>

<p><span style="font-size:24px;">วันนี้ (1 กันยายน 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการ<br />
-การจัดให้มี &ldquo;ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ&rdquo; และ<br />
- ให้ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยให้แก่ประชาชนโดยมีความคุ้มครองที่อยู่อาศัยครอบคลุมประมาณ 30 ล้านครัวเรือน ใน 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แนวทางดังกล่าวเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการภัยพิบัติของภาครัฐ จากเดิมที่รอให้เกิดภัยพิบัติแล้วจึงดำเนินการเยียวยา มาเป็น &ldquo;การเตรียมระบบรองรับความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า&ldquo; โดยรัฐบาลจะสนับสนุนเบี้ยประกันภัยสำหรับภัยสำคัญ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ตั้งเป้าครอบคลุมที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านครัวเรือน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติจะช่วยให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถเข้าถึงเงินสินไหมทดแทนได้รวดเร็วและมีวงเงินช่วยเหลือมากกว่าระบบเยียวยาในรูปแบบเดิม ขณะเดียวกันภาครัฐสามารถบริหารความเสี่ยงและวางแผนงบประมาณสำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">สำหรับหลักเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทน เบื้องต้นกำหนดว่า<br />
- กรณีอุทกภัย ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 10,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน&nbsp;<br />
- กรณีวาตภัยหรือแผ่นดินไหว ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 5,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ภายใน 15 วัน และจ่ายเพิ่มเติมตามมูลค่าความเสียหายจริง วงเงินค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน<br />
-กรณีเสียชีวิตจากภัยที่อยู่ภายใต้การคุ้มครอง กำหนดจ่ายเงินผลประโยชน์ รายละ 2,000,000 บาท</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ที่ประชุม ครม. ได้มอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เร่งดำเนินการจัดทำระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้แล้วเสร็จโดยเร็ว พร้อมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนข้อมูลที่จำเป็น และเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก แก้ไข หรือปรับปรุงระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกับมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยที่มีอยู่เดิม</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติถือเป็นการปรับแนวทางการบริหารจัดการภัยพิบัติของภาครัฐในเชิงรุก จากการ &ldquo;รอเกิดเหตุแล้วเยียวยา&rdquo; สู่การ &ldquo;เตรียมระบบรองรับความเสี่ยงล่วงหน้า&rdquo; เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองและเงินชดเชยอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติ ขณะที่ภาครัฐสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและงบประมาณได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/2026090148000e863d72de07375338244e06b1c2133735.jpg' type='image/jpg' length='421209' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“รัชดา” แจงชัด ครม.สัญจร ชาวบ้านได้อะไร? รับฟังถึงพื้นที่ ดันปัญหา–ข้อเสนอสู่การตัดสินใจรัฐบาล]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/536957</link>
<guid isPermaLink="false">c48d74f06d4c07363f83d3382bc87c45</guid>
<pubDate>Mon, 31 Aug 2026 09:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region3.prd.go.th/cms/s53/u985/ChatGPT_Image_Aug_31_2026_09_0.png" style="width: 75%; Border-radius:25px;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;">นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (31 สิงหาคม 2569) นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่จังหวัดสงขลา ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 ในวันที่ 1 กันยายน มีเป้าหมายสำคัญคือ นำปัญหา ความต้องการ และข้อเสนอของประชาชนและทุกภาคส่วนเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลโดยตรง เรียกง่ายๆคือ &ldquo;เสียงจากพื้นที่ สู่การตัดสินใจของรัฐบาล&rdquo; แล้วนำไปกำหนดแนวทางพัฒนา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี ให้ตรงกับศักยภาพและความต้องการของพื้นที่</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ช่วงเช้าวันนี้ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีจะลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการบริหารจัดการน้ำ บริเวณประตูน้ำหน้าควน คลองภูมินาถดำริ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา รับฟังสถานการณ์และแนวทางการพัฒนาพื้นที่ พร้อมพบปะประชาชน จากนั้นช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธาน Workshop แนวทางการพัฒนา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อประมวลปัญหา ความต้องการ และข้อเสนอจากพื้นที่ ก่อนนำไปสู่การพิจารณาและขับเคลื่อนของรัฐบาล</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายรองนายกรัฐมนตรีเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นครอบคลุม 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ ภัยพิบัติ เศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคม โดยรับฟังจากประชาชน ภาคธุรกิจ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อรวบรวมเป็นแผนงานและข้อเสนอเชิงนโยบาย เสนอต่อคณะรัฐมนตรี</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">อีกหนึ่งเป้าหมายคือการต่อยอดศักยภาพของพื้นที่ โดยนายกรัฐมนตรีจะเยี่ยมชมย่านเมืองเก่าสงขลา ซึ่งรัฐบาลพร้อมสนับสนุนการผลักดันเมืองเก่าสงขลาไปสู่การเป็นเมืองมรดกโลก เพื่อเพิ่มการรับรู้คุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของพื้นที่ในระดับนานาชาติ และต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยว การสร้างงาน สร้างรายได้ และเศรษฐกิจในพื้นที่</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">สำหรับวันที่ 1 กันยายน นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีจะประชุม ครม.สัญจร ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยข้อเสนอที่ได้จากการรับฟังและการลงพื้นที่จะนำมาประกอบารพิจารณาของรัฐบาล เพื่อผลักดันการพัฒนาพื้นที่ทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การคมนาคม การบริหารจัดการภัยพิบัติ ความมั่นคง และคุณภาพชีวิตของประชาชน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;เป้าหมายสำคัญของ ครม.สัญจร ครั้งนี้ คือการนำเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่โดยตรงไปสู่แนวทางการแก้ปัญหาที่ค้างคา พร้อมทั้งเร่งรัดศักยภาพเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้อยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืน&rdquo;นางสาวรัชดา กล่าว</span></p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/20260831b12fbd28a239df75e1a2aa722794d624090142.png' type='image/png' length='1993996' />
</item>
</channel>
</rss>
