<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[7 ประเด็นหลัก ภารกิจพื้นฐาน]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/index/id/2438</link>
<atom:link href="https://region3.prd.go.th/th/content/category/index/id/2438" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ครม.เห็นชอบปรับปรุงฐานข้อมูล “เกณฑ์คน – รถ” ทบทวนสิทธิโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/526306</link>
<guid isPermaLink="false">b7c817ae99e661c2e99e1fbf4c64a9b3</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2026 13:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">วันที่ (27 กรกฎาคม 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติ (1) รับทราบการดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 และ (2) เห็นชอบให้ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการปี 2569 ทุกราย เริ่มรับสิทธิพร้อมกันในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 พร้อมให้ผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม (โครงการปี 2565) ได้รับสิทธิต่อเนื่องไปจนถึง 30 กันยายน 2569 จากเดิมที่จะสิ้นสุดวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เพื่อไม่ให้ประชาชนที่อยู่ระหว่างการทบทวนสิทธิได้รับผลกระทบ<br />
<br />
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางการทบทวนข้อมูลในการตรวจสอบคุณสมบัติในระยะเร่งด่วน ซึ่งจะเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยไม่ต้องรอให้ประชาชนกลุ่มนี้เข้ามายื่นอุทธรณ์หรือร้องเรียนก่อน ดังนี้<br />
1) เกณฑ์บุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิ์ กรณีนักเรียน นักศึกษา ให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่รวมนักเรียนหรือนักศึกษาในโครงการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาชนบท หรือผู้เรียนการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ ตามกฎหมายว่าด้วยส่งเสริมการเรียนรู้<br />
2) เกณฑ์บุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิ กรณีหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญ ที่ได้จดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด และผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่รวม<br />
&nbsp; &nbsp; 2.1) หุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด กรรมการหรือผู้ถือหุ้นในบริษัท ที่จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมภายใต้การส่งเสริมและกำกับดูแลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม<br />
&nbsp; &nbsp; 2.2) หุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด กรรมการหรือผู้ถือหุ้นในบริษัท ที่จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนภายใต้การส่งเสริมและกำกับดูแลของกรมส่งเสริมการเกษตร<br />
3) เกณฑ์บุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิ กรณีผู้มีชื่อในบัญชีฝากหลักทรัพย์ที่ฝากไว้กับศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ หรือที่เก็บรักษาไว้กับนายทะเบียนหลักทรัพย์ ตามฐานข้อมูลของ TSD ให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่รวมบัญชีที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในหลักทรัพย์ หรือมีกรรมสิทธิ์ในหลักทรัพย์ที่มีมูลค่ารวมกันต่ำมากตามที่ TSD กำหนด<br />
4) เกณฑ์บุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิ กรณีผู้มีชื่อในทะเบียนประวัติ (บัญชีถือครองตราสารหนี้) ตามฐานข้อมูลของ ธปท. ให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่รวมผู้ที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ หรือมีกรรมสิทธิ์ในตราสารหนี้ที่มีมูลค่าต่ำมากตามที่ ธปท. กำหนด<br />
5) เกณฑ์รถ ไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถ เว้นแต่เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถเฉพาะประเภทรถจักรยานยนต์ที่มีขนาดความจุของกระบอกลูกสูบไม่เกิน 300 ซีซี รถยนต์สามล้อ รถยนต์สี่ล้อเล็ก รับจ้าง รถใช้งานเกษตรกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ประเภทละไม่เกิน 1 คัน ให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่นับรวม<br />
&nbsp; &nbsp;5.1) รถจักรยานยนต์ที่มีอายุเกินกว่า 15 ปี นับแต่วันที่จดทะเบียน ครั้งแรก เว้นแต่เป็นรถจักรยานยนต์มูลค่าสูง หรือรถจักรยานยนต์สะสมตาม ชนิด แบบ รุ่น ที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด<br />
&nbsp; &nbsp;5.2) รถยนต์ รถพ่วง และรถใช้งานเกษตรกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ที่มีอายุเกินกว่า 20 ปี นับแต่วันจดทะเบียนครั้งแรก เว้นแต่เป็นรถยนต์มูลค่าสูง หรือรถยนต์สะสมตาม ชนิด แบบ รุ่น ที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ &nbsp;คณะรัฐมนตรีพิจราณาแล้วเห็นว่า การตรวจสอบคุณสมบัติตามโครงการฯ ปี 2569 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงของประชาชนมากยิ่งขึ้น โดยยึดหลักความเป็นธรรม โปร่งใส และการใช้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน &nbsp;ทั้งยังยกระดับฐานข้อมูลภาครัฐให้ได้รับการปรับปรุงและจัดเก็บอย่างถูกต้องยิ่งขึ้น ส่งผลให้การจัดสวัสดิการของภาครัฐเข้าถึงผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง และมีความแม่นยำมากขึ้น รวมทั้งทำให้การใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินตรงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;กระทรวงมหาดไทย จัดตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนโครงการฯ ปี 2569 (One Stop Service : OSS) เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ได้รับสิทธิที่ต้องยืนยันตัวตนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-KYC) และแก่ผู้ที่ไม่ผ่านคุณสมบัติที่ต้องการทบทวนสิทธิ รวมทั้งแจ้งให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และส่วนราชการในพื้นที่ ผ่านกลไกระดับจังหวัดและอำเภอ ทั้งการประชาสัมพันธ์การตรวจสอบสิทธิ &nbsp;โดย กระทรวงการคลังจะเชื่อมโยงข้อมูลและส่งต่อความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานตามภารกิจหน้าที่ต่อไป&rdquo; นางสาวรัชดา กล่าวทิ้งท้าย</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/20260727a879c1251e5f0ca1475a3e30235f78a7134602.jpg' type='image/jpg' length='326083' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลเดินหน้ายกระดับสตรีทฟู้ดไทย เปิดตัวแอป “Thai Street Gold Star” ครั้งแรกของประเทศ หนุน SMEs เข้าถึงนักท่องเที่ยว]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/526292</link>
<guid isPermaLink="false">632ba266f47906a36e5f43add39169af</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2026 13:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">วันนี้ (26 กรกฎาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับผู้ประกอบการสตรีทฟู้ดไทย เพิ่มโอกาสทางการตลาดให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และผลักดันอาหารริมทางไทยสู่มาตรฐานสากล โดย นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดกิจกรรม Roadshow Thailand Food Therapy Festival &amp; Thai Street Gold Star พร้อมเปิดตัวแอปพลิเคชัน &quot;Thai Street Gold Star&quot; เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ภายใต้โครงการยกระดับผู้ประกอบการสตรีทฟู้ดและท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสู่มาตรฐานสากล ซึ่งสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยสวนดุสิต และภาคีเครือข่าย ดำเนินการในพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จังหวัดชลบุรี (พัทยา) และจังหวัดเชียงใหม่</span></p>

<p><span style="font-size: 24px;">รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมุ่งใช้จุดแข็งของอาหารริมทางไทยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการฐานราก และ ผลักดันอาหารไทยให้เป็นจุดแข็งของประเทศ ควบคู่กับการต่อยอดประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านอาหารและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก (Gastronomy Wellness Destination) พร้อมสนับสนุนเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วน GDP ของ SMEs ให้แตะร้อยละ 40 ภายใน 5 ปี</span></p>

<p><span style="font-size: 24px;">นางสาวลลิดา กล่าวว่า ปัจจุบันสตรีทฟู้ดไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยกรุงเทพมหานครได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร Time Out ให้เป็นเมืองอาหารที่ดีที่สุดอันดับ 2 ของโลก ประจำปี 2568 ขยับขึ้นจากอันดับ 6 ในปีก่อนหน้า ขณะที่ย่านบรรทัดทองยังได้รับการจัดอันดับเป็นหนึ่งในถนนที่ดีที่สุดของโลก สะท้อนเสน่ห์ของอาหารริมทางไทยที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก นอกจากนี้ ธุรกิจสตรีทฟู้ดของไทยยังมีมูลค่าตลาดกว่า 261,000 ล้านบาท และเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนศักยภาพของสตรีทฟู้ดไทยในฐานะกลไกสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ</span></p>

<p><span style="font-size: 24px;">รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แอปพลิเคชัน Thai Street Gold Star เป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่รวบรวมร้านสตรีทฟู้ดที่ผ่านการรับรองมาตรฐานไว้ในที่เดียว ช่วยให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถค้นหาร้านอาหารริมทางคุณภาพได้อย่างสะดวก พร้อมข้อมูลเมนูแนะนำ พิกัดร้าน และข้อมูลการเดินทาง อีกทั้งยังเป็นช่องทางการตลาดสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้มากขึ้น</span></p>

<p><span style="font-size: 24px;">สำหรับร้านค้าที่ได้รับการรับรองจะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐาน Thai Street Gold Star ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ Safety ความปลอดภัยและสุขาภิบาลอาหาร Signature อัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของเมนู และ Service คุณภาพการบริการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค ยกระดับมาตรฐานร้านอาหารริมทางของไทย และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในตลาดการท่องเที่ยว</span></p>

<p><span style="font-size: 24px;">นอกจากนี้ โครงการยังมุ่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผ่านการอบรมด้านการวางแผนธุรกิจ การตลาดดิจิทัล การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI และมาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร พร้อมคัดเลือกร้านที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานเข้าร่วมกิจกรรม Roadshow ใน 3 จังหวัดต้นแบบ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จังหวัดชลบุรี (พัทยา) และจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้ทดสอบตลาด พบปะผู้บริโภค และเชื่อมโยงกับนักท่องเที่ยว สร้างโอกาสทางการตลาดและรายได้อย่างเป็นรูปธรรม</span></p>

<p><span style="font-size: 24px;">&quot;รัฐบาลเชื่อมั่นว่าอาหารไทยและสตรีทฟู้ดไทยเป็นจุดแข็งสำคัญของประเทศ การยกระดับมาตรฐานควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ สร้างรายได้ให้ SMEs กระตุ้นการท่องเที่ยว และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านอาหารและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลกได้อย่างยั่งยืน&quot; นางสาวลลิดา กล่าว</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/2026072720a44e2e9d32fa2ee7a7b15082c5b293133229.jpg' type='image/jpg' length='420622' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. ไฟเขียวขยายเวลา VAT 7% อีก 1 ปี ถึง 30 ก.ย. 70 พยุงค่าครองชีพ รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/526260</link>
<guid isPermaLink="false">b357c69a815b1a1d8dcc42fb91054e1a</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2026 13:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/20260727dc988a3bf3b7983cf15d382f752f3dfa131036.jpg" style="width: 70%;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;">วันนี้ (27 ก.ค. 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อขยายระยะเวลามาตรการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ออกไปอีก 1 ปี</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นางสาวรัชดา กล่าวว่า สาระสำคัญของมาตรการดังกล่าวเป็นการขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งกำลังจะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2569 ออกไปอีก 1 ปี เริ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 โดยคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ ร้อยละ 6.3 (ไม่รวมภาษีท้องถิ่น) หรือ ร้อยละ 7 (รวมภาษีท้องถิ่น) เป็นการชั่วคราว สำหรับการขายสินค้า การให้บริการ และการนำเข้าทุกกรณี</span></p>

<blockquote>
<h2><span style="font-size:24px;"></span><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">&quot;การคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ร้อยละ 7 จะช่วยลดผลกระทบจากภาระค่าครองชีพ ช่วยกระตุ้นการบริโภคของประชาชน ซึ่งจะส่งผลให้ภาคธุรกิจมีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย และการลงทุนภาคเอกชนภายในประเทศสามารถขยายตัวได้ตามเป้าหมาย รวมถึงช่วยเสริมสร้างบรรยากาศที่ดีในการประกอบกิจการให้แก่ภาคเอกชน&quot; นางสาวรัชดากล่าว</span></span><span style="font-size:24px;"></span><br />
&nbsp;</h2>
</blockquote>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/20260727dc988a3bf3b7983cf15d382f752f3dfa131036.jpg' type='image/jpg' length='282810' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“หมอพร้อม” เร่งตรวจสอบข้อมูลรักษาไม่ตรงจริง ย้ำระบบไม่ผิดพลาด]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/526102</link>
<guid isPermaLink="false">18498dfc2e4a39d1166f08845ebc5207</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2026 08:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/2026072738f37a0b554e1dc2eedfdd832242af67082902.jpg" style="width: 60%;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;">วันนี้ (27 กรกฎาคม 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีประชาชนมีการตั้งข้อสังเกตข้อมูลประวัติการรักษาในแอปพลิเคชัน &ldquo;หมอพร้อม&rdquo; ไม่ตรงกับที่เคยไปรับบริการจริง และกังวลถึงการสวมสิทธิการรักษาพยาบาล รัฐบาล โดยกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยบริการพร้อมตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องโดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าข้อมูลสุขภาพของตนเองถูกต้องและปลอดภัย&nbsp;</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นางสาวพลอยทะเล กล่าวย้ำว่า &nbsp;กระทรวงสาธารณสุขไม่ได้นิ่งนอนใจ และมีการดำเนินการตรวจสอบทันที หลังได้รับแจ้ง โดยได้ตรวจสอบแอปพลิเคชันหมอพร้อมและขั้นตอนการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมด พบว่า ระบบแอปพลิเคชันหมอพร้อมและการส่งต่อข้อมูลทำงานเป็นปกติ ไม่พบความผิดพลาดของระบบ การแสดงข้อมูลตรงตามที่ได้รับจากหน่วยบริการ ส่วนข้อมูลที่ประชาชนพบว่าไม่ตรงกับการรับบริการจริง ขณะนี้กำลังตรวจสอบร่วมกับหน่วยบริการที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาสาเหตุและแก้ไขข้อมูล รวมทั้งปรับปรุงขั้นตอนการทำงานให้ถูกต้องและแม่นยำมากขึ้น</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ทั้งนี้ หากประชาชนตรวจพบประวัติการรักษาหรือรายการรับบริการที่ไม่ตรงกับความจริง สามารถแจ้งตรวจสอบและขอแก้ไขข้อมูลได้ที่ 1.โรงพยาบาลหรือหน่วยบริการที่มีชื่ออยู่ในรายการ หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และ2.ระบบหมอพร้อม&nbsp;</span></p>

<blockquote>
<h2><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">&ldquo;รัฐบาล โดยกระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายรวมบริการสุขภาพดิจิทัล (Super App) ที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ ตรวจสอบสิทธิรักษาพยาบาล และติดต่อหน่วยบริการได้สะดวกรวดเร็วในแอปเดียว ผ่านระบบ MOPH PHR หรือประวัติสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ในแอปพลิเคชัน &ldquo;หมอพร้อม&rdquo; ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้รับ บันทึก และแสดงประวัติการเข้ารับบริการสุขภาพของประชาชนในหน่วยบริการต่างๆ โดยสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่า ข้อมูลถูกบันทึกหรือนำเข้าจากหน่วยงานใด ผู้บันทึกข้อมูลเป็นใคร ด้วยระบบ MOPH PHR นี้ ประชาชนสามารถเปิดดูประวัติการรักษาของตนเอง เพื่อใช้ได้ทั้งการติดตามดูแลสุขภาพตนเอง และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลการรับบริการ&rdquo; นางสาวพลอยทะเล กล่าว</span></span></h2>
</blockquote>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/2026072738f37a0b554e1dc2eedfdd832242af67082902.jpg' type='image/jpg' length='280860' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ย้ำรัฐบาลมั่นคง เดินหน้าบูรณาการทุกกระทรวง กำชับทุกหน่วยงานเร่งขับเคลื่อนนโยบาย ยกระดับเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการดูแลประชาชน]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/525633</link>
<guid isPermaLink="false">c8946de5e11ff0ce82283c8cdb9f6c6d</guid>
<pubDate>Fri, 24 Jul 2026 14:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://media.thaigov.go.th/XvMr9541_9BLdurcgU5g8svCMqE=/https://www.thaigov.go.th/uploads/images/286/2026/07/jpg/20260724113554_7070.jpg" style="width: 65%;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;">วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม 3 ชั้น 1 สำนักข่าวกรองแห่งชาติ วังปารุสกวัน นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 1/2569 โดยมีปลัดกระทรวง หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง และผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณหัวหน้าส่วนราชการทุกหน่วยงานที่ร่วมกันแก้ไขปัญหาและรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ จนผ่านพ้นไปได้อย่างรวดเร็ว พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลมีความเข้มแข็งและมีเสถียรภาพ โดยให้ความสำคัญกับภารกิจและผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นหลัก</span></p>

<blockquote>
<h2><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">&ldquo;ผมขอยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้เข้มแข็ง มีเสถียรภาพ และเน้นภารกิจหน้าที่เป็นหลัก รัฐบาลจะอยู่ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับผลงาน เมื่อมอบนโยบายแล้ว ผมติดตามงานอยู่ตลอด และที่ผ่านมาทุกท่านทำได้ดี ทำให้เกิดความเชื่อมั่นอย่างมาก รัฐบาลไม่ได้มองประโยชน์ส่วนตนเหนือประโยชน์ของประเทศและประชาชน&rdquo; นายกรัฐมนตรีกล่าว</span></span></h2>
</blockquote>

<p><span style="font-size:24px;">นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ประเทศไทยต้องแสดงศักยภาพต่อประชาคมโลกให้มากขึ้น โดยเฉพาะความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้นักลงทุนต่างชาติมองเห็นโอกาสและตัดสินใจลงทุนในประเทศไทย ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่ให้บริการประชาชนต้องบูรณาการการทำงาน ลดขั้นตอน และอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่&nbsp; สำหรับหน่วยงานที่มีภารกิจเจรจากับต่างประเทศ นายกรัฐมนตรีกำชับให้เตรียมข้อมูลอย่างรอบด้าน ถูกต้อง และทันต่อสถานการณ์ พร้อมขอให้ข้าราชการทุกคนตระหนักว่า การเป็นข้าราชการคือหน้าที่ที่ต้องพร้อมรับผิดชอบต่อประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง<br />
จากนั้น หัวหน้าส่วนราชการได้รายงานผลการดำเนินงาน รวมถึงประเด็นที่ต้องการการสนับสนุนและความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน โดยนายกรัฐมนตรีได้ให้ข้อคิดเห็นและข้อสั่งการในประเด็นสำคัญ ดังนี้</span></p>

<ul>
	<li>หนุนสินค้าไทย เพิ่มการวิจัยและพัฒนา</li>
</ul>

<p><span style="font-size:24px;">กระทรวงกลาโหมรายงานผลการจัดนิทรรศการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย ประจำปี 2569 หรือ Thailand Defence Industry Exhibition 2026 (THAIDEF-EX 2026) ซึ่งมีผู้ประกอบการและผู้เข้าชมกว่า 4,000 คน เกิดการจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศมากกว่า 53 คู่ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท<br />
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ต้องการให้ทุกภาคส่วนเห็นศักยภาพของผู้ผลิตไทย พร้อมขอให้หัวหน้าส่วนราชการให้ความสำคัญกับการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศ และสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางเทคโนโลยีและสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย</span></p>

<ul>
	<li>ยกระดับความร่วมมือปราบอาชญากรรมข้ามชาติ</li>
</ul>

<p><span style="font-size:24px;">สำนักงานตำรวจแห่งชาติรายงานผลการเข้าพบนายกรัฐมนตรีของผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐอเมริกา หรือ FBI ซึ่งสะท้อนถึงความจริงจังของประเทศไทยในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยทั้งสองฝ่ายพร้อมขยายความร่วมมือด้านการปราบแก๊งสแกมเมอร์ ยาเสพติด และการค้ามนุษย์<br />
สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังรายงานการเปิดตัวแอปพลิเคชัน &ldquo;Police Care ตำรวจห่วงใยประชาชน&rdquo; ซึ่งรวบรวมบริการของตำรวจไว้ในช่องทางเดียว เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น</span></p>

<ul>
	<li>กำชับประหยัดพลังงาน ติดตามตะวันออกกลาง ป้องกันกักตุนน้ำมัน</li>
</ul>

<p><span style="font-size:24px;">กระทรวงพลังงานขอความร่วมมือจากส่วนราชการทุกหน่วยงานร่วมกันประหยัดพลังงาน โดยเลือกใช้มาตรการที่เหมาะสม เช่น การทำงานจากที่บ้านในบางกรณี และการลดการเดินทางที่ไม่จำเป็น<br />
นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมชื่นชมการดูแลความมั่นคงทางพลังงานของประเทศให้มีน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการ โดยกำชับว่าการปรับราคาน้ำมันต้องสอดคล้องกับสถานการณ์จริง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องสามารถอธิบายเหตุผลต่อประชาชนได้อย่างชัดเจน รวมทั้งเตรียมมาตรการป้องกันการกักตุนน้ำมัน</span></p>

<ul>
	<li>ทุกหน่วยเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วม บูรณาการดูแลประชาชนทุกพื้นที่</li>
</ul>

<p><span style="font-size:24px;">นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยอย่างเต็มที่ โดยนำบทเรียนจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาเป็นแนวทางในการป้องกันและลดผลกระทบ ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงคมนาคม และกระทรวงสาธารณสุข</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นายกรัฐมนตรียังได้แจ้งต่อที่ประชุมถึงการมอบหมายรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลพื้นที่แต่ละภาค เพื่อให้การประสานงานและการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างบูรณาการในทุกมิติ พร้อมอนุมัติงบประมาณกลางเพื่อดูแลและฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานใน 5 จังหวัดภาคใต้</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้สะท้อนแนวทางการทำงานของรัฐบาลที่มุ่งให้ทุกส่วนราชการทำงานเชิงรุก เชื่อมโยงกันเป็นระบบ และวัดผลจากประโยชน์ที่ประชาชนได้รับอย่างเป็นรูปธรรม</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/202607247440a3d73338ddcddde2c11e7f8bc549143749.jpg' type='image/jpg' length='271949' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลเดินหน้ากวาดล้างโรงแรมเถื่อน-นอมินีภูเก็ต พื้นที่เป้าหมาย 3 แห่ง พบไม่มีใบอนุญาตก่อสร้างและใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/525540</link>
<guid isPermaLink="false">9b6a51df5392d9817669cb18ac3c17d2</guid>
<pubDate>Fri, 24 Jul 2026 11:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าจัดระเบียบสังคมอย่างต่อเนื่อง ปราบปรามผู้มีอิทธิพลและกลุ่มทุนต่างชาติสีเทา รวมถึงติดตามการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดและท้องถิ่น ในการตรวจสอบการดำเนินการผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมอย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงการไม่สวมสิทธิ์นอมินีในการเป็นเจ้าของ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นำกำลังชุดปฏิบัติการ กรมการปกครอง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เข้าตรวจสอบและจับกุมผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมที่ฝ่าฝืนกฎหมายในพื้นที่เป้าหมาย จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ โรงแรมขนาด 200 ห้อง 240 ห้อง และ 45 ห้อง พบว่าทั้งหมดไม่มีใบอนุญาตก่อสร้างและใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม โดยเฉพาะสองแห่งแรกขออนุญาตก่อสร้างเป็นที่พักอาศัยหรือคอนโดมิเนียม แต่กลับนำมาประกอบธุรกิจโรงแรม นอกจากนี้ การทดลองจองที่พักล่วงหน้าผ่านช่องทางออนไลน์ยังพบหลักฐานชัดเจนว่า มุ่งเน้นทำตลาดขายห้องพักให้กลุ่มลูกค้าชาวยุโรปและต่างชาติเป็นหลัก โดยไม่พบลูกค้าชาวไทย ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเชิงลึก พบความผิดปกติในการใช้โครงสร้างตัวแทนอำพรางหรือนอมินี (Nominee)&nbsp;เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย โดยให้ชาวต่างชาติถือหุ้นร้อยละ 49 และคนไทยถือหุ้นร้อยละ 51 บางแห่งคนไทยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่ปล่อยให้ชาวจีนเช่าและดำเนินกิจการโดยไร้ใบอนุญาต</span></p>

<blockquote>
<h2><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">&ldquo;กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยได้ประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงพาณิชย์ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)&nbsp;เตรียมขยายผลเครือข่ายโรงแรมของต่างชาติ ถึงแม้ทางนิตินัยจะถือหุ้นตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมเดินหน้าตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด หากพบเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง จะถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น เน้นย้ำเจ้าหน้าที่ของรัฐทำงานอย่างมีศักดิ์ศรีและถูกต้องตามกฎหมาย ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี &quot;ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม&quot; หากพบการกระทำความผิดก็ต้องจับกุม รัฐบาลจะไม่ยอมให้กลุ่มทุนนอมินี แก๊งสแกมเมอร์ หรือธุรกิจสีเทา เข้ามาเบียดเบียนคนไทยที่ทำธุรกิจถูกกฎหมายอีกต่อไป&rdquo; นางสาวพลอยทะเล ระบุ</span></span></h2>
</blockquote>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/20260724677160cdf0e2c9dbbcd54809888f3501110518.jpg' type='image/jpg' length='405596' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลเดินหน้ากฎหมายใหม่ ยกระดับบริการภาครัฐ ตั้งกลไกต้านสินบน และเร่งปฏิรูประบบราชการเพื่อความโปร่งใส ตรวจสอบได้]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/525269</link>
<guid isPermaLink="false">a1b78b81fe126eda62a0d07ba19c5ec8</guid>
<pubDate>Thu, 23 Jul 2026 15:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">วันนี้ (23 กรกฎาคม 2569) เวลา 09.30 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) ครั้งที่ 1/2569</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมรับทราบหลักการสำคัญของพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 และรับทราบแผนงานของคณะทำงาน Zero Corruption และโครงการ &quot;เพื่อน ไม่ทน&quot;</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;พรบ. ฉบับนี้ ไม่เพียงยกระดับการให้บริการและการอนุมัติอนุญาตให้รวดเร็วและเป็นมาตรฐานเดียวกัน แต่ยังเป็นเครื่องมือเชิงโครงสร้างสำคัญที่จะทำให้การให้บริการภาครัฐมีประสิทธิภาพ สะดวก มีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะปิดจุดเสี่ยงการเรียกรับผลประโยชน์ ลดต้นทุนแฝงให้กับภาคธุรกิจและประชาชน ควบคู่ไปกับการยกระดับระบบราชการไทย ขอให้ทุกหน่วยงานปฏิรูปกระบวนงาน จากระบบที่สร้างภาระให้กับประชาชน สู่ระบบบริการที่เอื้อต่อความสะดวกและโปร่งใส โดยให้ถือเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการทันที&ldquo; นายกรัฐมนตรีกล่าว</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ที่ประชุมยังเห็นชอบจัดตั้งคณะอนุกรรมการอำนวยการต่อต้านสินบนและความเสี่ยงทุจริตภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนงานและกลั่นกรองข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในประเด็นการแก้ไขปัญหาการให้หรือรับสินบน การทุจริต และประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างเป็นระบบ โดยมีพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ เป็นที่ปรึกษา นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นรองประธานอนุกรรมการอีกตำแหน่ง</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ที่ประชุมยังเห็นชอบข้อเสนอโครงการ &ldquo;1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา&rdquo; (One Agency One Integrity) เพื่อให้แต่ละหน่วยงานของรัฐคัดเลือกงานบริการหรือกระบวนการทำงานที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริตสูงมาพัฒนาปรับปรุงเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เป้าหมายครอบคลุมหน่วยงานของรัฐ 355 แห่ง</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณามาตรการป้องกันการทุจริตในการสอบเข้าทำงานภาครัฐ โดยกำหนดให้มีกฎหมายเฉพาะเพื่อกำหนดฐานความผิด กลไกการดำเนินการ และมาตรการทางกฎหมายต่อผู้กระทำความผิด พร้อมให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณามอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกายกร่างกฎหมายตามขั้นตอนต่อไป</span></p>

<blockquote>
<h2><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">&ldquo;จากกรณีการทุจริตในการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่สามารถยอมรับได้ เพราะไม่เพียงเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายและหลักคุณธรรมเท่านั้น แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการและทำลายโอกาสของผู้ที่มีความรู้ความสามารถซึ่งเข้าสู่การแข่งขันอย่างสุจริต การป้องกันการทุจริตที่ดีที่สุด ไม่ใช่การลงโทษเมื่อความเสียหาย เกิดขึ้นแต่คือการออกแบบระบบที่รัดกุม โปร่งใส และตรวจสอบได้&rdquo;</span></span></h2>
</blockquote>

<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;การประชุมคณะกรรมการครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ถือเป็นวาระสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน เพื่อร่วมกันผลักดันมาตรการที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง สอดคล้องกับนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภาในการขับเคลื่อนการปฏิรูปและกำหนดมาตรการตามมาตรฐาน OECD การประชุมครั้งนี้จึงสะท้อนความร่วมมือเชิงรุกของทุกภาคส่วนในการยกระดับการต่อต้านการทุจริต จากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การป้องกันเชิงระบบอย่างยั่งยืน โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงการเพิ่มคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI: Corruption Perceptions Index) หรือการเข้าเป็นสมาชิก OECD เท่านั้น แต่คือการสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นในสังคมไทย&rdquo; นายกรัฐมนตรีกล่าว</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/2026072367e7e20d06e735f69fe911c20402cb94155707.jpg' type='image/jpg' length='349065' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ. เร่งสร้างกำลังคนด้านสุขภาพ เปิดรับสมัคร "อาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.)" รุ่นแรก 7,256 อัตรา]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/522685</link>
<guid isPermaLink="false">105c142745133540eeae15ffbe7c1b3b</guid>
<pubDate>Thu, 16 Jul 2026 14:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/20260716ca4075aebf1bcadcc56b64b81a15d085143051.jpg" style="width: 75%;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;">กระทรวงสาธารณสุข เปิดรับสมัครคัดเลือกผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรอาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.) ประจำปี พ.ศ. 2569 จำนวน 7,256 อัตรา ระหว่างวันที่ 15&ndash;31 กรกฎาคม 2569 ครอบคลุม 7,256 ตำบล ใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อสร้างเครือข่ายกำลังคนด้านสุขภาพในระดับชุมชน ยกระดับการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และดูแลประชาชนให้เข้าถึงบริการสุขภาพอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">วันนี้ (15 กรกฎาคม 2569) ณ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) ทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และคณะผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ร่วมแถลงข่าวการเปิดรับสมัคร &quot;อาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.)&quot; จำนวน 7,256 อัตรา เพื่อคัดเลือกผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรอาสาพยาบาลชุมชน ประจำปี พ.ศ. 2569&nbsp;<br />
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเสริมสร้างระบบสุขภาพปฐมภูมิและการมีส่วนร่วมของประชาชน ด้วยการเปิดรับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกเข้ารับการอบรมหลักสูตร &ldquo;อาสาพยาบาลชุมชน&rdquo; หรือ อสพ. จำนวน 7,256 คน ครอบคลุมพื้นที่ตำบล ใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ โดยจัดสรรตำบลละ 1 คน เปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 15 &ndash; 31 กรกฎาคม 2569 ในวันและเวลาราชการ ผู้สมัครสามารถยื่นใบสมัครด้วยตนเอง ณ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในจังหวัดภูมิลำเนา หรือสถานที่ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกำหนด โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมการสมัคร</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นโยบายนี้เกิดจากความจำเป็นของระบบสุขภาพไทยที่ต้องดูแลประชาชนให้ต่อเนื่องมากกว่าการรักษาในโรงพยาบาล ซึ่งปัจจุบันเรามีผู้สูงอายุ ผู้มีภาวะพึ่งพิง ผู้ป่วยโรคเรื้องรัง และประชาชนที่ต้องได้รับการติดตามถึงบ้านจำนวนมาก อสพ. จึงถูกออกแบบให้เป็น &ldquo;กำลังเสริมของทีมสุขภาพ&rdquo; ไม่ใช่การสร้างวิชาชีพใหม่ ไม่ใช่การทำงานทดแทนพยาบาลวิชาชีพ อสม. ผู้ดูแลผู้สูงอายุ หรือบุคลากรสาธารณสุขอื่น แต่จะเข้ามาช่วยในงานที่จำเป็นต้องดูแลอย่างต่อเนื่อง เช่น การเยี่ยมบ้าน การสังเกตและติดตามอาการ การบันทึกข้อมูลสุขภาพตามแผนการดูแล การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค การสนับสนุนให้ผู้ป่วยมาตามนัดและการใช้ยาตามคำสั่งของผู้ประกอบวิชาชีพ ตลอดจนการประสานส่งต่อเมื่อพบสัญญาณอันตราย &nbsp;โดย อสพ. จะดูแลในกลุ่มเปราะบาง 4 กลุ่ม ประกอบด้วย ผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(NCDs) แม่และเด็ก และผู้ป่วยจิตเวช/ยาเสพติด</span></p>

<h2><span style="font-size:24px;"><strong>นายพัฒนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า คุณสมบัติ การรับสมัครแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่</strong> </span></h2>

<p><span style="font-size:24px;">1) กลุ่มปริญญาตรีทั่วไป อายุไม่เกิน 60 ปี เข้ารับการอบรม 240 ชั่วโมง </span></p>

<p><span style="font-size:24px;">2) กลุ่มปริญญาตรีด้านสุขภาพ อายุไม่เกิน 65 ปี เข้ารับการอบรม 120 ชั่วโมง </span></p>

<p><span style="font-size:24px;">3) กลุ่มพยาบาลวิชีพหรือผู้ประกอบวิชาชีพสุขภาพที่มีใบอนุญาตยังมีผลใช้บังคับ &nbsp;อายุไม่เกิน 70 ปี เข้ารับการอบรม 30 ชั่วโมง</span></p>

<h2><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">การคัดเลือกจะดำเนินการโดยคณะอนุกรรมการคัดเลือกระดับจังหวัด ในการสัมภาษณ์ตามเกณฑ์มาตรฐานเดียวกัน 5 ด้าน ได้แก่</span> </span></h2>

<p><span style="font-size:24px;">1. คุณสมบัติและความสามารถ </span></p>

<p><span style="font-size:24px;">2. ประสบการณ์ </span></p>

<p><span style="font-size:24px;">3. ความพร้อมและความผูกพันกับพื้นที่ </span></p>

<p><span style="font-size:24px;">4. การสื่อสารและการทำงานเป็นทีม </span></p>

<p><span style="font-size:24px;">5. ทักษะการแก้ไขปัญหา เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ผู้สนใจสามารถยื่นใบสมัครด้วยตนเองได้ตั้งแต่วันที่ 15 ถึง 31 กรกฎาคม 2569 ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โดยเตรียมเอกสารสำคัญ เช่น บัตรประขาชน ทะเบียนบ้าน หลักฐานการศึกษา หนังสือรับรองการเป็นบุคคลในพื้นที่ รูปถ่าย ใบรับรองแพทย์ และใบอนุญาตประกอบวิชาชีพในกรณีที่เกี่ยวข้อง ขอให้ตรวจสอบรายละเอียดจากประกาศและช่องทางทางการของ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด</span></p>

<blockquote>
<h2><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;">&ldquo;กระทรวงสาธารณสุขเชื่อมั่นว่า การมีคนในพื้นที่ที่ผ่านการคัดเลือกและอบรมอย่างมีมาตรฐาน จะช่วยให้ประชาชนได้รับการดูแลเร็วขึ้น ต่อเนื่องขึ้น และใกล้บ้านมากขึ้น จึงขอเชิญผู้มีคุณสมบัติที่มีใจอาสา มีความรับผิดชอบ และพร้อมทำงานร่วมกับชุมชน สมัครเข้าร่วมโครงการมาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบสุขภาพไทย ที่ดูแลประชาชนอย่างทั่วถึงและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง&rdquo;</span></span></h2>
</blockquote>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/20260716ca4075aebf1bcadcc56b64b81a15d085143051.jpg' type='image/jpg' length='358228' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. ปรับฟรีวีซ่า ลดสิทธิพำนัก เหลือ 30 และ 15 วัน]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/521975</link>
<guid isPermaLink="false">8b8cb9a9f4f6e05388b2dc07c652ea1f</guid>
<pubDate>Tue, 14 Jul 2026 15:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/202607144b4ad1e157770debe8484cbb63cf26ce154234.jpg" style="width: 70%;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;">วันนี้ (14 ก.ค. 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ &nbsp;รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการทบทวนมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราและการให้สิทธิการตรวจลงตราของไทยเพิ่มเติม เพื่อให้การอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ควบคู่กับการปิดช่องโหว่ด้านความมั่นคง ป้องกันการใช้สิทธิผิดวัตถุประสงค์ และลดความซ้ำซ้อน โดยยึดหลัก </span><strong><span style="font-size:26px;">&ldquo;1 ประเทศ 1 สิทธิ&rdquo;</span></strong></p>

<p><span style="font-size:24px;">นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า สาระสำคัญคือการยกเลิกมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยว การทำงาน หรือติดต่อธุรกิจระยะสั้น และให้พำนักได้ไม่เกิน 60 วัน สำหรับ 93 ประเทศและดินแดน เนื่องจากระยะเวลาพำนักที่ยาวอาจถูกใช้เป็นช่องทางในการเข้ามากระทำผิดกฎหมายหรือดำเนินกิจกรรมที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของการท่องเที่ยว พร้อมปรับสิทธิใหม่ให้เหมาะสมกับแต่ละประเทศ โดยพิจารณาทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และหลักต่างตอบแทน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">สำหรับมาตรการใหม่ กำหนดให้ 59 ประเทศและดินแดนได้รับสิทธิยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยวและพำนักได้ไม่เกิน 30 วัน <strong>โดยเพิ่มสิทธิให้ 6 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย โครเอเชีย บัลแกเรีย ไซปรัส มอลตา และมัลดีฟส์</strong> ส่งผลให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปทั้ง 27 ประเทศได้รับสิทธิในลักษณะเดียวกันทั้งหมด ซึ่งจะช่วยสนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเจรจายกเว้นวีซ่าเชงเกนให้คนไทย และการจัดทำความตกลงทางเศรษฐกิจระหว่างกัน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า ในส่วนของสิทธิพำนักไม่เกิน 15 วัน กำหนดให้มอริเชียสและเซเชลส์ได้รับสิทธิดังกล่าว เพื่อการท่องเที่ยวและพำนักได้ไม่เกิน 15 วัน ก่อนนำมาทบทวนอีกครั้ง โดยพิจารณาจากจำนวนนักท่องเที่ยวและมูลค่าการใช้จ่ายที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงบทบาทสำคัญของอินเดียในด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวอินเดียมีระยะเวลาพำนักเฉลี่ยประมาณ 7.17 วันต่อการเดินทางหนึ่งครั้ง</span></p>

<h2><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><strong><span style="font-size:24px;">ส่วนการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง หรือ Visa on Arrival กำหนดให้สิทธิแก่ 3 ประเทศ ได้แก่ อาเซอร์ไบจาน เบลารุส และเซอร์เบีย โดยยกเลิกสิทธิ Visa on Arrival ของอินเดีย เนื่องจากได้รับสิทธิยกเว้นการตรวจลงตรา 15 วันแทน เพื่อไม่ให้เกิดสิทธิซ้ำซ้อน</span></strong></span></h2>

<p><span style="font-size:24px;">นางสาวพลอยทะเล กล่าวอีกว่า ภายหลังการทบทวน จะมีประเทศและดินแดนที่ได้รับสิทธิตามมาตรการต่าง ๆ รวม 65 ประเทศและดินแดน โดยร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยที่เกี่ยวข้องทั้ง 5 ฉบับ จะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 15 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยและได้รับสิทธิตามมาตรการเดิมก่อนประกาศใหม่มีผลใช้บังคับ จะยังสามารถพำนักต่อได้ตามระยะเวลาสิทธิเดิมที่เหลืออยู่</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นอกจากนี้ หน่วยงานด้านความมั่นคงจะเพิ่มประสิทธิภาพระบบ Thailand Digital Arrival Card (TDAC) เพื่อคัดกรองประวัติและตรวจสอบการเดินทางเข้า&ndash;ออกของชาวต่างชาติ พร้อมเร่งเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อประเมินความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทางและติดตามการใช้สิทธิให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์</span></p>

<blockquote>
<h2><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">&ldquo;การทบทวนมาตรการครั้งนี้ไม่ได้มุ่งลดโอกาสด้านการท่องเที่ยว แต่เป็นการปรับระบบให้เหมาะสม ชัดเจน และตรวจสอบได้มากขึ้น เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจ การอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความมั่นคงของประเทศ พร้อมป้องกันไม่ให้มาตรการด้านวีซ่าถูกนำไปใช้เป็นช่องทางในการกระทำผิดกฎหมาย&rdquo; นางสาวพลอยทะเล ระบุ</span></span></h2>
</blockquote>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/202607144b4ad1e157770debe8484cbb63cf26ce154234.jpg' type='image/jpg' length='364126' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. สานต่อมาตรการแรงงาน 3 สัญชาติ ต่ออายุใบอนุญาตทำงาน หนุนกำลังแรงงานกว่า 7.7 แสนคน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อเนื่อง]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/521971</link>
<guid isPermaLink="false">fac42871d19bf923e2becf8cbb11f248</guid>
<pubDate>Tue, 14 Jul 2026 15:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/202607149a0f7f62991708a8efcff2f56b1e3031153920.jpg" style="width: 80%; border-radius:25px;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;">วันนี้ (14 ก.ค. 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้แก่คนต่างด้าวสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนาม พร้อมเห็นชอบร่างประกาศที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่อให้การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง รองรับความต้องการกำลังแรงงานของภาคการผลิตและภาคบริการ ตลอดจนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มติดังกล่าวเป็นการสานต่อมาตรการที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบไว้เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 โดยกำหนดแนวทางการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งมาตรการเดิมจะครบกำหนดในวันที่ 11 ธันวาคม 2569 อย่างไรก็ตาม ยังมีแรงงานต่างด้าวจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถดำเนินการตามเงื่อนไขที่กำหนดให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด หากไม่มีมาตรการรองรับ อาจส่งผลให้แรงงานมีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กระทบต่อการบริหารจัดการแรงงานของภาครัฐ รวมถึงการดำเนินกิจการของผู้ประกอบการ จึงมีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาการอนุญาตให้อยู่และทำงาน เพื่อให้การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ทั้งนี้ ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 มีแรงงานต่างด้าวที่อยู่ภายใต้มาตรการดังกล่าวรวมประมาณ 770,000 คน การต่ออายุใบอนุญาตทำงานในครั้งนี้จึงช่วยให้แรงงานกลุ่มดังกล่าวสามารถดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายได้อย่างต่อเนื่อง ลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจที่ยังมีความจำเป็นต้องใช้แรงงานต่างด้าว และช่วยรักษาความต่อเนื่องของกำลังแรงงานในระบบเศรษฐกิจ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบ 1. ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ และ 2. ร่างประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวทำงานในราชอาณาจักรเป็นการเฉพาะ เพื่อให้การดำเนินมาตรการดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกันและเกิดความชัดเจนในการปฏิบัติ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะรัฐมนตรียังมอบหมายให้กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน เร่งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แก่ผู้ประกอบการ นายจ้าง แรงงานต่างด้าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้รับทราบหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และระยะเวลาดำเนินการอย่างทั่วถึง อำนวยความสะดวกในการดำเนินการตามกฎหมาย และยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวของประเทศ</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/202607149a0f7f62991708a8efcff2f56b1e3031153920.jpg' type='image/jpg' length='430795' />
</item>
</channel>
</rss>
