<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[7 ประเด็นหลัก ภารกิจพื้นฐาน]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/index/id/2438</link>
<atom:link href="https://region3.prd.go.th/th/content/category/index/id/2438" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ครม. ไฟเขียว ตั้งกองทุน “สงเคราะห์ – ฟื้นฟู” ผู้ประสบสาธารณภัย  แก้กฎหมายให้ช่วยเหลือได้รวดเร็ว]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/496445</link>
<guid isPermaLink="false">68c4f1e223d25d414333b73c33dc1b81</guid>
<pubDate>Tue, 21 Apr 2026 16:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">วันนี้ (21 เมษายน 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (21 เมษายน 2569) มีมติเห็นชอบการจัดตั้ง &ldquo;กองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย&rdquo; ขึ้นในกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย&nbsp;</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">โดย &ldquo;แก้ไขเพิ่มเติม&rdquo; พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 เพื่อให้การสงเคราะห์ ช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดำเนินการการได้อย่างต่อเนื่องไม่ติดขัด</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">เนื่องจาก พระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นกฎหมายหลักที่ใช้มากว่า 18 ปี ถือเป็นกฎหมายหลักและเครื่องมือสำคัญ ที่กำหนดบทบาทและอำนาจรัฐในการจัดการสาธารณภัยให้มีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพ แต่ปัจจุบันภัยพิบัติเกิดถี่และรุนแรงขึ้น แม้รัฐมีการช่วยเหลือผ่านงบกลาง แต่ข้อจำกัดด้านงบประมาณทำให้การเยียวยาล่าช้า</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ตั้งแต่ปี 2546&ndash;2569 รัฐใช้งบช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติรวมประมาณ 1.23 แสนล้านบาท เฉลี่ยปีละ 5.3 พันล้านบาท โดยปี 2569 ใช้งบสูงถึง 2.5 หมื่นล้านบาท</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ดังนั้น การจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัยขึ้นในกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะทำให้ &ldquo;มีแหล่งเงิน&rdquo; สำหรับการสงเคราะห์ ช่วยเหลือเยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัยที่แน่นอน เกิดความยืดหยุ่น ลดขั้นตอนกระบวนการในการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยา&nbsp; ซึ่งจะเป็น &ldquo;หลักประกัน&rdquo; ความต่อเนื่องด้านการคลัง&nbsp;</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;การดำเนินการดังกล่าว สอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภามุ่งพัฒนาระบบการดูแลประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติให้ครอบคลุมประชาชนทุกครัวเรือน โดยออกแบบกลไกการบริหารจัดการที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ คำนึงความยั่งยืนทางการคลัง และสามารถให้ความคุ้มครองและเยียวยาผลกระทบได้อย่างรวดเร็ว เป็นธรรม&rdquo; โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/20260421e1a879e0e4663192c367d141c2745aea164455.jpg' type='image/jpg' length='807612' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เปิดสินเชื่อ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ลดภาระเกษตรกร กู้สูงสุด 1 แสน รัฐจ่ายดอกเบี้ย 3% ดันเกษตรแม่นยำ]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/495742</link>
<guid isPermaLink="false">232a4bdcc5a0d1151ac540d775cca578</guid>
<pubDate>Mon, 20 Apr 2026 08:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;(18 เมษายน 2568) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า หลัง ครม. เห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับเกษตรกร รัฐบาลมอบหมายให้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เตรียมดำเนินโครงการสินเชื่อ &ldquo;ดอกเบี้ยคนละครึ่ง&rdquo; เพื่อลดต้นทุนการผลิต วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยนำเงินไปซื้อปุ๋ยและปัจจัยการผลิต บรรเทาผลกระทบจากราคาที่ผันผวนจากสถานการณ์โลก</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">โดยรัฐบาลจะช่วยชำระดอกเบี้ยให้ร้อยละ 3 ต่อปี จากอัตราดอกเบี้ยปกติร้อยละ 6 ส่งผลให้เกษตรกรจ่ายดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 3 ต่อปี วงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 100,000 บาท ระยะเวลา 12 เดือน นับถัดจากวันรับเงินกู้และไม่เกินวันที่ 30 เมษายน 2572</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">สำหรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขผู้เข้าร่วมโครงการ &quot;ดอกเบี้ยคนละครึ่ง&quot; &nbsp;มีดังนี้<br />
1) ต้องผ่านการอบรม/เรียนรู้การพัฒนาทักษะและการบริหารจัดการต้นทุน (Reskill/Upskill) โดย ธ.ก.ส. หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ/หรือหน่วยงานร่วมดำเนินการอื่น ๆ เช่น การใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพตามค่าการวิเคราะห์ดิน เป็นต้น</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">2) ใช้เงินกู้เพื่อจัดซื้อปุ๋ยผ่านสถาบันเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชนที่เข้าร่วมโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ หรือแหล่งอื่นตามที่ ธ.ก.ส. กำหนด</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">3) ใช้พันธุ์/เมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือตามที่ ธ.ก.ส. กำหนดและจำหน่ายให้แก่เกษตรกรในราคาที่เหมาะสม ซึ่งกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จะควบคุมราคาให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">4) สามารถชำระหนี้เงินกู้ได้ตามระยะเวลาที่ ธ.ก.ส. กำหนดโดยเกษตรกรผู้กู้รับชำระค่าผลผลิตผ่านบัญชีเงินฝากของ ธ.ก.ส. และยินยอมให้ ธ.ก.ส. หักชำระหนี้จากบัญชีเงินฝาก<br />
<br />
&ldquo;โครงการ &quot;ดอกเบี้ยคนละครึ่ง&quot; เป็นมาตรการเร่งด่วนของรัฐบาลในการดูแลช่วยลดภาระต้นทุนให้เกษตรกรรายย่อย ท่ามกลางความผันผวนของราคาปุ๋ย พลังงาน และการขนส่ง พร้อมยกระดับภาคการเกษตรไทยสู่ &quot;เกษตรแม่นยำและยั่งยืน&quot; เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ&rdquo; โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำ</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/20260420329a18e0495d27d773cc24a1012fe210080631.jpg' type='image/jpg' length='781564' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เริ่มแล้ว 4 วันเท่านั้น รัฐเคาะงบกว่า 2 พันล้านบาท เปิดลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือระหว่างวันที่ 16 - 19 เมษายน 2569]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/494796</link>
<guid isPermaLink="false">c989e98ec1f4d995152a1586a229f63e</guid>
<pubDate>Thu, 16 Apr 2026 10:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">วันที่&nbsp;(16 เมษายน&nbsp;2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันในภาคขนส่ง ครอบคลุมรถโดยสารสาธารณะ รถบรรทุกสินค้า และรถรับจ้าง วงเงินรวมประมาณ&nbsp;2,060 ล้านบาท โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กำชับให้ดำเนินการอย่างรัดกุม โปร่งใส และตรวจสอบได้</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กระทรวงคมนาคม เปิดให้ผู้มีสิทธิลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ของ ขบ. หรือยื่นคำขอ ณ สำนักงานขนส่งทั่วประเทศ ระหว่างวันที่&nbsp;16 - 19 เมษายน&nbsp;2569 ก่อนโอนเงินผ่านพร้อมเพย์หลังตรวจสอบสิทธิ เพื่อสนับสนุนการเดินรถ&nbsp;42 วัน ตั้งแต่วันที่&nbsp;20 เมษายน ถึง&nbsp;31 พฤษภาคม&nbsp;2569 โดยผู้ประสงค์ขอรับสิทธิช่วยเหลือสามารถดำเนินการกรอกข้อมูลที่เว็บไซต์&nbsp;https://tss.dlt.go.th/&nbsp;ได้ตลอด24 ชั่วโมง หรือมาขอรับสิทธิได้ที่กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">มาตรการนี้มุ่งลดภาระต้นทุนผู้ประกอบการ ควบคู่ตรึงค่าโดยสารไม่ให้ปรับเพิ่ม เพื่อลดแรงกดดันค่าครองชีพ และดูแลให้มีบริการขนส่งสาธารณะเพียงพอ โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์ ครอบคลุมผู้ประกอบการ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ รถโดยสารสาธารณะ รถบรรทุกขนส่งสินค้า และรถรับจ้าง</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">1.รถโดยสารประจำทางบางประเภท เช่น หมวด&nbsp;1 และหมวด&nbsp;4 ในกรุงเทพมหานคร ได้รับเหมาจ่าย&nbsp;5,040 บาทต่อคัน ต้องวิ่งไม่น้อยกว่า&nbsp;2,500 กิโลเมตร ขณะที่หมวด&nbsp;2 และ&nbsp;3 ได้รับ&nbsp;2 บาทต่อกิโลเมตร เพดานไม่เกิน&nbsp;700 และ&nbsp;500 บาทต่อวันตามลำดับ ส่วนรถโดยสารไม่ประจำทาง เช่น รถบัส มินิบัส และรถตู้ ได้รับ&nbsp;5,000 และ&nbsp;3,600 บาทต่อคัน ตามลำดับ&nbsp;</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">2.รถบรรทุกตั้งแต่&nbsp;10 ล้อขึ้นไป ได้รับ&nbsp;6,000 บาทต่อคัน ต้องวิ่งไม่น้อยกว่า&nbsp;4,000 กิโลเมตร ส่วนรถขนาดเล็กได้รับ&nbsp;3,000 บาทต่อคัน ต้องวิ่งไม่น้อยกว่า&nbsp;2,500 กิโลเมตร&nbsp;</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">3.รถรับจ้าง แท็กซี่ได้รับ&nbsp;5,040 บาทต่อคัน ต้องติดตั้งและใช้งานแอป&nbsp;DLT GPS NOTICE&nbsp;และวิ่งไม่น้อยกว่า&nbsp;2,500 กิโลเมตร ขณะที่รถจักรยานยนต์สาธารณะได้รับ&nbsp;840 บาทต่อคัน&nbsp;</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิต้องจดทะเบียนถูกต้องและมีใบอนุญาตไม่สิ้นอายุ พร้อมวิ่งให้บริการจริงตามระยะทางที่กำหนดภายใน&nbsp;42 วัน ตรวจสอบผ่านระบบ&nbsp;GPS ก่อนจ่ายเงินหลังสิ้นสุดมาตรการ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">สำหรับรถที่ต้องใช้แอป DLT GPS NOTICE&nbsp;ต้องเปิดใช้งานตลอดการให้บริการ หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือให้ข้อมูลเท็จ จะถูกตัดสิทธิและอาจมีโทษตามกฎหมาย</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;ภาพรวมมาตรการนี้ช่วยประคับประคองต้นทุนภาคขนส่ง ควบคู่กำหนดเงื่อนไขให้บริการจริง เพื่อให้ความช่วยเหลือตรงกลุ่ม โปร่งใส และมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยสามารถดำเนินการกรอกข้อมูลผ่านระบบ &ldquo;DLT&nbsp;พร้อมซัปพอร์ต&rdquo; ที่เว็บไซต์&nbsp;https://tss.dlt.go.th/&nbsp;ตลอด24&nbsp;ชั่วโมง หรือที่อาคาร&nbsp;3&nbsp;ชั้น&nbsp;1&nbsp;กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ โดยเปิดให้ดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่&nbsp;16&nbsp;เมษายน&nbsp;2569 เวลา&nbsp;8.30&nbsp;น. ถึงวันที่&nbsp;19 เมษายน พ.ศ.&nbsp;2569&nbsp;เวลา&nbsp;16.30 น.&rdquo; นางสาวรัชดา กล่าว</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/20260416aa0ba93ceaa0ce3dc0979f3392adbb7a105936.jpg' type='image/jpg' length='666628' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ อนุทิน ให้คำมั่น 3 แนวทาง ดูแล ปชช. ก้าวข้ามวิกฤต “ลดงบประมาณ - ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน - จัดมาตรการช่วยเหลือ” ]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/492135</link>
<guid isPermaLink="false">c405d2bba07454e2034c2b4226a91245</guid>
<pubDate>Tue, 07 Apr 2026 09:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าวันนี้ (6 เมษายน 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงมาตรการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งมาตรการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนจากสถานการณ์ดังกล่าว สรุปได้ดังนี้</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การสู้รบในตะวันออกกลางอันเป็นแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำคัญของโลกทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งสิ่งพลอยได้จากการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เช่น ปุ๋ย เม็ดพลาสติก ในตลาดโลกปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยซึ่งต้องนำเข้าพลังงานจากแหล่งตะวันออกกลางถึงประมาณร้อยละ 50</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ทั้งนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้นตามลำดับ และยกระดับสู่การโจมตีแหล่งผลิต โรงกลั่น คลังน้ำมัน และระบบขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั่วภูมิภาค เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้ในอนาคตเหตุการณ์ความขัดแย้งจะยุติลง แต่โครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ในการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในภูมิภาคตะวันออกกลางยังต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูให้กลับมาผลิตได้ตามปกติ ดังนั้น ราคาพลังงานและการขาดแคลนผลิตภัณฑ์จากปิโตรเคมีจะยังคงดำรงอยู่อีกระยะหนึ่ง</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า รัฐบาลเลือกที่จะแถลงข้อเท็จจริงนี้ต่อพี่น้องประชาชน เพื่อ &ldquo;ให้เกิดความเข้าใจ&rdquo; และ &ldquo;พร้อมปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต&rdquo; เพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่อไป ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทุกคนจะทำงานหนัก เพื่อแก้ปัญหา ช่วยเหลือ และรักษาประโยชน์ของพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนให้สามารถผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">โดยสิ่งที่รัฐบาลจะทำคือ<br />
1. ปรับลดงบประมาณในส่วนของภาครัฐ เพื่อนำงบประมาณมาใช้ช่วยเหลือลดผลกระทบให้แก่พี่น้องประชาชนเป็นลำดับแรก&nbsp;<br />
2. ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้งน้ำมัน และค่าไฟฟ้าเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับพี่น้องประชาชน &nbsp;โดยเร็วที่สุด&nbsp;<br />
3. จัดมาตรการช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส การจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทุกกลุ่ม และ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี &nbsp;</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;เรากำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ที่ส่งผลกระทบในระดับโลก &lsquo;ต้องยอมรับความจริง&rsquo; และต้องร่วมกันปรับเปลี่ยนเพื่อให้ผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้ ความสามัคคีของคนในชาติเป็นต้นทุนทางสังคมที่สำคัญที่สุดในยามนี้ เชื่อว่าความร่วมมือของพี่น้องประชาชนทุกคนจะช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤตนี้ และอยู่กับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอนาคตได้&rdquo; นายกรัฐมนตรี ย้ำ</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/2026040742309bbdccf7ff71e2c6cdaf0339ff70092550.jpg' type='image/jpg' length='804505' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ การันตีสงกรานต์น้ำมันไม่ขาด! ลุยล้างบางแก๊งเถื่อน เตรียมตั้ง "ศบก. พลัส"]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/491639</link>
<guid isPermaLink="false">8fc0df782b958d18eac1baa20dd1c3d3</guid>
<pubDate>Fri, 03 Apr 2026 17:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">(วันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2569) เวลา 11.15 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ครั้งที่ 9/2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงยุติธรรม ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง (ศปนม.ตร.) กรมธุรกิจพลังงาน กรมเจ้าท่า กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ร่วมแถลงถึงมาตรการตรวจสอบ ติดตาม และบังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันและลักลอบส่งออก</span></p>

<p><img alt="" src="https://media.thaigov.go.th/aBjGwe6gXjQ-9eTkMDVlb2eDPoI=/https://www.thaigov.go.th/uploads/images/83/2026/04/jpg/20260403120235_7036.jpg" style="width: 75%;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;">นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า รัฐบาลได้ยกระดับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ภายใต้พระราชกำหนดว่าด้วยการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 โดยยึดหลัก &ldquo;ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม&rdquo; ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกรายอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะมีอิทธิพลเพียงใด หากพบการเอาเปรียบประชาชนหรือบั่นทอนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ทั้งนี้ กระทรวงยุติธรรม โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน ศร.ชล. กรมเจ้าท่า กรมสรรพสามิต กรมการค้าภายใน กรมศุลกากร และฝ่ายปกครอง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันทั้งรายใหญ่และรายย่อย (jobber) อย่างเข้มข้น โดยจากการตรวจสอบเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา พบพฤติกรรมเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย ได้แก่<br />
(1) การประวิงเวลาขนส่งน้ำมันทางทะเล โดยจอดเรือลอยลำเพื่อรอการปรับขึ้นราคาก่อนนำส่งเข้าสู่ระบบ<br />
(2) การปฏิเสธจ่ายน้ำมันจากคลังไปยังสถานีบริการหรือผู้รับปลายทาง<br />
(3) การลักลอบขนส่งน้ำมันออกนอกเส้นทางเพื่อกักตุน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งสอบสวนและขยายผล</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นอกจากนี้ ยังตรวจพบความผิดปกติของข้อมูลปริมาณน้ำมันระหว่างระบบรายงานของหน่วยตรวจสอบกับข้อมูลจากโรงกลั่นและการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต โดยจะประสานข้อมูลการเดินเรือจาก ศรชล. และขยายผลตรวจสอบการขนส่งทางบกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อยืนยันว่าการส่งออกเป็นไปตามที่ได้รับอนุญาตหรือไม่</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นายกรัฐมนตรีระบุว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นการแสวงหากำไรเกินควรในช่วงวิกฤตพลังงานโลก ส่งผลให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อพยุงราคาพลังงาน ปัจจุบันมีภาระขาดทุนกว่า 50,000 ล้านบาท ทั้งนี้ กองทุนน้ำมันฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาภาระประชาชน มิใช่เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการกักตุนหรือลักลอบส่งออก จึงจำเป็นต้องเร่งปราบปรามอย่างจริงจัง</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการสอบสวนเป็นกรณีพิเศษ และยืนยันว่ารัฐบาลไม่นิ่งนอนใจต่อความเดือดร้อนของประชาชน โดยจะเดินหน้าทั้งมาตรการป้องกัน เฝ้าระวัง และดำเนินคดีควบคู่กัน เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นายกรัฐมนตรียังได้สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รวมถึงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการความร่วมมือในการปราบปรามผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด พร้อมขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแส เพื่อร่วมกันยุติพฤติกรรมเอาเปรียบสังคม</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">สำหรับสถานการณ์ความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มสูงผิดปกติในปัจจุบัน รัฐบาลสันนิษฐานว่าเกี่ยวข้องกับการลักลอบส่งออกและการกักตุน ซึ่งขณะนี้ได้เร่งตรวจสอบและดำเนินมาตรการควบคุมอย่างใกล้ชิด โดยคาดว่าจะช่วยลดการไหลออกของน้ำมันนอกระบบ และทำให้ปริมาณน้ำมันในประเทศกลับเข้าสู่ภาวะสมดุล</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้ย้ำสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนว่า รัฐบาลมีมาตรการรองรับปริมาณการใช้น้ำมันในช่วงเทศกาลสงกรานต์อย่างเพียงพอ โดยได้เตรียมความพร้อมร่วมกับผู้ประกอบการตามมาตรา 7 ในการเพิ่มศักยภาพการขนส่งน้ำมัน และผ่อนคลายข้อจำกัดบางประการ เพื่อให้สามารถกระจายน้ำมันได้อย่างทันท่วงที</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าจะไม่มีภาวะขาดแคลนน้ำมัน และสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ได้ตามปกติ โดยรัฐบาลจะดำเนินการอย่างเต็มที่ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิด เพื่อไม่ให้มีผู้ฉวยโอกาสในช่วงวิกฤต พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อประโยชน์ของประชาชนทุกคน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นอกจากนี้ การดำเนินงานของ ศบก. ในปัจจุบัน ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลที่กำลังจะสิ้นสุดวาระนั้น จะมีการปรับเปลี่ยนในสัปดาห์หน้า โดยจะมีการจัดตั้ง ศบก. ชุดใหม่ขึ้นมารับช่วงต่อ ทั้งนี้ ศบก. ชุดเดิมจะมุ่งเน้นการบริหารจัดการน้ำมันให้มีปริมาณเพียงพอ ขณะที่ ศบก. ชุดใหม่จะให้ความสำคัญกับมาตรการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ควบคู่กับการปรับปรุงระบบการรายงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">พร้อมกันนี้ ศบก. ชุดใหม่จะมีภารกิจเพิ่มเติมจากเดิมในลักษณะ &ldquo;ศบก. พลัส&rdquo; โดยขยายขอบเขตการดำเนินงานในหลายระดับ เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ และประคับประคองสถานการณ์ให้เป็นไปอย่างมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/202604037dbf7f4b0553eb10c7b9c29019a397bd170806.jpg' type='image/jpg' length='797514' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ kick off โครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ลดภาระ ลดค่าครองชีพ หั่นราคาสินค้า 25-58% ดีเดย์ 1 เมษายนเป็นต้นไป]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/490911</link>
<guid isPermaLink="false">205addcb44e8df6e168d27b49b94dbd3</guid>
<pubDate>Thu, 02 Apr 2026 09:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">(1 เมษายน&nbsp;2569)&nbsp;เวลา&nbsp;13.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; โดยเป็นการผนึกกำลังภาคเอกชน ห้างค้าส่ง-ค้าปลีกกว่า&nbsp;10 ราย และผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ของประเทศกว่า&nbsp;20 ราย ปล่อยสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ลดสูงสุด&nbsp;58% จำหน่ายทั่วประเทศ คิกออฟวันที่&nbsp;1 เมษายน&nbsp;2569 เป็นต้นไป เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ ให้ประชาชน ท่ามกลางสถานการณ์ราคาพลังงานผันผวน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ว่า ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ของประชาชนอย่างทันท่วงที จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ยังคงทวีความรุนแรง ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ต่อราคาพลังงาน ภาวะเศรษฐกิจ และค่าครองชีพของประชาชนในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย รัฐบาลตระหนักถึงผลกระทบดังกล่าว ที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน จึงได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ เร่งดำเนินมาตรการดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นการสร้างทางเลือกใหม่ ๆ ให้กับผู้บริโภค ด้วยการร่วมมือกับผู้ประกอบการโมเดิร์นเทรด ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ และผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อสนับสนุนให้สินค้าจำเป็นมีราคาที่เหมาะสม และเข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องที่ได้จัดหาสินค้าเหล่านี้เพื่อลดภาระความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายหลายราย ที่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ทั้งกลุ่ม&nbsp;House Brand&nbsp;ของห้างร้านต่าง ๆ และ แบรนด์ทางเลือก (Second-tier Brand)&nbsp;ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่ผ่านมาตรฐาน คุณภาพดี สามารถใช้อุปโภค-บริโภคได้ในราคาสมเหตุสมผลที่ประชาชนสามารถจับต้องได้ง่าย และช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า ราคาสมเหตุสมผลสามารถจับต้องได้ง่าย</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;กระทรวงพาณิชย์ได้รับนโยบายรัฐบาล ในการหาสินค้าที่ผู้ผลิตยินดีที่จะลดราคาต้นทุนทางการตลาดให้ เนื่องจากผู้ผลิตเหล่านี้ได้รับทราบถึงความเดือดร้อนและต้องการเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระให้พี่น้องประชาชนคนไทย ขณะเดียวกันก็จะทำให้สินค้าเหล่านี้ถูกแพร่กระจายไปยังผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ถึงแม้สินค้าดังกล่าวจะเป็น แบรนด์ทางเลือก (Second-tier Brand)&nbsp;แต่คุณภาพสินค้ามีความเหมาะสม ทำให้มั่นใจว่าประชาชนสามารถที่จะเข้าถึงสินค้าเหล่านี้ได้ โดยสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนคือพี่น้องประชาชนสามารถประหยัดเงินในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ที่จะต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ พร้อมขอบคุณพันธมิตรภาคเอกชน ที่ได้แสดงถึงพลังแห่งความร่วมมือและความมีน้ำใจในการร่วมกันช่วยเหลือพี่น้องประชาชนชาวไทยในยามวิกฤต ความร่วมมือในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสทางการตลาด ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย และสินค้าแบรนด์ทางเลือก ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามในส่วนของราคาสินค้ารัฐบาลก็จะยังคงเฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิดให้กับประชาชน และพร้อมที่จะดำเนินมาตรการที่มีตามกฎหมายอย่างเหมาะสม เพื่อให้พี่น้องประชาชน สามารถก้าวผ่าน ความท้าทายทางเศรษฐกิจนี้ไปได้อย่างมั่นคง&rdquo; นายกรัฐมนตรี ย้ำ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีประกาศเปิดโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ลดภาระ ลดค่าครองชีพ อย่างเป็นทางการตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และขออำนวยพร ให้โครงการประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ จากนั้นโดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ทำการสัมผัสที่หน้าจอเพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการ&nbsp;Kick-off&nbsp;โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ลดภาระ ลดค่าครองชีพ &rdquo; อย่างเป็นทางการ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เยี่ยมชมบูธแสดงสินค้าจากห้างค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade)&nbsp;รวมถึงผู้ผลิตและผู้แทนจำหน่าย (Suppliers)&nbsp;ที่นำเสนอสินค้าราคาพิเศษที่เข้าร่วมลดราคาภายใต้โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ลดภาระ ลดค่าครองชีพ&rdquo; มาแสดง ณ บริเวณโถงกลาง ตึกสันติไมตรี โดย นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมอุดหนุนสินค้าหลากหลายรายการ อาทิ ยาสี โฟมล้างมือ ข้าวสาร น้ำยาล้างจาน และกระดาษทิชชู เป็นต้น</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า&nbsp;หน่วยงานภาคเอกชนจากทั้งในส่วนห้างค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่ ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย ร่วมด้วย</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/202604024ca24fcd0194d42cfb7aba4938fe9c86090717.jpg' type='image/jpg' length='1091221' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลเดินหน้าเพิ่มทางเลือกด้านพลังงาน ด้วยการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซล B20 เพื่อลดต้นทุนภาคขนส่งและอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของราคาสินค้า และสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยควบคู่กัน]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/489651</link>
<guid isPermaLink="false">0b89f7be4301564fbdc1ad21d2e2f5c5</guid>
<pubDate>Mon, 30 Mar 2026 09:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">(30 มีนาคม 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ดีเซล B20 เป็นน้ำมันดีเซลที่ผสมไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มของไทยในสัดส่วน 20% รถที่รองรับสามารถใช้งานได้เช่นเดียวกับดีเซลทั่วไป โดยจุดเด่นคือช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิง และเพิ่มการใช้พลังงานที่ผลิตได้ภายในประเทศ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้มีมาตรการดูแลราคาดีเซล B20 ให้ต่ำกว่าดีเซลทั่วไป (B7) ประมาณลิตรละ 5 บาท เพื่อจูงใจการใช้งาน และช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้อย่างเป็นรูปธรรม</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">มาตรการดังกล่าวจะช่วยภาคขนส่ง โลจิสติกส์ และภาคอุตสาหกรรมที่มีต้นทุนด้านพลังงานสูง ให้สามารถบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อการปรับขึ้นราคาสินค้า และเป็นผลดีต่อประชาชนในภาพรวม</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ขณะเดียวกัน ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ได้ทยอยขยายจุดจำหน่าย B20 อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความสะดวกและทางเลือกให้กับผู้ใช้รถที่รองรับน้ำมันประเภทนี้ โดยสถานีบริการน้ำมันบางจาก เริ่มจำหน่ายแล้วที่คลังพระโขนง สถานีบริการน้ำมัน OR ที่คลังสงขลา และคลังสระบุรี และสถานีบริการน้ำมัน Shell คาดว่าจะเริ่มจำหน่ายต้นเดือนเมษายน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นอกจากนี้ การส่งเสริมการใช้ B20 ยังช่วยเพิ่มความต้องการใช้น้ำมันปาล์ม ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของประเทศ ส่งผลดีต่อเสถียรภาพราคาผลผลิต และช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรไทย รวมถึงช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในระยะยาว</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลต้นทุนพลังงานของประชาชนและผู้ประกอบการควบคู่กัน การส่งเสริมดีเซล B20 จึงเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่ช่วยทั้งภาคเศรษฐกิจ ภาคการเกษตร และความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว&rdquo; นางสาวรัชดา กล่าว</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/202603304b5ac9638a62e20eab47bf8943c0c432090143.jpg' type='image/jpg' length='550835' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ประชุม ครม. นัดพิเศษ เห็นชอบ 7 มาตรการ เพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็น 400 บาท เพิ่มสินค้าควบคุม ลดผลกระทบค่าครองชีพประชาชน]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/489247</link>
<guid isPermaLink="false">c2062949c21978c0c683d1b52d5a6137</guid>
<pubDate>Fri, 27 Mar 2026 16:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">(26 มี.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมคณะรัฐมนตรี นัดพิเศษ ภายหลังคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ กบน. มีมติเห็นชอบปรับลดอัตราชดเชยน้ำมันดีเซล และกลุ่มเบนซิน ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม และนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ร่วมประชุม เพื่อพิจารณามาตรการดูแลประชาชน ลดผลกระทบจากวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลาง&nbsp;</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นายกรัฐมนตรีได้รับฟังการประเมินสถานการณ์ด้านพลังงานที่เกิดจากวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก โดยกระทรวงพลังงานได้รายงานความคืบหน้า ความจำเป็น และมาตรการของประเทศต่าง ๆ ที่ต้องปรับตัวในช่วงที่เผชิญวิกฤตพลังงานของโลก และประเทศไทยจะต้องปรับตัว หรือมีการบริหารจัดการด้านพลังงานอย่างไร ให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลก โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีและปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องเตรียมมาตรการดูแลประชาชนให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด&nbsp;</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ภายหลังการประชุม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แถลงข่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำการเตรียมมาตรการดูแลผลกระทบต่อประชาชน ให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดโดยใช้ทุกกลไกในการช่วยเหลือ ส่วนมาตรการที่มีอุปสรรคทางกฎหมาย ได้ขอให้สำนักงานกฤษฎีกาพิจารณากลไกต่าง ๆ ที่สามารถดำเนินการได้ทันที ในส่วนของกระทรวงการคลัง นายกรัฐมนตรีเห็นชอบให้ พิจารณาปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิต ตามความเหมาะสม ซึ่งอยู่ระหว่างหารือกับสำนักงานกฤษฎีกา และจะขออนุญาตไปทางสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งต่อไป คาดว่าการลดอัตราภาษีจะช่วยให้ราคาน้ำมันลดลงได้ตามกลไก</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์ในตะวันออกกลางอยู่ในสถานะที่ไม่แน่นอน จึงทำให้ราคาน้ำมันมีความผันผวนระดับสูง ส่วนประเทศไทยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง<br />
ยังช่วยเหลืออยู่ โดยได้ปรับราคาขายปลีกขึ้น 6 บาท มาอยู่ที่ประมาณ 39 บาท ซึ่งสถานะกองทุนฯ ก่อนปรับอุดหนุนน้ำมันดีเซล 19 บาทต่อลิตร มีอัตราการไหลออก 1,700 ล้านบาท ส่งผลให้สถานะกองทุนฯ ติดลบ 38,000 ล้านบาท&nbsp;<br />
จึงเป็นเหตุที่นำมาประกอบการปรับราคาน้ำมัน เพื่อให้สะท้อนต้นทุนจริง ลดภาระของกองทุนฯ ลดปัญหาเรื่องการเก็งกำไรและกักตุนน้ำมัน หากเปรียบเทียบราคาในอาเซียนจะพบว่า มาเลเซียจำหน่ายอยู่ที่ 45.59 บาท เวียดนาม 47.16 บาท กัมพูชา 57.76 บาท สปป.ลาว 64.14 บาท ฟิลิปปินส์ 66.71 บาท สิงคโปร์ 100.26 บาท ส่วนอินโดนีเซีย และบรูไน ต่ำกว่าประเทศไทย คือ 28.32 บาท และ 7.92 บาท ปัจจุบันหน่วยงานความมั่นคงได้ช่วยตรวจตราเพื่อไม่เกิดการเอาเปรียบประชาชน ส่วนการผลิตน้ำมัน ได้ติดตามโรงกลั่นอย่างใกล้ชิดมีการกลั่นเต็มกำลังทุกโรงกลั่น ดีเซลประมาณ 78 ล้านลิตรต่อวัน และยังมีน้ำมันสำรองอีก 10 ล้านลิตร ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ดีเซลมีการจ่าย 85 ล้านลิตรต่อวัน สูงกว่าความต้องการปกติเมื่อเทียบกับช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมาเฉลี่ยที่ 67 ล้านลิตรต่อวัน นอกจากนี้ได้ประสานผู้ค้าตามมาตรา 7 (ผู้ค้ารายใหญ่) ให้จ่ายน้ำมันให้ Jobber ด้วย</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบ 7 มาตรการช่วยเหลือประชาชน ได้แก่<br />
<strong>มาตรการที่ 1</strong>&nbsp;คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กระทรวงการคลัง พิจารณาการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิต&nbsp;ว่าจะลดอย่างไรและลดในระยะเวลามากแค่ไหนตามความเหมาะสม&nbsp;<br />
<strong>มาตรการที่ 2</strong>&nbsp;กลุ่มคนเปราะบาง จะใช้กลไกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะเพิ่มวงเงินให้อีก 100 บาทต่อเดือน จากเดิม 300 บาท เป็น 400 บาทต่อเดือน ในระยะเวลา 1 เดือน โดยหลังจากที่ตั้งรัฐบาลจะประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดหากจะต่อมาตรการ&nbsp;<br />
<strong>มาตรการที่ 3</strong>&nbsp;ระบบขนส่ง จะมีทั้งกลุ่มรถบรรทุก และกลุ่มรถโดยสาร รวมถึงรถจักรยานยนต์รับจ้าง<br />
<strong>มาตรการที่ 4</strong>&nbsp;ภาคเกษตรกร เบื้องต้นสิ่งที่จะกระทบเกษตรกรโดยเร็วที่สุดเป็นเรื่องของราคาปุ๋ย กระทรวงพาณิชย์ได้มีโครงการธงเขียว สนับสนุนปุ๋ย ลดต้นทุนให้กับภาคเกษตรกร สนับสนุนให้ใช้ปุ๋ยทางเลือกและปุ๋ยอินทรีย์&nbsp;เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า<br />
<strong>มาตรการที่ 5</strong>&nbsp;เกษตรกรกลุ่มประมง จะได้รับการเยียวยาโดยใช้น้ำมัน B20 ซึ่งมีต้นทุนที่ต่ำกว่าน้ำมันปกติ ในอัตราที่ 5-6 บาท สามารถดูแลกลุ่มประมงได้&nbsp;<br />
<strong>มาตรการที่ 6</strong>&nbsp;คู่สัญญากับภาครัฐ กลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมหรือกลุ่มก่อสร้าง ซึ่งอาจจะมีช่วงที่ขาดน้ำมันไม่สามารถใช้งานเครื่องจักรได้ ทำให้การส่งมอบงานอาจเกิดความล่าช้า ในการขยายระยะเวลาตรวจรับงานที่เหมาะสมสอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น กับส่วนที่จะบรรเทาภาระผู้ประกอบการ เรื่องการชดเชยค่า K (ดัชนีชี้วัดการเปลี่ยนแปลงราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรง) ทางสำนักงบประมาณได้รับไปดำเนินการ&nbsp;<br />
<strong>มาตรการที่ 7&nbsp;</strong>เป็นมาตรการกลุ่มอื่น ๆ ที่เป็นผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะ SMEs ซึ่งกระทรวงการคลัง โดยธนาคารออมสิน เตรียมวงเงินซอฟต์โลน (Soft Loan) ประมาณ 10,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการโดยเฉพาะรายย่อย ทั้งซัพพลายเชน (Supply Chain) สามารถเข้ามาถึงวงเงินซอฟต์โลน โดยรายละเอียดธนาคารออมสินจะกำหนดออกมาให้ทราบต่อไป</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มกำลัง โดยสั่งการให้กรมการค้าภายในบูรณาการการทำงานร่วมกับพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ผ่านกลไกของคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) เพื่อกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพ จำนวน 59 รายการ โดยเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 กระทรวงพาณิชย์ได้จัดประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เพื่อทบทวนและพิจารณาเพิ่มรายการสินค้าควบคุมตามความเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดย กกร. มีมติยกระดับมาตรการควบคุมราคาสินค้าให้เข้มข้นขึ้น เพื่อป้องกันผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยสินค้ากลุ่มควบคุมเข้มงวด ต้องขออนุญาตก่อนปรับขึ้นราคา และยังมีมติให้ขยับสินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายการจากเดิมที่เพียงแค่แจ้งราคา เป็นต้องได้รับอนุญาตจากกรมการค้าภายในก่อนปรับขึ้นราคาเท่านั้น ส่วนสินค้ากลุ่มเฝ้าระวังต้องแจ้งรายละเอียดก่อนปรับราคา สำหรับสินค้าที่มีความจำเป็น อาทิ น้ำตาลทราย และรายการอื่น ๆ ผู้ประกอบการต้องแจ้งรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงราคาให้กระทรวงพาณิชย์ ทราบล่วงหน้า เพื่อให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนและราคาได้อย่างเหมาะสม</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">การเพิ่มสินค้าควบคุมใหม่ที่เสนอ ครม.พิจารณา นอกเหนือจากบัญชีสินค้าควบคุม 59 รายการเดิม ได้เสนอเพิ่มสินค้าอีก 7 รายการ ที่ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์และอุปทานของราคาสินค้าโดยรวม ได้แก่ วัตถุดิบต้นน้ำ เช่น เม็ดพลาสติก (ซึ่งเป็นต้นทุนบรรจุภัณฑ์) สินค้าบริโภคเพิ่มเติม ได้แก่ น้ำดื่มบรรจุขวด ซอสปรุงรส น้ำปลา และซีอิ๊ว&nbsp;</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นอกจากการเพิ่มจำนวนสินค้าควบคุมแล้ว ยังดำเนินโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการรายใหญ่ จัดส่งสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นในราคาพิเศษกระจายไปยังเครือข่ายค้าปลีก-ค้าส่งครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อดูแลผู้ประกอบการและผู้บริโภคให้สมดุลกัน รวมถึงมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง จัดโครงการลดค่าครองชีพเฉพาะจุด โดยบูรณาการข้อมูลร่วมกับกระทรวงการคลังผ่าน &ldquo;บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ&rdquo; เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เดือดร้อนที่สุดอย่างต่อเนื่องและตรงจุด&nbsp;</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดหาแหล่งวัตถุดิบเพิ่มเติม โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมที่กำลังเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยว ในส่วนของปุ๋ย ซึ่งเป็นสินค้าที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากกลุ่มปิโตรเคมีและผูกพันกับราคาพลังงานได้บูรณาการร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงการคลัง&nbsp;<br />
วางมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร หารือร่วมกับสมาคมการค้าปุ๋ย ยืนยันว่าปัจจุบันมีปริมาณสต๊อกปุ๋ยเพียงพอถึงเดือนเมษายน และอยู่ระหว่างการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งใหม่เพิ่มเติม อีกทั้งยังมีมาตรการเยียวยาเพื่อช่วยลดภาระและบรรเทาผลกระทบด้านต้นทุนให้แก่เกษตรกรและชาวประมงอย่างทั่วถึง โครงการดูแลภาคเกษตรกร ช่วยเหลือค่าปุ๋ย การปรับสูตรปุ๋ยให้มีการลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มเติมในพื้นที่ที่ทำได้&nbsp;</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมจะดำเนินการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า ซึ่งจะมี 2 กลุ่มใหญ่ คือรถบรรทุกสินค้าและรถโดยสารสาธารณะ โดยคณะรัฐมนตรีได้ให้กรอบการช่วยเหลือสนับสนุน หรือ Subsidy แบบพุ่งเป้าให้กับ 3 กลุ่ม เน้นการใช้งานจริงของผู้ประกอบการรถบรรทุก ซึ่งกรมการขนส่งทางบกมีการใช้ระบบ GPS ติดตามการใช้งานของรถบรรทุกอยู่แล้ว โดยเงินสนับสนุนกระทรวงการคลังจะดำเนินการผ่านในระบบพร้อมเพย์ จะใช้เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้าสนับสนุนให้กับผู้ประกอบการโดยตรง ตามที่ใช้จริง เช่นเดียวกับรถโดยสารสาธารณะ&nbsp;</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">นอกจากนี้ ในส่วนของรถโดยสารขนาดเล็กและรถรถจักรยานยนต์รับจ้าง จะต้องลงทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อเข้าสู่ระบบการติดตามการใช้จริงก่อน โดยจะช่วยเหลือผ่านการใช้จริง ซึ่งจะแจ้งรายละเอียดกับผู้ประกอบการต่อไป ทั้งนี้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ นายกรัฐมนตรีขอให้ประชาชนหันมาใช้ระบบบริการขนส่งสาธารณะมากขึ้น เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งขณะนี้กระทรวงคมนาคม โดย บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) และกรมการขนส่งทางบก ได้เตรียมความพร้อมตามจำนวนความต้องการของประชาชนในการเดินทาง โดยได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้กระทรวงมหาดไทยกำหนดจุดเติมน้ำมัน สถานีบริการน้ำมันสำหรับรถโดยสารสาธารณะในทุกจังหวัด เพื่อให้เกิดความชัดเจนและไม่กระทบต่อประชาชน และกระทรวงพลังงานจะส่งน้ำมันเพื่อให้ระบบขนส่งสาธารณะบริการเพียงพอต่อการเดินทางของประชาชน</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/2026032748f90b97a0be0805e9b72c6be059054b161011.jpg' type='image/jpg' length='687139' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดีเซลไทยยังถูกกว่าเพื่อนบ้าน! กางตัวเลขจริง หลังน้ำมันโลกพุ่ง 122%]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/487755</link>
<guid isPermaLink="false">aed9666f3d4b085778786b08b29a911a</guid>
<pubDate>Mon, 23 Mar 2026 14:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;"><strong>ดีเซลไทยยังถูกกว่าเพื่อนบ้าน! กางตัวเลขจริง หลังน้ำมันโลกพุ่ง 122%</strong></span></p>

<p><span style="font-size:24px;"><strong>กรุงเทพฯ</strong> &ndash; กระทรวงพลังงานเปิดเผยข้อมูลสถานการณ์ราคาพลังงานล่าสุด ท่ามกลางวิกฤตการณ์สู้รบในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อราคาพลังงานทั่วโลก โดยยืนยันราคาดีเซลของไทยยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่ง พร้อมแจงมาตรการพยุงราคาเพื่อลดภาระประชาชน,,</span></p>

<p><span style="font-size:24px;"><strong>น้ำมันโลกพุ่ง 122% แต่ดีเซลไทยปรับขึ้นเพียง 1 บาท</strong> นายวัชรินทร์ บุญฤทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ระบุว่า ณ วันที่ 20 มีนาคม 2569 ราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งสูงขึ้นไปแตะระดับ <strong>158 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล</strong> ซึ่งถือว่าปรับเพิ่มขึ้นสูงถึง <strong>122%</strong> เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดวิกฤต, อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาราคาขายปลีกในประเทศ พบว่าราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ <strong>31.14 บาทต่อลิตร</strong> และแก๊สโซฮอล์ E10 อยู่ที่ <strong>33.05 บาทต่อลิตร</strong> ซึ่งถือว่าปรับเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 1 บาทเท่านั้น เนื่องจากรัฐบาลใช้กลไก <strong>&quot;กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง&quot;</strong> เข้ามาช่วยชดเชยและรักษาเสถียรภาพราคาเพื่อไม่ให้กระทบค่าครองชีพของประชาชนมากเกินไป,,,</span></p>

<p><span style="font-size:24px;"><strong>กางตัวเลขเทียบเพื่อนบ้านอาเซียน</strong> จากการติดตามราคาขายปลีกน้ำมันในกลุ่มประเทศอาเซียน พบว่าหลายประเทศมีการปรับขึ้นราคาอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้:</span></p>

<ul>
	<li><span style="font-size:24px;"><strong>มาเลเซีย:</strong> ปรับขึ้นราคาดีเซลประมาณ 64% ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ <strong>38-39 บาทต่อลิตร</strong> ซึ่งสูงกว่าไทย,</span></li>
	<li><span style="font-size:24px;"><strong>ฟิลิปปินส์:</strong> ปรับราคาดีเซลเพิ่มขึ้นถึง 73% และเบนซิน 53%,</span></li>
	<li><span style="font-size:24px;"><strong>เวียดนาม:</strong> ปรับขึ้นราคาดีเซล 53% และเบนซิน 39%</span></li>
	<li><span style="font-size:24px;"><strong>สิงคโปร์:</strong> ปรับราคาดีเซลเพิ่มขึ้น 40% และเบนซิน 26%</span></li>
</ul>

<p><span style="font-size:24px;"><strong>เสริมมาตรการพลังงานทดแทน-รณรงค์ประหยัด</strong> นอกจากการใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ แล้ว กระทรวงพลังงานยังได้ดำเนินมาตรการเสริมเพื่อลดการนำเข้าและสร้างแรงจูงใจในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ:</span></p>

<ul>
	<li><span style="font-size:24px;"><strong>ปรับสัดส่วนไบโอดีเซล:</strong> เปลี่ยนการผสมจาก B5 เป็น <strong>B7</strong> เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานในประเทศ</span></li>
	<li><span style="font-size:24px;"><strong>บริหารส่วนต่างราคาแก๊สโซฮอล์:</strong> กำหนดให้ราคาแก๊สโซฮอล์ 95 E10 <strong>แพงกว่า E20 ประมาณ 5 บาท</strong> เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ E20 มากขึ้น</span></li>
	<li><span style="font-size:24px;"><strong>รณรงค์ประหยัดพลังงาน:</strong> ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าเพื่อความมั่นคงของระบบพลังงานในประเทศ,</span></li>
</ul>

<p><span style="font-size:24px;">รัฐบาลยืนยันจะบริหารจัดการสถานการณ์ราคาพลังงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด โดยใช้กลไกที่เหมาะสมทั้งด้านราคาและการจัดหาพลังงานทดแทน,</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/202603234657e15ff3b01292264ab2362e33ffa7145633.jpg' type='image/jpg' length='706261' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พาณิชย์สั่งลุย! คุมเข้มสินค้า 59 รายการ ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาซ้ำเติมประชาชน]]></title>
<link>https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/487754</link>
<guid isPermaLink="false">f4c20f60ae1789ec626014be840cd633</guid>
<pubDate>Mon, 23 Mar 2026 14:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;"><strong>พาณิชย์สั่งลุย! คุมเข้มสินค้า 59 รายการ ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาซ้ำเติมประชาชน</strong></span></p>

<p><span style="font-size:24px;"><strong>กรุงเทพฯ</strong> &ndash; กระทรวงพาณิชย์ประกาศยกระดับมาตรการกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างเข้มงวด ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้นกว่า 122% เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่เป็นธรรม,,</span></p>

<p><span style="font-size:24px;"><strong>คุมเข้มสินค้า 59 รายการ &ndash; หากจะขึ้นราคาต้องขออนุญาต</strong> นางสาวกนิษฐา กังสวณิต รองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันกระทรวงฯ กำลังติดตามดูแลราคาสินค้าภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 จำนวนทั้งสิ้น <strong>59 รายการ</strong> อย่างใกล้ชิด, โดยแบ่งการกำกับดูแลเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่:</span></p>

<ol>
	<li><span style="font-size:24px;"><strong>กลุ่มสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีพ (กำกับดูแลเคร่งครัด):</strong> ประกอบด้วย <strong>อาหารสำเร็จรูป บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง นมจืด ปุ๋ยเคมี และอาหารสัตว์</strong> สินค้ากลุ่มนี้หากผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายต้องการปรับขึ้นราคา <strong>ต้องขออนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์ก่อน</strong> โดยเจ้าหน้าที่จะพิจารณาโครงสร้างต้นทุนอย่างละเอียดรอบด้าน</span></li>
	<li><span style="font-size:24px;"><strong>กลุ่มของใช้ประจำวัน:</strong> เช่น ผงซักฟอก แชมพู น้ำยาล้างจาน กระดาษชำระ ยา และเวชภัณฑ์ กลุ่มนี้หากมีการปรับราคา <strong>ต้องแจ้งให้กระทรวงพาณิชย์ทราบ</strong>,</span></li>
</ol>

<p><span style="font-size:24px;">ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในพิจารณาทบทวนรายการสินค้าควบคุมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยสินค้าบางรายการที่เดิมเพียงแค่แจ้งราคา อาจถูกยกระดับให้ต้องขออนุญาตก่อนปรับขึ้นราคาทุกครั้ง</span></p>

<p><span style="font-size:24px;"><strong>ส่งทีมตรวจสอบทั่วกรุง &ndash; อัดฉีดโครงการธงฟ้าช่วยค่าครองชีพ</strong> ในระหว่างวันที่ <strong>23-25 มีนาคม 2569</strong> กระทรวงพาณิชย์ได้จัดทีมผู้บริหารลงพื้นที่ตรวจสอบตลาดและแหล่งค้าขายสำคัญในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อเฝ้าระวังการฉวยโอกาสปรับราคาและตรวจสอบสต็อกสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการ นอกจากนี้ยังมีการบูรณาการร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดและพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด,</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">สำหรับมาตรการช่วยเหลือประชาชน กระทรวงฯ ได้เตรียมขยายจุดจำหน่ายสินค้าในราคาพิเศษ ดังนี้:</span></p>

<ul>
	<li><span style="font-size:24px;"><strong>โครงการธงฟ้า:</strong> จำหน่ายสินค้าจำเป็นราคาประหยัดครอบคลุมระดับจังหวัด อำเภอ และชุมชน</span></li>
	<li><span style="font-size:24px;"><strong>โครงการธงเขียว:</strong> จำหน่ายปุ๋ยและปัจจัยการผลิตทางการเกษตรราคาพิเศษเพื่อลดต้นทุนให้เกษตรกร</span></li>
	<li><span style="font-size:24px;"><strong>ความร่วมมือภาคเอกชน:</strong> จับมือผู้ผลิตรายใหญ่จัดทำสินค้าจำเป็น เช่น ข้าวสาร น้ำตาล น้ำปลา ในราคาพิเศษกระจายสู่ร้านค้าปลีกรายย่อยและร้านค้าชุมชนทั่วประเทศ</span></li>
</ul>

<p><span style="font-size:24px;"><strong>เตือนผู้ค้าอย่าฉวยโอกาส &ndash; พบเห็นแจ้ง 1569</strong> กระทรวงพาณิชย์เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าให้สอดคล้องกับต้นทุนจริงและห้ามปฏิเสธการจำหน่าย หากประชาชนพบเห็นการขายสินค้าแพงเกินควร หรือการกระทำที่ไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งได้ที่ <strong>สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 ตลอด 24 ชั่วโมง</strong> เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างรวดเร็ว,</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region3.prd.go.th/th/file/get/file/20260323d3802b51c84733a5f5c8f9ffd93a6323144916.jpg' type='image/jpg' length='693980' />
</item>
</channel>
</rss>
