น่านประกอบพิธีเนื่องในวันที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช วันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์ และวันที่ระลึกวันที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า

  • ข่าวจาก : สปชส.น่าน
  • เมื่อวันที่ : 6 เม.ย. 2563
  • อ่าน : 171 ครั้ง

                 ที่หอประชุมศูนย์ราชการจังหวัดน่าน นายวรกิตติ  ศรีทิพากร ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน  พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการศาล ทหาร ตำรวจ ร่วมประกอบพิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะ เบื้องหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เนื่องในวันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์ และเบื้องหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า เนื่องในวันที่ระลึกวันที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า  เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จปราบดาภิเษก ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี และทรงสร้างกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงของประเทศไทย ด้วยพระมหากรุณาธิคุณดังกล่าว ในปี พ.ศ. 2416 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้า ฯ ให้หล่อพระบรมรูป พระเจ้าอยู่หัวทั้ง 4 พระองค์ ( ร.1 – 4 ) เพื่อประดิษฐานไว้ให้พระมหากษัตริย์องค์ต่อมา พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และประชาชนได้ถวายบังคมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ เป็นธรรมเนียมปีละครั้ง และโปรดเกล้าให้อัญเชิญไปประดิษฐานไว้บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และมีการย้ายที่หลายครั้ง ในรัชกาลที่ 6 โปรดให้ย้ายพระบรมรูปทั้ง 4 มาไว้ ณ ปราสาทพระเทพบิดร ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พร้อมกับพระบรมรูปของรัชกาลที่ 5 พระชนกนาถ พระที่นั่งองค์นี้ รัชกาลที่ 6 โปรดให้ซ่อมจากพุทธปรางค์ปราสาทเพื่อเรื่องนี้โดยเฉพาะ และได้พระราชทานนามดังกล่าว การซ่อมแซมก่อสร้างและประดิษฐานพระบรมรูปทั้ง 5 รัชกาล สำเร็จลุล่วงในเดือนเมษายน พ.ศ. 2461 จึงได้มีพระบรมราชโองการ ประกาศตั้งพระราชพิธีถวายบังคมพระบรมรูป ในวันที่ 6 เมษายนปีนั้น และต่อมา โปรด ฯ ให้เรียกวันที่ 6 เมษายนว่า "วันจักรี” เป็นวันที่ประชาชนทุกคนควรระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ของไทยทุกพระองค์ที่ทรงปกครองบ้านเมืองไทยจนอยู่มาจนถึงทุกวันนี้

                    พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงมีพระบรมราชคุณูปการ แก่ประเทศและประชาชนด้านต่าง ๆ มากมาย ทั้งด้านการต่างประเทศ เมื่อเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ บ้านเมืองเริ่มเผชิญปัญหาในด้านสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ ทั้งยุโรปและอเมริกา ด้วยพระปรีชาญาณอันสุขุมลึกซึ้ง ได้ทรงผ่อนปรนมิให้กระทบกระเทือนทั้งผลประโยชน์ของประเทศและสัมพันธไมตรีระหว่างกัน ส่งผลให้ชาติไทยคงความเป็นเอกราชตราบจนปัจจุบัน ด้านเศรษฐกิจ ในรัชสมัยของพระองค์ ทรงทำนุบำรุงการพาณิชย์นาวี ติดต่อค้าขายกับนานาประเทศอย่างกว้างขวาง ข้าราชการได้เบี้ยหวัดเงินเดือนเป็นครั้งแรก ทรงเพิ่มพูนรายได้ของประเทศด้วยการปรับปรุงระบบการเก็บภาษีอากร ทรงเกื้อกูลพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์พระอารามใหม่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะกว่า 30 พระอาราม ทรงสร้างพระคัมภีร์ไตรปิฎก ทรงจารึกความรู้นานาชนิดไว้ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ ทรงทุ่มเทป้องกันข้าศึก รักษาดินแดนไว้ ทรงทำลายฝิ่น ยาเสพติดร้ายแรงให้หมดไปจากประเทศ ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนที่สำคัญที่สุดแก่ประเทศไทย คือส่วนที่พระราชทานไว้แก่แผ่นดิน ซึ่งเก็บรักษาไว้ในถุงแดงจำนวนหลายหมื่นชั่ง ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ทรงนำมาเป็นค่าชดใช้แลกเปลี่ยนอธิปไตยของชาติในกรณีพิพาทดินแดนระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ร.ศ.112  ทั้งนี้ พระราชกรณียกิจตลอดเวลา 27 ปี แห่งการครองราชย์ ทรงสร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่แผ่นดิน อันเป็นรากฐานแห่งความเจริญมาจนตราบทุกวันนี้

ภาพข่าว

ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : ศรายุทธ ประเสริฐนิรมล
บรรณาธิการ : ศรายุทธ ประเสริฐนิรมล
แหล่งที่มา : สปชส.น่าน

ข่าวสปข.3 ที่น่าสนใจ