รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมคณะหารือทุกฝ่ายระดมภาครัฐและเอกชนให้สามารถเข้าไปลงทุนภายในสถานที่ของท่าเรือโดยเปิดกว้างไม่จำกัดเฉพาะธุรกิจด้านโลจิสติกส์

  • ข่าวจาก : สปชส.เชียงราย
  • เมื่อวันที่ : 22 พ.ค. 2563
  • อ่าน : 56 ครั้ง

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมคณะหารือทุกฝ่ายระดมภาครัฐและเอกชนให้สามารถเข้าไปลงทุนภายในสถานที่ของท่าเรือโดยเปิดกว้างไม่จำกัดเฉพาะธุรกิจด้านโลจิสติกส์


วันนี้ (22 พ.ค. 63) ดร.อธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นำคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนแห่งที่ 2 ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน และท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน อ.เชียงของ จ.เชียงราย ชายแดนไทย-สปป.ลาว โดยมี นายภาษเดช หงส์ลดารมภ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย หน่วยงานภาครัฐ และเอกชนร่วมต้อนรับ และหารือร่วมกันหลังพบว่าในปัจจุบันท่าเรือหลายแห่งในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง 4 ชาติ คือไทย สปป.ลาว เมียนมา และจีน มีการปิดดำเนินการโดยเฉพาะ สปป.ลาว ปิดพรมแดนเพื่อป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด - 19 แต่ท่าเรือของประเทศไทยได้เปิดให้มีการนำเข้าและส่งออกสินค้าที่ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน แห่งที่ 2 ได้ ทำให้มีการส่งออกสินค้าไปยังท่าเรือบางแห่งที่เปิดรับสินค้าไทย เช่น ท่าเรือสบหรวย ประเทศเมียนมา เป็นต้น
ดร.อธิรัฐ รัตนเศรษฐ กล่าวว่า จากการดูผลประกอบการของท่าเรือแม่น้ำโขงที่ จ.เชียงราย พบว่ามีภาวะขาดทุนปีละ 4,000,000-5,000,000 บาท ทั้งๆ ที่มีศักยภาพสูงจึงเห็นว่าหากมีการบูรณาการกันทุกฝ่ายจะสามารถพัฒนาให้ดีกว่านี้ได้ โดยเฉพาะมีพื้นที่โล่งของท่าเรืออยู่มากเบื้องต้นทราบว่าประมาณ 30 ไร่ แต่กลับไม่ได้ใช้ประโยชน์ดังนั้นแนวทางการพัฒนาคือระดมภาครัฐและเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ให้สามารถเข้าไปลงทุนภายในสถานที่ของท่าเรือโดยมีการเปิดกว้างด้วยการไม่จำกัดเฉพาะธุรกิจด้านโลจิสติกส์หรือการค้าชายแดนเท่านั้น ซึ่งการดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมเพราะอาจสามารถประสานกลุ่มทุนในเครือข่ายโดยเฉพาจากประเทศจีนเข้าไปลงทุนโดยมีการคิดค้นจัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายใน และเมื่อเห็นผลเป็นรูปธรรมทางการท่าเรือแห่งประเทศไทยก็จะสามารถได้รับการสนับสนุนงบประมาณมาพัฒนาเพิ่มเติมได้ ซึ่งหลังจากนี้ ทางภาคเอกชนของ จ.เชียงราย ได้ร้องขอให้มีการติดตั้งเครนยกสินค้าที่ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนแห่งที่ 2 ด้วย เพราะที่ผ่านมาการขอรับการสนับสนุนงบประมาณไม่ได้เต็มที่เพราะผลประกอบการโดยเฉพาะปริมาณตู้สินค้า และกิจกรรมทางการค้าที่ท่าเรือยังไม่มากเพียงพอ แต่หากมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจดังกล่าวมากขึ้น การสนับสนุนก็จะสามารถทำได้โดยทางกระทรวงคมนาคมก็จะรับประสานกับกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์ ฯลฯ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนต่อไป อย่างไรก็ตามเบื้องต้นจะมีการให้เช่าเครนมาให้บริการภาคเอกชนไปก่อนและช่วงนั้นก็จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาการพัฒนาในภาพรวมทั้งหมดจากนี้นในอนาคตก็จะมีการจัดซื้อเครนใหม่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาท่าเรือทั้ง 2 แห่งนี้ต่อไป
ด้าน น.ส.ผกายมาศ เวียร์รา รองประธานหอการค้า จ.เชียงราย กล่าวว่า ปัจจุบันการจัดหาสินค้าเพื่อส่งออกไปยังประเทศลุ่มแม่น้ำโขงโดยเฉพาะจีนตอนใต้ทำกันแทบไม่ทัน เพราะตลาดมีความต้องการสินค้าประเภทผลไม้ ผัก อาหารแช่แข็ง ฯลฯ ในปริมาณมาก แต่ใช้การส่งออกด้านอื่นแทนดังนั้นเนื่องจากท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนถือเป็นศูนย์กลางการค้าลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งหากพัฒนาระบบเครนก็จะดึงดูดให้มีการส่งออกด้านนี้ได้มากและทำให้ปริมาณตู้สินค้าเพิ่มมากขึ้นตามมาเอง ในโอกาสนี้ ทางนายอนุรัตน์ อินทร ประธานหอการค้า จ.เชียงราย น.ส.ผกายมาศ และนางเกศสุดร สังขกร รองประธานหอการค้า จ.เชียงราย และประธานกลุ่มผู้ประกอบการค้าชายแดน อ.เชียงแสน ได้ยื่นหนังสือถึง รัฐมนตรีช่วยกว่าการกระทรวงคมนาคม ขอให้มีการพัฒนาท่าเรือด้วยระบบเครนดังกล่าวและประสานให้เกิดการทำพิธีสารระหว่างไทย-จีน ในสินค้าประเภทผัก ผลไม้ อาหารทะเลแช่แข็ง สินค้าเกษตร และเม็ดพลาสติก เพื่อให้การส่งออกไปยังจีนตอนใต้โดยเฉพาะท่าเรือกวนเหล่ย ซึ่งเป็นเมืองท่าหน้าด่านของจีนที่ห่างจาก จ.เชียงราย เพียงประมาณ 265 กิโลเมตร สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะเมื่อทางการจีนเปิดท่าเรือหลังวิกฤติไวรัสโควิด-19 ในอนาคตต่อไป ซึ่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมได้รับเรื่องเอาไว้และรับจะขับเคลื่อนคณะกรรมการพัฒนาท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ไปดูข้อกฎหมายและระเบียบต่างๆ ในการเปิดกว้างให้ภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศเข้าไปลงทุนในที่ดินของการท่าเรือดังกล่าวต่อไป

ภาพข่าว

ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : นายกังวาล ปริมา
บรรณาธิการ : ประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
แหล่งที่มา : สปชส.เชียงราย

ข่าวสปข.3 ที่น่าสนใจ