นายแพทย์ อัคร อมันตกุล อาจารย์ประจำหน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ พบได้ในทุกเพศทุกวัย แต่มักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย เนื่องจากท่อปัสสาวะในผู้หญิงมีความยาวเพียง 4 ซม. เพราะฉะนั้น โอกาสติดเชื้อจากบริเวณก้นเชื่อมไปยังกระเพาะปัสสาวะ และลุกลามได้ง่าย ซึ่งในแต่ละวันพบผู้ป่วยกระเพาะปัสสาวะอักเสบไม่ต่ำกว่า 1 - 2 ราย จากการออกตรวจผู้ป่วยนอกแต่ละครั้ง หากปล่อยไว้ไม่ทำการรักษา อาจลุกลามติดเชื้อไปที่ไต และมีโอกาสติดเชื้อในกระแสเลือดตามมาได้ สำหรับปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ คือ การดื่มน้ำน้อย, การกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน, การดูแลรักษาสุขภาพอนามัยบริเวณอวัยวะเพศไม่ถูกวิธี โดย เช็ดทำความสะอาดจากด้านหลังมาด้านหน้า การสวนล้างช่องคลอด, การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์, ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน, ผู้ป่วยโรคเบาหวาน เนื่องจากมีภูมิที่ต่ำ, ผู้ป่วยที่ต้องรับประทานยากดภูมิต้านทาน และการใส่สายสวนปัสสาวะเป็นเวลานาน
ทั้งนี้ อาการของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ จะรู้สึกปวดบริเวณท้องน้อย ปัสสาวะบ่อย แต่ละครั้งไม่มาก อาการคล้ายปัสสาวะไม่สุด ปัสสาวะปวดแสบ ขัด ปัสสาวะขุ่น มีกลิ่นผิดปกติ ปัสสาวะมีเลือดปน ถ่ายปัสสาวะบ่อยเวลากลางคืน และกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ สำหรับการป้องกันการเป็นซ้ำ ดื่มน้ำให้มากประมาณ 1.5 ลิตรต่อวัน หลังมีเพศสัมพันธ์ ควรปัสสาวะทิ้ง และทำความสะอาดร่างกายทันที ควบคุมโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น โรคเบาหวาน ใช้ยาปรับฮอร์โมนแบบเฉพาะที่ เพื่อปรับสมดุลในช่องคลอด หากมีอาการควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาเชื้อ ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง เพราะหากเชื้อไม่ตรงกับยาที่ได้รับอาจทำให้มีอาการดื้อยาได้
พิมลกัลย์ เดชะชัย สวท. เชียงใหม่ /////////