
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลอนุมัติโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ภายใต้งบประมาณ 800 ล้านบาท เพื่อยกระดับร้านค้ารายย่อยกว่า 4 แสนรายทั่วประเทศ ให้มียอดขายเพิ่มขึ้น พร้อมพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลและการเงิน โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ การ “เติมเงิน (Top Up)” ให้ร้านค้าเพิ่มอีก 20% จากยอดสมทบของรัฐบาล สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมตามเงื่อนไขที่กำหนด
นายเอกนิติระบุว่า “คำว่าพลัส” ในโครงการนี้ หมายถึงการ เพิ่มรายได้ ให้กับร้านค้า ไม่ใช่เพียงช่วยลดรายจ่ายของประชาชนเท่านั้น โดยร้านค้าที่เข้าร่วม 1 ใน 3 ช่องทางของโครงการ ได้แก่
เข้าร่วมกับ 4 แพลตฟอร์ม Food Delivery ที่อยู่ในโครงการคนละครึ่งพลัส
สมัครเรียนหลักสูตรเสริมความรู้ทางการเงินผ่านธนาคารออมสิน (www.oomtang.gsb.or.th)
เข้าร่วมอบรมหลักสูตรด้าน AI กับ DBD Academy ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
จะได้รับสิทธิ์ “เติมเงินเพิ่ม” จากรัฐบาล 20% ของยอดที่สมทบปกติ เช่น จากเดิมที่รัฐช่วยจ่าย 100 บาท หากประชาชนซื้อสินค้า 200 บาท ร้านค้าจะได้รับเพิ่มเป็น 120 บาท ต่อรายการ ระหว่างวันที่ 19 พฤศจิกายน – 19 ธันวาคม 2568 โดยจำกัดสิทธิ์สูงสุดไม่เกิน 2,000 บาทต่อร้านค้า
“นี่คือการติดอาวุธทางดิจิทัลให้ร้านค้าไทย พร้อมสร้างแรงจูงใจทางรายได้จริง รัฐบาลจะเติมเงินให้เฉพาะร้านค้าที่เข้าร่วมและผ่านเงื่อนไขครบถ้วน เพื่อให้มั่นใจว่าเงินทุกบาทนำไปใช้พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ” นายเอกนิติกล่าว
ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวเสริมว่า ร้านค้าที่ผ่านเกณฑ์จะได้รับเงิน Top Up ในวันที่ 25 ธันวาคม 2568 โดยระบบจะประเมินยอดขายและการเข้าร่วมหลักสูตรแบบเรียลไทม์ ผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” เพื่อให้โปร่งใสและตรวจสอบได้
สำหรับร้านค้าที่เลือกช่องทางแพลตฟอร์ม Food Delivery จะต้องลงทะเบียนใหม่ตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป และต้องมียอดสั่งซื้อขั้นต่ำ 5 ครั้งต่อเดือน จึงจะถือว่าผ่านเกณฑ์รับเงินเพิ่ม
นายลวรณกล่าวว่า “รัฐบาลตั้งใจให้คำว่า พลัส เป็นแรงจูงใจสำคัญ การได้ Top Up 20% ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะจะมีการทดสอบก่อน–หลังอบรม เพื่อวัดว่าร้านค้ามีสกิลดิจิทัลเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ และระบบจะคำนวณยอดเงินตามผลการขาย ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ แบบโปร่งใสและตรวจสอบได้ทุกวัน”