
วันที่ 9 กรกฎาคม นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ดำเนินโครงการศึกษาแนวทางการยกระดับรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อปรับโครงสร้างการค้าข้าวไทย และขานรับนโยบายข้าวประณีตของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการเปลี่ยนผ่านจาก “การขายปริมาณ” ไปสู่ “การขายคุณค่า”
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยใช้พื้นที่ปลูกข้าวสูงถึง 43.3% ของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งประเทศ หรือคิดเป็น 74.7 ล้านไร่ ครอบคลุมครัวเรือนเกษตรกรกว่า 4.6 ล้านครัวเรือน (ประมาณ 60% ของครัวเรือนเกษตรกรทั้งประเทศ) โดยการปลูกข้าวนาปรัง (ข้าวขาว) เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 8 ล้านไร่ ในปี 2564 เป็น 13 ล้านไร่ ในปี 2568 สวนทางกับราคา ทำให้ไทยตกอยู่ในกับดักการผลิตเชิงปริมาณ สนค. จึงผลักดันกลยุทธ์ “ตลาดนำการผลิต” (Demand-Driven) ส่งเสริมการค้าข้าวมูลค่าสูง เพื่อตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ยินดีจ่ายส่วนเพิ่มให้กับสินค้าที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดย สนค. จำแนกข้าวมูลค่าสูงเป็น 3 กลุ่มหลัก ตามฟังก์ชันที่ตลาดโลกต้องการ ดังนี้
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ การดำเนินงานที่ผ่านมาสนค. ได้ลงพื้นที่รวบรวมข้อมูลเชิงลึกด้านปัญหาอุปสรรคและศักยภาพในด้านการผลิตและการค้า จากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญในทุกภูมิภาคของประเทศ รวมถึงประเทศเวียดนามที่เป็นตัวอย่างการวางนโยบายด้านการพัฒนาข้าวคาร์บอนต่ำ โดยมีข้อค้นพบสำคัญ ได้แก่
(1) ความสำเร็จด้านข้าวคาร์บอนต่ำ กลุ่มแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ (ข้าว) ตำบลเดิมบาง อำเภอเดิมบางนางบวช พิสูจน์ว่าเทคนิคนาเปียกสลับแห้งช่วยลดต้นทุนได้ถึง 17% และเพิ่มผลผลิตได้ 6%
(2) เวียดนามเป็นประเทศที่น่าจับตามอง ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการขายปริมาณสู่คุณภาพ ด้วยโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านเฮกตาร์ (6.25 ล้านไร่) และมีการส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์ข้าวคุณภาพ
(3) ข้าวมูลค่าสูงสามารถสร้างราคาพรีเมียม ได้อย่างมีนัยสำคัญ เช่น ข้าวอินทรีย์สามารถตั้งราคาสูงกว่าข้าวทั่วไปได้ 1.5–3 เท่า ขณะที่ข้าว GI สูงกว่าถึง 1.5–3.4 เท่า และข้าวสีหรือข้าวเพื่อสุขภาพสูงกว่า 1.2–3 เท่า
(4) การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการแปรรูปและการยกระดับโรงสีเป็นกลไกตัวกลางขับเคลื่อน
(5) ผู้ประกอบการกลางน้ำ ทั้งท่าข้าว สหกรณ์ และโรงสี ต้องเผชิญกับ “กับดักสภาพคล่อง” จากระยะเวลารอรับชำระเงินที่ยาวนาน
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า จากการศึกษาตลาดข้าวโลก พบว่า ประมาณการความต้องการข้าวมูลค่าสูง ดังนี้
ผลการศึกษาดังกล่าว จะนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย อาทิ ระดับต้นน้ำ: การปฏิรูประบบพันธุ์ข้าวและธรรมาภิบาลการรับรองมาตรฐาน ระดับกลางน้ำ: การลดข้อจำกัดด้านสภาพคล่องและโครงสร้างพื้นฐานการแปรรูป ระดับปลายน้ำ: การสร้างอุปสงค์ การคุ้มครองตราสินค้า และการเข้าถึงตลาด เป็นต้น
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ สนค. ยังได้ร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ: GISTDA) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่: BDI) พัฒนาระบบข้อมูลเชิงลึก มีเป้าหมายเพื่อสร้าง “ข้อมูลชุดเดียว” สำหรับใช้บริหารจัดการอุปสงค์–อุปทานสินค้าเกษตรอย่างเป็นระบบ ผ่านเครื่องมือ Dashboard คาดการณ์ผลผลิตข้าว ติดตามสถานการณ์แต่ละพื้นที่ วางแผนการผลิต การตลาด และดูดซับผลผลิตได้อย่างแม่นยำ และได้นำ เทคโนโลยี AI และแบบจำลอง Prism Model: (Precision Rice Intelligence for Strategy & Market Model) มาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์อุปสงค์ข้าวจากตลาดโลก
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า ในระยะถัดไป สนค. เตรียมจัดกิจกรรมศึกษาตลาดศักยภาพ ครั้งที่ 2 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง และนครกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อหารือผู้นำเข้าและสำรวจความต้องการตลาดข้าวพรีเมียม โดยจะเชื่อมโยงกับงาน “THAILAND RICE ROADSHOW 2026” ของกรมการค้าต่างประเทศ ในเดือนกรกฎาคม 2569
ทั้งนี้ สนค. มีกำหนดจัดงานสัมมนาเผยแพร่ผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอเชิงนโยบาย ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 เพื่อขับเคลื่อนมาตรการยกระดับรายได้เกษตรกร และขยายโอกาส ทางการค้าข้าวไทยในเวทีโลกอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป...