รัฐบาลเดินหน้า “1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา” สกัดจุดเสี่ยงทุจริต 24 หน่วยงานนำร่อง เร่งเห็นผลภายใน 6 เดือน

วันที่ 15 กันยายน 2569 นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้เข้ามาบริหารประเทศพร้อมกับโจทย์สำคัญด้านการแก้ไขปัญหาการทุจริต โดยประเทศไทยมีคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี พ.ศ. 2568 ที่ 33 คะแนน ขณะที่ผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนพบว่า ร้อยละ 89.1 เห็นว่าคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจในระดับปานกลางถึงระดับมาก รัฐบาลจึงเร่งวางกลไกป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างเป็นระบบ โดยจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนงานด้านการติดตาม ป้องกัน และปราบปรามการรับสินบน

ล่าสุด คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการโครงการ “1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา” ตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เสนอ มุ่งแก้ปัญหาความเสี่ยงต่อการทุจริตตั้งแต่ต้นทาง โดยให้หน่วยงานของรัฐคัดเลือกงานบริการหรือกระบวนการทำงานที่มีความเสี่ยงสูงมาปรับปรุงแก้ไขให้เกิดผลเป็นรูปธรรม พร้อมมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ.ร. เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนและติดตามผลการดำเนินงาน

สำหรับระยะแรก กำหนด 24 หน่วยงานนำร่อง ให้คัดเลือก 1–5 งานที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริตมาดำเนินการ อาทิ การอนุมัติ อนุญาต การตรวจสอบ การจัดซื้อจัดจ้าง การจัดเก็บภาษี และการต่ออายุใบอนุญาต โดยวิเคราะห์จุดเสี่ยง กำหนดมาตรการป้องกัน และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ

หัวใจสำคัญของโครงการฯ คือ ปิดช่องว่างก่อนเกิดการทุจริต โดยให้หน่วยงานปรับกระบวนการทำงาน ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ นำระบบดิจิทัลมาใช้เพื่อลดการพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้รับบริการ และเปิดให้ติดตามสถานะงานออนไลน์ ปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบได้ ตลอดจนพัฒนาระบบร้องเรียนที่เข้าถึงง่ายและมีประสิทธิภาพ โดยเปิดให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการออกแบบแนวทางแก้ไขปัญหา

“รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาการทุจริตตั้งแต่ต้นทาง โดยมุ่งให้ การอนุมัติ อนุญาต และการให้บริการภาครัฐ ลดขั้นตอน ลดการใช้ดุลพินิจ โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพ รวดเร็ว และเป็นธรรม สร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจ หวังผลให้คะแนน CPI ปรับเพิ่มขึ้น รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย” นายเอกภพ กล่าว


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar